แชร์

อันตราย! กินยาแก้ปวด-ยาแก้ท้องอืด ทุกวัน เสี่ยงไตพัง.. โดยไม่รู้ตัว

อัพเดทล่าสุด: 12 มี.ค. 2026
59 ผู้เข้าชม

แพทย์เตือน! กินยาแก้ปวด-ยาแก้ท้องอืดทุกวัน เสี่ยงไตพังโดยไม่รู้ตัว แนะสังเกตสัญญาณอันตรายก่อนสาย

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมและเภสัชวิทยาออกมาเตือนประชาชนที่นิยมซื้อยารับประทานเองเป็นประจำ โดยเฉพาะยาแก้ปวดและยาแก้ท้องอืด ซึ่งหากใช้ติดต่อกันทุกวันหรือเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ไตเสื่อมหรือไตวายเฉียบพลันได้โดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลจากโรงพยาบาลชั้นนำระบุว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน โดยกว่า 100,000 ราย อยู่ในระยะสุดท้ายที่ต้องฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง  สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้ยา โดยเฉพาะการซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร 

⚠️ ยาอันตรายที่ควรระวัง
1. กลุ่มยาแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
ยากลุ่มนี้เป็นยาที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด เพราะหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป ใช้บรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดฟัน และลดไข้ 

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้:
ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
ไดโคลฟีแนค (Diclofenac)
นาโพรเซน (Naproxen)
เมเฟนามิค แอซิด (Mefenamic Acid)
ยากลุ่มใหม่ เช่น เอทอริค็อกซิบ (Etoricoxib), เซเลโคซิบ (Celecoxib) 
กลไกการทำลายไต: ยากลุ่ม NSAIDs จะไปยับยั้งการสร้างสาร โพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสารที่มีหน้าที่ช่วยควบคุมการไหลเวียนของเลือดในไตให้เป็นปกติ  เมื่อใช้เป็นระยะเวลานานหรือใช้ในปริมาณมาก จะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง ส่งผลให้ไตทำงานแย่ลง และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้  โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมอยู่แล้ว 

2. กลุ่มยาแก้ท้องอืด ยาลดกรด และยาช่วยย่อย
ยาช่วยย่อยเป็นตัวช่วยยอดฮิตสำหรับคนที่มีอาการแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย หรือท้องอืด แต่การใช้บ่อยเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว 

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้:
ยาลดกรดที่มีส่วนประกอบของอะลูมิเนียมหรือแมกนีเซียม เช่น อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminium Hydroxide), แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium Hydroxide) 
ยาขับลม เช่น ซิมีไธโคน (Simethicone)
กลุ่มยาเอนไซม์ช่วยย่อย 
กลไกการทำลายไต: ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมหรือแมกนีเซียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมในร่างกาย เพราะไตไม่สามารถกำจัดเกลือแร่เหล่านี้ออกได้ตามปกติ  ในผู้ป่วยที่ไตทำงานบกพร่องอยู่แล้ว การสะสมนี้จะยิ่งเพิ่มภาระให้ไตและทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น 
ข้อควรระวัง: ไม่ควรใช้ยาช่วยย่อยติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หากมีอาการเรื้อรังควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง 

3. กลุ่มยาอันตรายอื่นๆ
ยาสมุนไพร ยาลูกกลอน ยาชุด: มักไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และมักมีสารอันตรายเจือปน เช่น โลหะหนัก (ตะกั่ว ปรอท ทองแดง) และสารสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นพิษโดยตรงต่อเนื้อเยื่อไต 
ยาปฏิชีวนะบางชนิด: เช่น กลุ่มซัลฟา (Sulfonamides) หากใช้โดยไม่ดื่มน้ำตามมากพอ อาจทำให้เกิดการตกตะกอนและเป็นผลึกในท่อปัสสาวะ 
ยาระบายที่มีแมกนีเซียมหรือฟอสเฟต: อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกิดการสะสมของฟอสเฟต 


บทความที่เกี่ยวข้อง
สาวอินฟลู คลอดลูกในน้ำ.. ทารกเสียชีวิต!
อินฟลูเอนเซอร์ดังทำคลอดในน้ำที่บ้านกับผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีใบอนุญาต ส่งผลให้ทารกเสียชีวิตภายใน 1 ชั่วโมง ล่าสุดตำรวจจับตัวผู้เชี่ยวชาญกำมะลอแล้ว
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ