พยาธิลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ อาจระบาดทั่วโลก! แทรกซึมทำลายอวัยวะสืบพันธุ์ ตรวจยากกว่าที่คิด?

นักวิทยาศาสตร์ออกโรงเตือนถึงวิวัฒนาการของโรคพยาธิใบไม้ในเลือด (Schistosomiasis) หรือโรคไข้หอยทาก ที่กำลังกลายเป็นภัยคุกคามระดับโลกที่ควบคุมได้ยากขึ้น เนื่องจากการเกิดขึ้นของ "ปรสิตสายพันธุ์ลูกผสม" ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างปรสิตในคนและสัตว์ ทำให้มันสามารถแพร่เชื้อได้ทั้งสองฝ่าย และตรวจพบได้ยากด้วยวิธีการเดิม
5 ประเด็นสำคัญจากข่าว ที่ต้องทำความเข้าใจ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมเรื่องนี้ถึงน่ากังวล ลองมาดูประเด็นสำคัญที่ทีมข่าว BBC เจาะลึกไว้:
1.โรคพยาธิใบไม้ในเลือดคืออะไร?
โรคนี้เกิดจากปรสิตที่เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังเมื่อสัมผัสน้ำที่มีตัวอ่อนของหอยทากที่เป็นพาหะปนเปื้อน เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ปรสิตจะเติบโตในหลอดเลือดและวางไข่ ไข่เหล่านี้สามารถเดินทางไปฝังตัวตามอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ปอด และที่สำคัญคืออวัยวะสืบพันธุ์ สร้างความเสียหายเรื้อรัง ทำให้เกิดอาการปวดท้อง มีบุตรยาก เพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี และอาจถึงแก่ชีวิตได้
2. "ลูกผสม" อันตรายกว่าเดิมอย่างไร?
เดิมทีโรคนี้มีวงจรชีวิตในคนและสัตว์แยกจากกัน แต่ปัจจุบันเกิดการผสมข้ามพันธุ์ ทำให้เกิด "ปรสิตลูกผสม" ใหม่ที่มีความสามารถ 2 ประการ:
แพร่เชื้อได้ทั้งในคนและสัตว์: ทำให้วงจรการระบาดซับซ้อนขึ้น เพราะสัตว์กลายเป็นแหล่งรังโรคที่กำจัดได้ยาก
แพร่พันธุ์และอยู่รอดได้ดี: การค้นพบในประเทศมาลาวีพบปรสิตลูกผสมถึง 7% ของตัวอย่างที่ทดสอบ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก แสดงว่ามันสามารถตั้งรกรากและอาจค่อยๆ แทนที่สายพันธุ์ดั้งเดิมได้
3. วินิจฉัยยากและเข้าใจผิดง่าย
นี่คือจุดที่อันตรายมากสำหรับผู้ป่วย โดยเฉพาะเมื่อไข่พยาธิไปฝังตัวที่อวัยวะสืบพันธุ์:
ลักษณะผิดปกติ: ไข่ของพยาธิลูกผสมมีรูปร่างผิดไปจากเดิมเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ชำนาญอาจตรวจไม่เจอ
สับสนกับโรคอื่น: อาการที่เกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศอาจถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที
ผลกระทบระยะยาว: หากไม่รักษา อาจนำไปสู่แผลเรื้อรังที่อวัยวะเพศ มีบุตรยาก และผลกระทบทางสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่การมีลูกคือความสำคัญสูงสุด
4. ปัจจัยเร่งให้กระจายตัวไปทั่วโลก
ภัยคุกคามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นถิ่นดั้งเดิมอีกต่อไป ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคมีโอกาสแพร่กระจายไปยังภูมิภาคใหม่ๆ ได้แก่:
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: สภาพอากาศที่แปรปรวนเอื้อต่อการขยายพันธุ์ของหอยทากพาหะในพื้นที่ใหม่ๆ
การเดินทางและการอพยพ: ผู้ติดเชื้อสามารถเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก นำพาปรสิตไปสู่พื้นที่ที่ไม่เคยมีโรคนี้มาก่อน
มีรายงานการระบาดของปรสิตลูกผสมในยุโรปตอนใต้แล้ว
5. WHO เตือนและรับมืออย่างไร?
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่านี่คือ "ปัญหาที่น่าเป็นห่วงระดับโลก" เนื่องจากอาจทำให้เป้าหมายการกำจัดโรคภายในปี 2030 ล้มเหลว โดยเฉพาะในประเทศที่ควบคุมโรคในคนได้แล้ว แต่ยังมีปรสิตหลงเหลืออยู่ในสัตว์ ซึ่งจะเป็นแหล่งฟื้นคืนโรคกลับมาสู่คนได้อีกครั้ง ขณะนี้ WHO กำลังเร่งออกแนวทางควบคุมโรคในสัตว์ และส่งคำเตือนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว
ความท้าทายและความหวัง
แม้โครงการให้ยาฆ่าพยาธิจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลงได้ถึง 60% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่เงินทุนสนับสนุนสำหรับโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยกลับลดลงถึง 41% ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ ศาสตราจารย์เจนลิซา มูซายา หนึ่งในนักวิจัย ฝากข้อความไปถึงผู้กำหนดนโยบายว่า “ถึงเวลาตื่นได้แล้ว เราต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามใหญ่โต”
สรุปใจความสำคัญ: การค้นพบพยาธิใบไม้ในเลือดสายพันธุ์ลูกผสมนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า โรคเขตร้อนที่เคยถูกควบคุมได้ กำลังวิวัฒนาการตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น วินิจฉัยยากขึ้น และกระจายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น โดยมีปัจจัยจากสภาพอากาศ การเดินทาง และสัตว์เป็นพาหะนำโรค การรับมือที่มีประสิทธิภาพในตอนนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการวิจัย การเฝ้าระวังในสัตว์และคน และการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ เพื่อไม่ให้ปัญหากลายเป็นวิกฤติสุขภาพโลกที่ควบคุมไม่ได้ในอนาคต


