การให้สารน้ำขณะ CPR ?
21 ผู้เข้าชม

การให้สารน้ำขณะ CPR ?
คำถามนี้ชี้ถึงจุดสำคัญมากในการกู้ชีพ คำตอบสั้นๆ คือ:
"เพราะประสิทธิภาพของการไหลเวียนเลือดขณะ CPR ต่ำมาก และกลไกการดูดซึมของสารน้ำเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง"
การให้สารน้ำแบบหยด (Drip) ในภาวะปกติอาศัยการทำงานของหัวใจเป็นปั๊มที่สมบูรณ์ แต่ขณะทำ CPR การไหลเวียนเลือดเกิดขึ้นจาก "ปั๊มภายนอก" (การกดหน้าอก) ซึ่งมีข้อจำกัดร้ายแรง
สาเหตุหลักที่ Drip ไร้ผลขณะ CPR:
1. แรงดัน Perfusion Pressure ต่ำมาก
· ขณะปกติ: หัวใจสร้างแรงดันซิสโตลิกได้ 100-140 mmHg เพื่อดันเลือดและ "ดูด" สารน้ำจากสาย IV เข้ามาในระบบไหลเวียน
· ขณะ CPR: การกดหน้าอกที่ได้คุณภาพสูงสุดสร้างแรงดันซิสโตลิกได้เพียง 40-60 mmHg (และมักต่ำกว่านั้นในทางปฏิบัติ)
· ผล: แรงดันนี้ต่ำเกินไปที่จะเอาชนะ Resistance ในสาย IV เล็กๆ (โดยเฉพาะ Peripheral IV ที่ข้อมือ/มือ) และดึงของเหลวจากถุงที่อยู่สูงมาได้ในอัตราที่มีนัยสำคัญ สารน้ำจึงหยดช้าหรือหยุดนิ่ง
2. การไหลเวียนเลือดมีทิศทางเดียว (One-Way Flow)
· กลไกการกดหน้าอกที่ดีที่สุดคือทำให้เลือดไหล ออกจากหัวใจ ไปเลี้ยงสมองและหัวใจ (Coronary perfusion) ได้บ้าง
· แต่กลไกนี้ ไม่มีประสิทธิภาพในการส่งเลือดกลับคืนสู่หัวใจ (Venous Return) ในลักษณะเดียวกับหัวใจที่บีบตัวปกติ
· ผล: เลือดคั่งในระบบเวนต์ (Venous System) ทำให้ "ที่ว่าง" ในระบบไหลเวียนสำหรับสารน้ำใหม่ลดลง สารน้ำที่ให้เข้าไปจึงกระจายตัวไม่ได้
3. Increased Systemic Vascular Resistance (SVR)
· ร่างกายตอบสนองต่อภาวะช็อกด้วยการหดหลอดเลือดทั่วร่างกาย เพื่อรักษาแรงดันและส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ (สมอง, หัวใจ)
· ผล: หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ทำให้การเข้าถึงของสารน้ำจากสาย IV เข้าสู่ระบบไหลเวียนกลางทำได้ยากยิ่งขึ้น
4. การลดลงของ Venous Compliance
· หลอดเลือดดำสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ความสามารถในการกักเก็บปริมาณเลือดเพิ่มเติม (จากสารน้ำ) ลดลง
การทดลองทางคลินิกที่เห็นภาพชัด:
ลองจินตนาการ:
1. คุณมีปั๊มน้ำแรงสูง (หัวใจปกติ) ต่อกับสายยาง (IV line) --> น้ำไหลเข้าถัง (ระบบไหลเวียน) ได้ดี
2. คุณมีปั๊มน้ำแรงต่ำ (CPR) ต่อกับสายยางเดียวกัน --> น้ำแทบไม่ไหลหรือไหลช้ามาก
3. และถังปลายทาง (ระบบเวนต์) ยังบีบแคบลง (Venoconstriction) และเกือบเต็มอยู่แล้ว (จากเลือดคั่ง) --> แม้น้ำจะไหลมาได้ก็ไม่มีที่ใส่
แล้วจะให้ยาและสารน้ำอย่างไรให้ได้ผล?
นี่คือเหตุผลที่มาตรฐาน ACLS เปลี่ยนแนวทางมาเป็น:
1. ให้ยาแบบ "Push + Flush" เท่านั้น:
· ใช้ดูดยา แล้ว อัด (Push) เข้าเส้นแรงๆ
· ตามด้วยการ Flush ด้วย NSS 20-30 ml แรงๆ อีกครั้ง เพื่อผลักยาให้ผ่านเขตความดันต่ำไปยังศูนย์กลางการไหลเวียน
2. ใช้เส้นเลือดที่ "ใกล้หัวใจ" ที่สุดเท่าที่ทำได้เร็ว:
· ทางเลือกแรกที่ดีที่สุดในยุคใหม่: ทางกระดูก (Intraosseous - IO)
· ทำได้ใน 30-60 วินาที
· เชื่อมต่อกับ ระบบเวนต์ของโพรงกระดูก (Medullary Cavity) ซึ่งไม่หดตัวเหมือนหลอดเลือดดำส่วนปลาย และถูกบีบโดยแรงกดจากการทำ CPR โดยตรง ทำให้ยาและสารน้ำเล็กน้อยถูก "บีบ" เข้าสู่ระบบไหลเวียนได้ดีกว่า IV ธรรมดามาก
· เส้นเลือดส่วนกลาง (Central Venous Line)
3. ยกแขนผู้ป่วยขึ้นหลัง Push ยา: เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยให้ยาไหลเข้าสู่ศูนย์กลางร่างกายเร็วขึ้น
สรุปเปรียบเทียบ: Drip vs. Push-Flush ขณะ CPR
ลักษณะ การให้แบบ Drip/Infusion การให้แบบ Push-Flush (มาตรฐานขณะ CPR)
แรงขับหลัก แรงโน้มถ่วง + แรงดันจากหัวใจ (ซึ่งขาดไป) แรงกลจาก + Flush
ความดันที่สร้างได้ ต่ำ (ความสูงของถุง ~20-30 mmHg) สูงมาก (แรงมือผู้กด>100 mmHg)
ความเร็ว ช้ามาก (อาจหยดละ 1-2 ชม.!) เร็วทันที (ยาเข้าไปใน 2-3 วินาที)
เหมาะสมเมื่อไหร่ ขณะหัวใจทำงานปกติ ขณะกำลังทำ CPR หรือภาวะช็อกรุนแรง
เป้าหมาย คงปริมาณเลือด, ให้สารน้ำต่อเนื่อง พาให้ยาเข้าถึงจุดกระทำอย่างรวดเร็ว
ข้อความสำคัญ: ขณะ CPR การให้สารน้ำปริมาณมาก (Volume Resuscitation) มีบทบาท จำกัดเฉพาะกรณีที่สงสัยการเสียเลือดรุนแรง (Hypovolemic Arrest) เท่านั้น และเมื่อให้ก็ต้องให้เป็น Bolus เร็วๆ (เหมือน Push-Flush) ไม่ใช่การเปิด drip แล้วปล่อยทิ้งไว้
สรุปสั้นๆ: Drip ทำงานด้วยหลักการที่อาศัยแรงดันจากหัวใจผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ขณะ CPR แรงดันนั้นแทบไม่มีอยู่จริง จึงต้องเปลี่ยนมาใช้ แรงดันจากผู้กู้ชีพ (Active Push) แทนผ่านและเส้นทางที่เหมาะสม (IO/IV)
การให้สารน้ำในขณะทำการกู้ชีพ (CPR) มีหลักการที่ชัดเจนและแตกต่างจากการให้สารน้ำในภาวะปกติ เนื่องจากเป้าหมายและสรีรวิทยาของร่างกายขณะนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สรุปหลักการสั้นๆ:
ขณะทำ CPR ควรให้สารน้ำเท่าที่จำเป็นเพื่อเปิดทางให้ยา และมุ่งเน้นที่การกดหน้าอกและกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเป็นหลัก การให้สารน้ำปริมาณมากเกินไปเป็นสิ่งต้องห้าม
วัตถุประสงค์หลักของการให้สารน้ำขณะ CPR
1. เพื่อเป็นทางเดินให้ยา (Route for Medications): สารน้ำเป็นตัวพายาบรรจุเข้าไปในกระแสเลือด
2. เพื่อรักษาปริมาณเลือด (ค่อนข้างจำกัด): ในกรณีที่สาเหตุของการหัวใจหยุดเต้นมาจากการเสียเลือด (Hypovolemic Arrest)
แนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน ACLS (Advanced Cardiac Life Support)
1. ชนิดของสารน้ำที่ใช้
· Normal Saline 0.9% (NSS) หรือ Lactated Ringer's (LR): เป็นสารน้ำพื้นฐาน
· หลีกเลี่ยง Dextrose (น้ำตาล): เช่น D5W, D5NSS เพราะภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำให้การพยากรณ์โรคทางระบบประสาทหลังกู้ชีพแย่ลง
2. ปริมาณและวิธีการให้
· "Bolus to Keep Open" (ให้พอให้สายเปิด): ไม่จำเป็นต้องให้ในปริมาณมาก
· หลังจากให้ยาทุกครั้ง: ควร flush ด้วย NSS ประมาณ 20-30 ml เพื่อผลักดันยาจากสายเข้าไปในระบบไหลเวียนกลางให้เร็วที่สุด
· ในกรณีสงสัยเสียเลือด (Hypovolemia): อาจให้ Bolus ได้ เช่น 500 ml - 1 ลิตร อย่างรวดเร็ว และประเมินซ้ำ แต่ต้อง ไม่หยุดหรือรบกวนการกดหน้าอก
3. ข้อห้ามสำคัญ (สิ่งที่ไม่ควรทำ)
· อย่าให้สารน้ำปริมาณมากเกินไป (Fluid Overload):
· เหตุผล: ขณะหัวใจหยุดเต้น การบีบตัวของหัวใจเป็น "การบีบเลือดจากภายนอก" (โดยการกดหน้าอก) ซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง 20-30% ของการบีบตัวปกติ หัวใจด้านขวาอ่อนแอมาก
· ผลเสีย: การให้น้ำมากไปจะเพิ่มปริมาณเลือดค้างในระบบหลอดเลือดดำและหัวใจห้องขวา (Preload) ซึ่งหัวใจที่หยุดทำงานอยู่แล้วไม่สามารถสูบฉีดต่อได้ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนขึ้นสมองและหลอดเลือดหัวใจลดลง ลดโอกาสรอดชีวิต
· อย่าหยุดกดหน้าอกเพื่อตั้งสายน้ำ:
· การตั้งสายน้ำ (IV Access) ควรทำโดย ทีมคนอื่น ขณะที่ยังมีคนกดหน้าอกอยู่
· หากไม่สามารถตั้งสายเส้นเลือดส่วนปลายได้รวดเร็ว ให้พิจารณา เส้นเลือดส่วนกลาง (Central Line) หรือ ทางเลือกอื่น ทันที
4. ลำดับความสำคัญของการเข้าถึงเส้นเลือด (IV Access) ขณะ CPR
1. เส้นเลือดส่วนปลาย (Peripheral IV): เช่น ที่ข้อพับ (Antecubital) เป็นทางเลือกแรก เพราะทำได้เร็วและง่าย โดยไม่รบกวนการกดหน้าอก
2. เส้นเลือดส่วนกลาง (Central Venous Catheter): เช่น ที่คอ (Internal Jugular) หรือใต้กระดูกไหปลาร้า (Subclavian) ให้ยาได้ดีกว่าและดูดซึมเร็วกว่า แต่ทำได้ยากและเสี่ยงมากกว่าต้องหยุด CPR
3. ทางเลือกทางกระดูก (Intraosseous - IO):
· ปัจจุบันเป็นทางเลือกที่แนะนำให้ใช้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในผู้ใหญ่
· ข้อดี: ทำได้เร็วมาก (ภายใน 30-60 วินาทา) อัตราความสำเร็จสูง ใช้ได้ในทุกวัย ยาดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนกลางได้เร็วเทียบเท่ากับเส้นเลือดส่วนกลาง
· ตำแหน่งที่พบบ่อย: หน้าแข้ง (Tibia) ใต้เข่า, กระดูกต้นขา (Femur), กระดูกหัวไหล่ (Humerus)
4. หลอดลม (Endotracheal Tube): เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับยาบางชนิด (เช่น Epinephrine, Lidocaine, Atropine - จำง่ายว่า "LEAN") แต่ประสิทธิภาพด้อยกว่ามากและไม่เป็นที่แนะนำในแนวทางปัจจุบัน ถ้าต้องใช้ต้องเพิ่มขนาดยา 2-2.5 เท่า
สรุปขั้นตอนการให้สารน้ำ/ยา ในการกู้ชีพแบบมีประสิทธิภาพ
1. เน้นที่การกดหน้าอกคุณภาพสูงและไม่ขาดตอน เป็นอันดับ 1
2. ทีมสมาชิกคนอื่นพยายามหา IV Access (Peripheral IV หรือ IO) โดยไม่รบกวนการกดหน้าอก
3. เมื่อได้ทางแล้ว ให้ยาตามโปรโตคอล (เช่น Epinephrine ทุก 3-5 นาที)
4. หลังให้ยาทุกครั้ง ให้ Flush ด้วย NSS 20-30 ml และยกแขนผู้ป่วยขึ้นเพื่อช่วยให้ยาเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางร่างกายเร็วขึ้น
5. ประเมินสาเหตุที่แก้ไขได้ (Hs and Ts):
· ถ้าสงสัย Hypovolemia (การเสียเลือด) ให้สารน้ำ Bolus ได้ โดยไม่หยุดกดหน้าอก
· ถ้าสงสัย Tamponade, Tension Pneumothorax การให้สารน้ำมากไปอาจทำให้แย่ลง
ข้อความสุดท้ายที่สำคัญ:
"Push hard, push fast, and don't let the fluids rush."
การกู้ชีพที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้สารน้ำ คือการกดหน้าอกที่ลึกพอและเร็วพอ พร้อมกับการช็อกไฟฟ้าหัวใจที่ทันเวลา การให้สารน้ำเป็นเพียงตัวช่วยในการบริหารยา ไม่ใช่การรักษาหลัก
คำถามนี้ชี้ถึงจุดสำคัญมากในการกู้ชีพ คำตอบสั้นๆ คือ:
"เพราะประสิทธิภาพของการไหลเวียนเลือดขณะ CPR ต่ำมาก และกลไกการดูดซึมของสารน้ำเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง"
การให้สารน้ำแบบหยด (Drip) ในภาวะปกติอาศัยการทำงานของหัวใจเป็นปั๊มที่สมบูรณ์ แต่ขณะทำ CPR การไหลเวียนเลือดเกิดขึ้นจาก "ปั๊มภายนอก" (การกดหน้าอก) ซึ่งมีข้อจำกัดร้ายแรง
สาเหตุหลักที่ Drip ไร้ผลขณะ CPR:
1. แรงดัน Perfusion Pressure ต่ำมาก
· ขณะปกติ: หัวใจสร้างแรงดันซิสโตลิกได้ 100-140 mmHg เพื่อดันเลือดและ "ดูด" สารน้ำจากสาย IV เข้ามาในระบบไหลเวียน
· ขณะ CPR: การกดหน้าอกที่ได้คุณภาพสูงสุดสร้างแรงดันซิสโตลิกได้เพียง 40-60 mmHg (และมักต่ำกว่านั้นในทางปฏิบัติ)
· ผล: แรงดันนี้ต่ำเกินไปที่จะเอาชนะ Resistance ในสาย IV เล็กๆ (โดยเฉพาะ Peripheral IV ที่ข้อมือ/มือ) และดึงของเหลวจากถุงที่อยู่สูงมาได้ในอัตราที่มีนัยสำคัญ สารน้ำจึงหยดช้าหรือหยุดนิ่ง
2. การไหลเวียนเลือดมีทิศทางเดียว (One-Way Flow)
· กลไกการกดหน้าอกที่ดีที่สุดคือทำให้เลือดไหล ออกจากหัวใจ ไปเลี้ยงสมองและหัวใจ (Coronary perfusion) ได้บ้าง
· แต่กลไกนี้ ไม่มีประสิทธิภาพในการส่งเลือดกลับคืนสู่หัวใจ (Venous Return) ในลักษณะเดียวกับหัวใจที่บีบตัวปกติ
· ผล: เลือดคั่งในระบบเวนต์ (Venous System) ทำให้ "ที่ว่าง" ในระบบไหลเวียนสำหรับสารน้ำใหม่ลดลง สารน้ำที่ให้เข้าไปจึงกระจายตัวไม่ได้
3. Increased Systemic Vascular Resistance (SVR)
· ร่างกายตอบสนองต่อภาวะช็อกด้วยการหดหลอดเลือดทั่วร่างกาย เพื่อรักษาแรงดันและส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ (สมอง, หัวใจ)
· ผล: หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ทำให้การเข้าถึงของสารน้ำจากสาย IV เข้าสู่ระบบไหลเวียนกลางทำได้ยากยิ่งขึ้น
4. การลดลงของ Venous Compliance
· หลอดเลือดดำสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ความสามารถในการกักเก็บปริมาณเลือดเพิ่มเติม (จากสารน้ำ) ลดลง
การทดลองทางคลินิกที่เห็นภาพชัด:
ลองจินตนาการ:
1. คุณมีปั๊มน้ำแรงสูง (หัวใจปกติ) ต่อกับสายยาง (IV line) --> น้ำไหลเข้าถัง (ระบบไหลเวียน) ได้ดี
2. คุณมีปั๊มน้ำแรงต่ำ (CPR) ต่อกับสายยางเดียวกัน --> น้ำแทบไม่ไหลหรือไหลช้ามาก
3. และถังปลายทาง (ระบบเวนต์) ยังบีบแคบลง (Venoconstriction) และเกือบเต็มอยู่แล้ว (จากเลือดคั่ง) --> แม้น้ำจะไหลมาได้ก็ไม่มีที่ใส่
แล้วจะให้ยาและสารน้ำอย่างไรให้ได้ผล?
นี่คือเหตุผลที่มาตรฐาน ACLS เปลี่ยนแนวทางมาเป็น:
1. ให้ยาแบบ "Push + Flush" เท่านั้น:
· ใช้ดูดยา แล้ว อัด (Push) เข้าเส้นแรงๆ
· ตามด้วยการ Flush ด้วย NSS 20-30 ml แรงๆ อีกครั้ง เพื่อผลักยาให้ผ่านเขตความดันต่ำไปยังศูนย์กลางการไหลเวียน
2. ใช้เส้นเลือดที่ "ใกล้หัวใจ" ที่สุดเท่าที่ทำได้เร็ว:
· ทางเลือกแรกที่ดีที่สุดในยุคใหม่: ทางกระดูก (Intraosseous - IO)
· ทำได้ใน 30-60 วินาที
· เชื่อมต่อกับ ระบบเวนต์ของโพรงกระดูก (Medullary Cavity) ซึ่งไม่หดตัวเหมือนหลอดเลือดดำส่วนปลาย และถูกบีบโดยแรงกดจากการทำ CPR โดยตรง ทำให้ยาและสารน้ำเล็กน้อยถูก "บีบ" เข้าสู่ระบบไหลเวียนได้ดีกว่า IV ธรรมดามาก
· เส้นเลือดส่วนกลาง (Central Venous Line)
3. ยกแขนผู้ป่วยขึ้นหลัง Push ยา: เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยให้ยาไหลเข้าสู่ศูนย์กลางร่างกายเร็วขึ้น
สรุปเปรียบเทียบ: Drip vs. Push-Flush ขณะ CPR
ลักษณะ การให้แบบ Drip/Infusion การให้แบบ Push-Flush (มาตรฐานขณะ CPR)
แรงขับหลัก แรงโน้มถ่วง + แรงดันจากหัวใจ (ซึ่งขาดไป) แรงกลจาก + Flush
ความดันที่สร้างได้ ต่ำ (ความสูงของถุง ~20-30 mmHg) สูงมาก (แรงมือผู้กด>100 mmHg)
ความเร็ว ช้ามาก (อาจหยดละ 1-2 ชม.!) เร็วทันที (ยาเข้าไปใน 2-3 วินาที)
เหมาะสมเมื่อไหร่ ขณะหัวใจทำงานปกติ ขณะกำลังทำ CPR หรือภาวะช็อกรุนแรง
เป้าหมาย คงปริมาณเลือด, ให้สารน้ำต่อเนื่อง พาให้ยาเข้าถึงจุดกระทำอย่างรวดเร็ว
ข้อความสำคัญ: ขณะ CPR การให้สารน้ำปริมาณมาก (Volume Resuscitation) มีบทบาท จำกัดเฉพาะกรณีที่สงสัยการเสียเลือดรุนแรง (Hypovolemic Arrest) เท่านั้น และเมื่อให้ก็ต้องให้เป็น Bolus เร็วๆ (เหมือน Push-Flush) ไม่ใช่การเปิด drip แล้วปล่อยทิ้งไว้
สรุปสั้นๆ: Drip ทำงานด้วยหลักการที่อาศัยแรงดันจากหัวใจผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ขณะ CPR แรงดันนั้นแทบไม่มีอยู่จริง จึงต้องเปลี่ยนมาใช้ แรงดันจากผู้กู้ชีพ (Active Push) แทนผ่านและเส้นทางที่เหมาะสม (IO/IV)
การให้สารน้ำในขณะทำการกู้ชีพ (CPR) มีหลักการที่ชัดเจนและแตกต่างจากการให้สารน้ำในภาวะปกติ เนื่องจากเป้าหมายและสรีรวิทยาของร่างกายขณะนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สรุปหลักการสั้นๆ:
ขณะทำ CPR ควรให้สารน้ำเท่าที่จำเป็นเพื่อเปิดทางให้ยา และมุ่งเน้นที่การกดหน้าอกและกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจเป็นหลัก การให้สารน้ำปริมาณมากเกินไปเป็นสิ่งต้องห้าม
วัตถุประสงค์หลักของการให้สารน้ำขณะ CPR
1. เพื่อเป็นทางเดินให้ยา (Route for Medications): สารน้ำเป็นตัวพายาบรรจุเข้าไปในกระแสเลือด
2. เพื่อรักษาปริมาณเลือด (ค่อนข้างจำกัด): ในกรณีที่สาเหตุของการหัวใจหยุดเต้นมาจากการเสียเลือด (Hypovolemic Arrest)
แนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน ACLS (Advanced Cardiac Life Support)
1. ชนิดของสารน้ำที่ใช้
· Normal Saline 0.9% (NSS) หรือ Lactated Ringer's (LR): เป็นสารน้ำพื้นฐาน
· หลีกเลี่ยง Dextrose (น้ำตาล): เช่น D5W, D5NSS เพราะภาวะน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำให้การพยากรณ์โรคทางระบบประสาทหลังกู้ชีพแย่ลง
2. ปริมาณและวิธีการให้
· "Bolus to Keep Open" (ให้พอให้สายเปิด): ไม่จำเป็นต้องให้ในปริมาณมาก
· หลังจากให้ยาทุกครั้ง: ควร flush ด้วย NSS ประมาณ 20-30 ml เพื่อผลักดันยาจากสายเข้าไปในระบบไหลเวียนกลางให้เร็วที่สุด
· ในกรณีสงสัยเสียเลือด (Hypovolemia): อาจให้ Bolus ได้ เช่น 500 ml - 1 ลิตร อย่างรวดเร็ว และประเมินซ้ำ แต่ต้อง ไม่หยุดหรือรบกวนการกดหน้าอก
3. ข้อห้ามสำคัญ (สิ่งที่ไม่ควรทำ)
· อย่าให้สารน้ำปริมาณมากเกินไป (Fluid Overload):
· เหตุผล: ขณะหัวใจหยุดเต้น การบีบตัวของหัวใจเป็น "การบีบเลือดจากภายนอก" (โดยการกดหน้าอก) ซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง 20-30% ของการบีบตัวปกติ หัวใจด้านขวาอ่อนแอมาก
· ผลเสีย: การให้น้ำมากไปจะเพิ่มปริมาณเลือดค้างในระบบหลอดเลือดดำและหัวใจห้องขวา (Preload) ซึ่งหัวใจที่หยุดทำงานอยู่แล้วไม่สามารถสูบฉีดต่อได้ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนขึ้นสมองและหลอดเลือดหัวใจลดลง ลดโอกาสรอดชีวิต
· อย่าหยุดกดหน้าอกเพื่อตั้งสายน้ำ:
· การตั้งสายน้ำ (IV Access) ควรทำโดย ทีมคนอื่น ขณะที่ยังมีคนกดหน้าอกอยู่
· หากไม่สามารถตั้งสายเส้นเลือดส่วนปลายได้รวดเร็ว ให้พิจารณา เส้นเลือดส่วนกลาง (Central Line) หรือ ทางเลือกอื่น ทันที
4. ลำดับความสำคัญของการเข้าถึงเส้นเลือด (IV Access) ขณะ CPR
1. เส้นเลือดส่วนปลาย (Peripheral IV): เช่น ที่ข้อพับ (Antecubital) เป็นทางเลือกแรก เพราะทำได้เร็วและง่าย โดยไม่รบกวนการกดหน้าอก
2. เส้นเลือดส่วนกลาง (Central Venous Catheter): เช่น ที่คอ (Internal Jugular) หรือใต้กระดูกไหปลาร้า (Subclavian) ให้ยาได้ดีกว่าและดูดซึมเร็วกว่า แต่ทำได้ยากและเสี่ยงมากกว่าต้องหยุด CPR
3. ทางเลือกทางกระดูก (Intraosseous - IO):
· ปัจจุบันเป็นทางเลือกที่แนะนำให้ใช้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในผู้ใหญ่
· ข้อดี: ทำได้เร็วมาก (ภายใน 30-60 วินาทา) อัตราความสำเร็จสูง ใช้ได้ในทุกวัย ยาดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนกลางได้เร็วเทียบเท่ากับเส้นเลือดส่วนกลาง
· ตำแหน่งที่พบบ่อย: หน้าแข้ง (Tibia) ใต้เข่า, กระดูกต้นขา (Femur), กระดูกหัวไหล่ (Humerus)
4. หลอดลม (Endotracheal Tube): เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับยาบางชนิด (เช่น Epinephrine, Lidocaine, Atropine - จำง่ายว่า "LEAN") แต่ประสิทธิภาพด้อยกว่ามากและไม่เป็นที่แนะนำในแนวทางปัจจุบัน ถ้าต้องใช้ต้องเพิ่มขนาดยา 2-2.5 เท่า
สรุปขั้นตอนการให้สารน้ำ/ยา ในการกู้ชีพแบบมีประสิทธิภาพ
1. เน้นที่การกดหน้าอกคุณภาพสูงและไม่ขาดตอน เป็นอันดับ 1
2. ทีมสมาชิกคนอื่นพยายามหา IV Access (Peripheral IV หรือ IO) โดยไม่รบกวนการกดหน้าอก
3. เมื่อได้ทางแล้ว ให้ยาตามโปรโตคอล (เช่น Epinephrine ทุก 3-5 นาที)
4. หลังให้ยาทุกครั้ง ให้ Flush ด้วย NSS 20-30 ml และยกแขนผู้ป่วยขึ้นเพื่อช่วยให้ยาเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางร่างกายเร็วขึ้น
5. ประเมินสาเหตุที่แก้ไขได้ (Hs and Ts):
· ถ้าสงสัย Hypovolemia (การเสียเลือด) ให้สารน้ำ Bolus ได้ โดยไม่หยุดกดหน้าอก
· ถ้าสงสัย Tamponade, Tension Pneumothorax การให้สารน้ำมากไปอาจทำให้แย่ลง
ข้อความสุดท้ายที่สำคัญ:
"Push hard, push fast, and don't let the fluids rush."
การกู้ชีพที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการให้สารน้ำ คือการกดหน้าอกที่ลึกพอและเร็วพอ พร้อมกับการช็อกไฟฟ้าหัวใจที่ทันเวลา การให้สารน้ำเป็นเพียงตัวช่วยในการบริหารยา ไม่ใช่การรักษาหลัก


