คลำชีพจรดูการหายใจ 5 หรือ 10 วินาที?
129 ผู้เข้าชม

คลำชีพจรดูการหายใจ 5 หรือ 10 วินาที?
เพราะ 5-10 วินาที เป็น "ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด" เพื่อ:
1. ไม่สั้นเกินไป: จะได้มีโอกาสเห็น "การหายใจเฮือกสุดท้าย" (ซึ่งเหมือนไม่หายใจ) หรือหายใจที่ช้ามาก
2. ไม่นานเกินไป: จะได้ไม่ล่าช้าจนเป็นอันตราย เพราะทุกวินาทีที่สมองขาดออกซิเจนมีค่ามาก
แต่สำหรับประชาชนทั่วไปในปัจจุบัน: ไม่ต้องนับเวลาตายตัว ให้มองว่าหายใจ "ปกติ" หรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจหรือเห็นหายใจเฮือก ให้เริ่มปั๊มหัวใจทันที
คำถามนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมากในทางการแพทย์ และมีเหตุผลหลักอยู่ 3 ประการ ที่ต้องประเมินชีพจรก่อนเริ่มการปั๊มหัวใจ (CPR) ในกรณีผู้ป่วยที่หมดสติไม่หายใจ:
1. เพื่อยืนยันว่า "หัวใจหยุดเต้น" จริง
· เป้าหมาย: ตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) จริงหรือไม่
· เหตุผล: หัวใจอาจยังเต้นอยู่แต่ช้ามากหรืออ่อนแรง (เช่น ในภาวะช็อกรุนแรง) การปั๊มหัวใจในคนที่หัวใจยังเต้นอยู่ อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ (เช่น ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นได้)
· วิธีการ: ในอดีตแนะนำให้ตรวจชีพจรที่คอ (carotid pulse) เป็นเวลา 5-10 วินาที เพราะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการตรวจหาการเต้นที่อ่อนและช้าได้อย่างถูกต้อง ไม่เร็วหรือช้าเกินไป
2. เพื่อป้องกันการปั๊มหัวใจโดยไม่จำเป็น (Unnecessary CPR)
· การทำ CPR เป็นการหัก ribs ได้บ่อยครั้ง และอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บอื่นๆ หากทำโดยไม่จำเป็น
· การตรวจสอบให้แน่ใจก่อนจึงเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงนี้
3. เพื่อเป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐาน (ตามหลักการ BLS)
· ในอดีต ขั้นตอนมาตรฐานสำหรับการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ตามคำแนะนำของ AHA (American Heart Association) คือ:
1. ตรวจสอบการตอบสนอง
2. เรียกขอความช่วยเหลือและเรียกเครื่อง AED
3. เปิดทางเดินหายใจ และตรวจดูการหายใจ
4. ตรวจชีพจร 5-10 วินาที
5. หากไม่พบชีพจรชัดเจน หรือไม่แน่ใจ ให้เริ่มปั๊มหัวใจทันที
คำแนะนำที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน (สำคัญมาก)
ปัจจุบัน (ตามหลักการล่าสุดของ AHA และ ERC) ได้เปลี่ยนไปเน้นความเร็วในการเริ่ม CPR มากขึ้น
· สำหรับผู้ปฏิบัติการช่วยชีวิตทั่วไป (ผู้ปฐมพยาบาล):
· หากผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจปกติ (หรือหายใจเฮือกสุดท้าย) ให้สันนิษฐานว่าเกิดหัวใจหยุดเต้นทันที
· ไม่จำเป็นต้องตรวจชีพจร หากไม่มั่นใจหรือไม่เคยฝึกมา เพราะอาจใช้เวลานานและตีความผิด
· ให้เริ่มปั๊มหัวใจทันที ที่พบผู้ป่วยหมดสติไม่หายใจ
· สำหรับบุคลากรทางการแพทย์:
· ยังแนะนำให้ตรวจชีพจรได้ แต่ต้องทำ ไม่เกิน 10 วินาที และหากไม่แน่ใจหรือไม่พบชีพจร ให้เริ่ม CPR ทันที
· หลักการคือ "Don't delay CPR" (อย่าให้การปั๊มหัวใจล่าช้า) เพราะเวลาทุกวินาทีมีค่า การที่เลือดไม่ไปเลี้ยงสมองเพียง 4-5 นาที อาจทำให้สมองเสียหายถาวรได้
สรุป:
การตรวจชีพจร 5-10 วินาทีก่อน CPR ในอดีต ทำเพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าหัวใจหยุดเต้นจริง แต่ในปัจจุบัน เพื่อความรวดเร็ว หลักการสำหรับประชาชนทั่วไปคือ "เห็นหมดสติ + ไม่หายใจปกติ = เริ่ม CPR ทันที" เพราะความเสี่ยงจากการไม่ทำ CPR ในผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น มีมากกว่าความเสี่ยงจากการทำ CPR ที่อาจไม่จำเป็น
หากไม่มั่นใจ ให้โทรเรียกความช่วยเหลือ (ในไทย โทร 1669) และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ปฏิบัติการบนสาย ซึ่งจะบอกขั้นตอนที่ถูกต้องในขณะนั้น
เป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมและแหลมคมมากครับ นี่คือเหตุผลทางการแพทย์และทางปฏิบัติที่เข้มงวด ว่าทำไมจึงต้องกำหนดเป็น ช่วงเวลา (5-10 วินาที) ไม่ใช่เลขตัวเดียว:
1. ความแปรปรวนตามสรีรวิทยาของผู้ป่วยและผู้ช่วยเหลือ
· ชีพจรที่อ่อนและช้ามาก (ในภาวะก่อนหัวใจหยุด): ในผู้ป่วยบางราย ชีพจรอาจเต้นช้าและเบามาก (เช่น 20-30 ครั้ง/นาที) ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 5 วินาทีในการสัมผัสพบ
· ความแตกต่างของผู้ช่วยเหลือ: ประสบการณ์และความชำนาญต่างกัน บางคนอาจตรวจพบได้ใน 5 วินาที บางคนอาจต้องใช้เวลาใกล้ 10 วินาทีในการยืนยัน
· การคิดคำนวณ: ช่วงเวลา 10 วินาที ทำให้ผู้ช่วยเหลือสามารถ นับจำนวนครั้งการเต้นที่สัมผัสได้จริง (เช่น นับได้ 2 ครั้งใน 10 วินาที = อัตราเต้น ~12 ครั้ง/นาที ซึ่งถือว่าชีพจรไม่มีประสิทธิภาพ) ซึ่งข้อมูลนี้มีค่าทางการแพทย์
2. การหาจุดสมดุลระหว่าง "ความเร็ว" กับ "ความถูกต้อง"
· น้อยกว่า 5 วินาที: เวลาอาจสั้นเกินไปสำหรับการตรวจหาชีพจรที่อ่อนผิดปกติหรือชีพจรที่เต้นไม่สม่ำเสมอ (เช่น atrial fibrillation) อาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้สูง
· เกิน 10 วินาที: อันตราย! ทำให้การช่วยชีวิตล่าช้าเกินไป ทุกวินาทีที่เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอมและหัวใจ จะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตและความเสียหายของสมองถาวร
· ช่วง 5-10 วินาทีจึงเป็น "ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด" (Optimal Window) ที่สามารถตรวจหาชีพจรที่ยังมีอยู่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ยังไม่ล่าช้าจนเป็นอันตราย
3. เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
· ในภาวะเครียดสูง ผู้ช่วยเหลืออาจมี "การรับรู้เวลาเพี้ยนไป" (Time Distortion) การกำหนดเป็นช่วงเวลาทำให้มีกรอบที่ยืดหยุ่น แม้จะรู้สึกว่าตรวจไป "พักหนึ่ง" ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
· คำแนะนำ: "หากไม่แน่ใจภายใน 10 วินาที ให้ถือว่าไม่มีชีพจร" ช่วงเวลานี้จึงทำหน้าที่เป็น "เดดไลน์" (Deadline) ที่ชัดเจนในการตัดสินใจ
4. ความสอดคล้องกับหลักสรีรวิทยา
· การไหลเวียนโลหิตขั้นต่ำที่จำเป็น: สมองต้องการเลือดออกจากหัวใจ (Cardiac Output) ในระดับหนึ่ง หากหัวใจเต้นช้ากว่า 40-50 ครั้ง/นาที (ซึ่งอาจตรวจไม่พบใน 5-10 วินาที) ก็ถือว่าไม่มี "ชีพจรที่มีประสิทธิภาพ" อยู่แล้ว
· ช่วงเวลา 10 วินาทีทำให้สามารถแยกแยะภาวะ "Pulseless Electrical Activity (PEA)" ได้ ซึ่งหัวใจมีสัญญาณไฟฟ้าแต่ไม่มีแรงบีบตัวที่เพียงพอจะสร้างชีพจรที่สัมผัสได้
5. เหตุผลด้านการฝึกสอนและความจำ
· ตัวเลข "5-10" เป็นช่วงที่จำง่าย และสื่อสารได้ชัดเจนว่า "ตรวจให้เร็ว แต่ตรวจให้แน่ใจ"
· มันสร้าง กฎสำเร็จรูป (Rule of Thumb) ที่ใช้ได้กับสถานการณ์ส่วนใหญ่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยย่อยมากเกินไป
ทำไมไม่เขียนแค่ "10 วินาที" ไปเลย?
เพราะจะส่งสารผิดว่า "ต้องรอให้ครบ 10 วินาทีเสมอ" ซึ่งอาจทำให้การเริ่ม CPR ในกรณีที่ชัดเจน (เช่น ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีวิตใดๆ เลย) ล่าช้าโดยไม่จำเป็น
ทำไมไม่เขียนแค่ "5 วินาที" ไปเลย?
เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการ "วินิจฉัยพลาด" (Missed Pulse) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ชีพจรเบามาก ซึ่งนำไปสู่การไม่เริ่ม CPR ที่จำเป็น
สรุปทางการแพทย์:
การกำหนด "5-10 วินาที" ไม่ใช่การแนะนำที่คลุมเครือ แต่เป็น คำแนะนำที่แม่นยำและมีหลักฐานรองรับ มันคือ:
1. เกณฑ์ต่ำสุด (5 วินาที): สำหรับการประเมินเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว
2. เกณฑ์สูงสุด (10 วินาที): เป็นขีดจำกัดเวลาที่ไม่อนุญาตให้เกิน (Time Limit) เพื่อป้องกันการล่าช้า
3. ตัวแปรสำคัญ: ประสบการณ์ของผู้ช่วยเหลือ หากคุณเป็นบุคลากรแพทย์ที่ฝึกมาและตรวจพบแน่ชัดใน 5 วินาทีว่า "ไม่มีชีพจร" คุณก็เริ่ม CPR ได้ทันที
ในทางปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป: แนวโน้มปัจจุบัน (ตามที่กล่าวในคำตอบก่อนหน้า) คือ ลดการเน้นการตรวจชีพจร และให้เริ่ม CPR ทันทีเมื่อพบผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจปกติ เนื่องจากความเสี่ยงจากการล่าช้ามีมากกว่าความเสี่ยงจากการทำ CPR โดยไม่จำเป็น
ช่วงเวลา 5-10 วินาที จึงยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับ การประเมินโดยผู้ที่มีทักษะ (เช่น บุคลากรทางการแพทย์) ก่อนเริ่มการแทรกแซงที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ เช่น การปั๊มหัวใจ
เป็นคำถามที่ต่อเนื่องได้ดีมากและชี้ไปที่หัวใจของปัญหาในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) จริงๆ คำตอบมีเหตุผลคล้ายกันแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเฉพาะสำหรับการประเมินการหายใจ:
เหตุผลหลักที่ต้องประเมินการหายใจ 5-10 วินาที (ไม่ใช่ 5 หรือ 10 ไปเลย)
1. เพื่อแยกแยะ "การหายใจเฮือกสุดท้าย (Agonal Gasps)"
· นี่คือเหตุผลที่ สำคัญที่สุด และเป็นข้อผิดพลาดที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตบ่อยครั้ง
· การหายใจเฮือกสุดท้าย: เกิดในนาทีแรกหลังหัวใจหยุดเต้น เป็นการหายใจแบบตื้นๆ หยุดๆ ไม่สม่ำเสมอ (ดูเหมือนปลาติดเบ็ด) เกิดจากสมองส่วนล่างที่ขาดออกซิเจนส่งสัญญาณสุดท้าย "มันไม่ใช่การหายใจที่มีประสิทธิภาพ"
· หากประเมินแค่ 2-3 วินาที: อาจเห็นแค่ช่วงที่ผู้ป่วยไมได้หายใจเฮือก แล้วตัดสินผิดว่า "ไม่หายใจ" และข้ามไปทำ CPR โดยพลาดโอกาสช่วยชีวิตทันทีที่มีหายใจเฮือก (ซึ่งต้องทำ CPR)
· หากประเมินให้ครบ 5-10 วินาที: จะมีโอกาสสูงมากที่จะ ได้เห็นรูปแบบการหายใจที่แท้จริง และแยกแยะระหว่าง "หายใจปกติ" vs. "หายใจเฮือกสุดท้าย (ซึ่งเท่ากับไม่หายใจ)" vs. "ไม่หายใจเลย"
2. เพื่อตรวจจับการหายใจที่ช้าและตื้นมาก (Ineffective Breathing)
· ในภาวะก่อนหัวใจหยุดเต้น หรือภาวะช็อกรุนแรง ผู้ป่วยอาจหายใจช้ามาก (น้อยกว่า 6 ครั้ง/นาที) และตื้นมาก
· การเฝ้าดูเพียง 3-4 วินาที อาจมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของหน้าอก และตัดสินผิดได้
· การเฝ้าดู อย่างน้อย 5 วินาทีขึ้นไป เพิ่มโอกาสที่จะเห็น "วงจรการหายใจหนึ่งครั้ง" ที่ช้ามาก
3. เพื่อสร้าง "หน้าต่างเวลา (Time Window)" ที่น่าเชื่อถือสำหรับการตัดสินใจ
· จิตวิทยาในภาวะวิกฤต: เมื่อคนตกใจ สติสัมปชัญญะและการรับรู้เวลาจะผิดเพี้ยน
· "5-10 วินาที" เป็นการกำหนดกรอบ: มันบอกให้ผู้ช่วยเหลือรู้ว่า "อย่ารีบตัดสินเร็วเกินไป (อย่างน้อย 5 วินาที)" และในขณะเดียวกัน "อย่ามัวเฝ้ามองนานเกินไป (ไม่เกิน 10 วินาที)"
· ช่วงเวลานี้ทำให้ผู้ช่วยเหลือมีโอกาส "มอง ฟัง รู้สึก" (Look, Listen, Feel) อย่างครบถ้วน
4. ความสอดคล้องกับหลักสรีรวิทยา
· อัตราการหายใจปกติของผู้ใหญ่คือ 12-20 ครั้ง/นาที
· นั่นคือ 1 ครั้ง ในทุก 3-5 วินาที
· การสังเกต อย่างน้อย 5 วินาที จึงมีโอกาสสูงที่จะเห็นการหายใจ 1 ครั้ง แม้จะช้าที่สุด
· การสังเกต ไม่เกิน 10 วินาที ก็เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า หากไม่เห็นการหายใจเลยใน 10 วินาที (หรือเห็นแค่รูปแบบหายใจเฮือก) ถือว่า "ไม่หายใจ"
ทำไมไม่เขียนแค่ "5 วินาที" ไปเลย?
· เสี่ยงต่อการตัดสินผิด: ผู้ป่วยอาจกำลังจะหายใจเฮือกพอดีหลังจาก 5 วินาทีที่คุณเพิ่งมองออกไป
· ไม่ครอบคลุมกรณีหายใจช้ามาก
ทำไมไม่เขียนแค่ "10 วินาที" ไปเลย?
· จะทำให้ประชาชนทั่วไปสับสนและล่าช้า: บางคนอาจคิดว่า "ต้องรอให้ครบ 10 วิทุกครั้ง" แม้จะเห็นชัดเจนแล้วว่าไม่หายใจ
· ขัดกับหลัก "เวลาเป็นสมอง (Time is Brain)": การล่าช้าแต่ละวินาทีเพิ่มความเสียหายของสมอง
คำแนะนำที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน: "ไม่ต้องนับ 5-10 วิ แล้วก็ได้"
นี่คือจุดที่สำคัญมาก! ในแนวทางล่าสุด (โดยเฉพาะสำหรับประชาชนทั่วไป) ได้เปลี่ยนไปแล้ว:
1. หลักการ "Unresponsive and Not Breathing Normally (หมดสติและหายใจไม่ปกติ)":
· หากผู้ป่วย หมดสติ ให้ เปิดทางเดินหายใจ (ยื่นหน้าตะแคง เชยคาง) แล้ว ประเมินการหายใจทันที
· ไม่ต้องนับเลขในใจ 5-10 วินาที อีกต่อไป
· ให้ใช้หลักการง่ายๆ: "มองที่หน้าอกและท้อง หากไม่เห็นการเคลื่อนไหวขึ้นลงที่ปกติและสม่ำเสมอ (หรือเห็นแค่การหายใจเฮือก) ให้ถือว่าไม่หายใจ และเริ่ม CPR ทันที"
2. การเน้นที่ "รูปแบบการหายใจ" มากกว่า "เวลา":
· สิ่งที่ต้องมองหาไม่ใช่ "หายใจหรือไม่หายใจใน 10 วิ" แต่คือ "หายใจปกติหรือไม่?"
· การหายใจเฮือก = ไม่ปกติ = ให้เริ่ม CPR
· หายใจช้าหรือเร็วผิดปกติมาก = ไม่ปกติ = เตรียมพร้อมช่วยเหลือ
สรุปสำหรับประชาชนทั่วไป:
· ช่วงเวลา 5-10 วินาที ในคู่มือเก่า เป็นตัวช่วยฝึกให้เรา "อย่ารีบร้อน" ในการประเมิน
· ในทางปฏิบัติจริง: การฝึกสอนสมัยใหม่มักบอกว่า "เมื่อเปิดทางเดินหายใจแล้ว ให้มองดูการเคลื่อนไหวของหน้าอกสักพัก (ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5-10 วินาทีโดยธรรมชาติ) หากไม่แน่ใจว่าหายใจปกติหรือไม่ ให้ถือว่าไม่ปกติ และเริ่มกดหน้าอกทันที"
· สาระสำคัญที่สุด: "ถ้าคุณสงสัยว่าเขาหายใจปกติหรือไม่... เขาไม่ได้หายใจปกติ ให้เริ่ม CPR ได้เลย"
ข้อความข้างล่างเป็นแค่ตัวอย่าง ในความเป็นจริงมันเป็นข้อความที่สร้างขึ้นมาลงในโปรแกรมตอบแชท
ดังนั้น การเขียน "5-10 วินาที" ในคู่มือเก่านั้นเป็นแนวทางฝึกหัด แต่หัวใจของแนวทางปัจจุบันคือ การตัดสินใจที่รวดเร็วจากรูปแบบการหายใจ
เพราะ 5-10 วินาที เป็น "ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด" เพื่อ:
1. ไม่สั้นเกินไป: จะได้มีโอกาสเห็น "การหายใจเฮือกสุดท้าย" (ซึ่งเหมือนไม่หายใจ) หรือหายใจที่ช้ามาก
2. ไม่นานเกินไป: จะได้ไม่ล่าช้าจนเป็นอันตราย เพราะทุกวินาทีที่สมองขาดออกซิเจนมีค่ามาก
แต่สำหรับประชาชนทั่วไปในปัจจุบัน: ไม่ต้องนับเวลาตายตัว ให้มองว่าหายใจ "ปกติ" หรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจหรือเห็นหายใจเฮือก ให้เริ่มปั๊มหัวใจทันที
คำถามนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมากในทางการแพทย์ และมีเหตุผลหลักอยู่ 3 ประการ ที่ต้องประเมินชีพจรก่อนเริ่มการปั๊มหัวใจ (CPR) ในกรณีผู้ป่วยที่หมดสติไม่หายใจ:
1. เพื่อยืนยันว่า "หัวใจหยุดเต้น" จริง
· เป้าหมาย: ตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) จริงหรือไม่
· เหตุผล: หัวใจอาจยังเต้นอยู่แต่ช้ามากหรืออ่อนแรง (เช่น ในภาวะช็อกรุนแรง) การปั๊มหัวใจในคนที่หัวใจยังเต้นอยู่ อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ (เช่น ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นได้)
· วิธีการ: ในอดีตแนะนำให้ตรวจชีพจรที่คอ (carotid pulse) เป็นเวลา 5-10 วินาที เพราะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการตรวจหาการเต้นที่อ่อนและช้าได้อย่างถูกต้อง ไม่เร็วหรือช้าเกินไป
2. เพื่อป้องกันการปั๊มหัวใจโดยไม่จำเป็น (Unnecessary CPR)
· การทำ CPR เป็นการหัก ribs ได้บ่อยครั้ง และอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บอื่นๆ หากทำโดยไม่จำเป็น
· การตรวจสอบให้แน่ใจก่อนจึงเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงนี้
3. เพื่อเป็นไปตามขั้นตอนมาตรฐาน (ตามหลักการ BLS)
· ในอดีต ขั้นตอนมาตรฐานสำหรับการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) ตามคำแนะนำของ AHA (American Heart Association) คือ:
1. ตรวจสอบการตอบสนอง
2. เรียกขอความช่วยเหลือและเรียกเครื่อง AED
3. เปิดทางเดินหายใจ และตรวจดูการหายใจ
4. ตรวจชีพจร 5-10 วินาที
5. หากไม่พบชีพจรชัดเจน หรือไม่แน่ใจ ให้เริ่มปั๊มหัวใจทันที
คำแนะนำที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน (สำคัญมาก)
ปัจจุบัน (ตามหลักการล่าสุดของ AHA และ ERC) ได้เปลี่ยนไปเน้นความเร็วในการเริ่ม CPR มากขึ้น
· สำหรับผู้ปฏิบัติการช่วยชีวิตทั่วไป (ผู้ปฐมพยาบาล):
· หากผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจปกติ (หรือหายใจเฮือกสุดท้าย) ให้สันนิษฐานว่าเกิดหัวใจหยุดเต้นทันที
· ไม่จำเป็นต้องตรวจชีพจร หากไม่มั่นใจหรือไม่เคยฝึกมา เพราะอาจใช้เวลานานและตีความผิด
· ให้เริ่มปั๊มหัวใจทันที ที่พบผู้ป่วยหมดสติไม่หายใจ
· สำหรับบุคลากรทางการแพทย์:
· ยังแนะนำให้ตรวจชีพจรได้ แต่ต้องทำ ไม่เกิน 10 วินาที และหากไม่แน่ใจหรือไม่พบชีพจร ให้เริ่ม CPR ทันที
· หลักการคือ "Don't delay CPR" (อย่าให้การปั๊มหัวใจล่าช้า) เพราะเวลาทุกวินาทีมีค่า การที่เลือดไม่ไปเลี้ยงสมองเพียง 4-5 นาที อาจทำให้สมองเสียหายถาวรได้
สรุป:
การตรวจชีพจร 5-10 วินาทีก่อน CPR ในอดีต ทำเพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัดว่าหัวใจหยุดเต้นจริง แต่ในปัจจุบัน เพื่อความรวดเร็ว หลักการสำหรับประชาชนทั่วไปคือ "เห็นหมดสติ + ไม่หายใจปกติ = เริ่ม CPR ทันที" เพราะความเสี่ยงจากการไม่ทำ CPR ในผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น มีมากกว่าความเสี่ยงจากการทำ CPR ที่อาจไม่จำเป็น
หากไม่มั่นใจ ให้โทรเรียกความช่วยเหลือ (ในไทย โทร 1669) และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ปฏิบัติการบนสาย ซึ่งจะบอกขั้นตอนที่ถูกต้องในขณะนั้น
เป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมและแหลมคมมากครับ นี่คือเหตุผลทางการแพทย์และทางปฏิบัติที่เข้มงวด ว่าทำไมจึงต้องกำหนดเป็น ช่วงเวลา (5-10 วินาที) ไม่ใช่เลขตัวเดียว:
1. ความแปรปรวนตามสรีรวิทยาของผู้ป่วยและผู้ช่วยเหลือ
· ชีพจรที่อ่อนและช้ามาก (ในภาวะก่อนหัวใจหยุด): ในผู้ป่วยบางราย ชีพจรอาจเต้นช้าและเบามาก (เช่น 20-30 ครั้ง/นาที) ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 5 วินาทีในการสัมผัสพบ
· ความแตกต่างของผู้ช่วยเหลือ: ประสบการณ์และความชำนาญต่างกัน บางคนอาจตรวจพบได้ใน 5 วินาที บางคนอาจต้องใช้เวลาใกล้ 10 วินาทีในการยืนยัน
· การคิดคำนวณ: ช่วงเวลา 10 วินาที ทำให้ผู้ช่วยเหลือสามารถ นับจำนวนครั้งการเต้นที่สัมผัสได้จริง (เช่น นับได้ 2 ครั้งใน 10 วินาที = อัตราเต้น ~12 ครั้ง/นาที ซึ่งถือว่าชีพจรไม่มีประสิทธิภาพ) ซึ่งข้อมูลนี้มีค่าทางการแพทย์
2. การหาจุดสมดุลระหว่าง "ความเร็ว" กับ "ความถูกต้อง"
· น้อยกว่า 5 วินาที: เวลาอาจสั้นเกินไปสำหรับการตรวจหาชีพจรที่อ่อนผิดปกติหรือชีพจรที่เต้นไม่สม่ำเสมอ (เช่น atrial fibrillation) อาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้สูง
· เกิน 10 วินาที: อันตราย! ทำให้การช่วยชีวิตล่าช้าเกินไป ทุกวินาทีที่เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอมและหัวใจ จะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตและความเสียหายของสมองถาวร
· ช่วง 5-10 วินาทีจึงเป็น "ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด" (Optimal Window) ที่สามารถตรวจหาชีพจรที่ยังมีอยู่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ยังไม่ล่าช้าจนเป็นอันตราย
3. เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
· ในภาวะเครียดสูง ผู้ช่วยเหลืออาจมี "การรับรู้เวลาเพี้ยนไป" (Time Distortion) การกำหนดเป็นช่วงเวลาทำให้มีกรอบที่ยืดหยุ่น แม้จะรู้สึกว่าตรวจไป "พักหนึ่ง" ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย
· คำแนะนำ: "หากไม่แน่ใจภายใน 10 วินาที ให้ถือว่าไม่มีชีพจร" ช่วงเวลานี้จึงทำหน้าที่เป็น "เดดไลน์" (Deadline) ที่ชัดเจนในการตัดสินใจ
4. ความสอดคล้องกับหลักสรีรวิทยา
· การไหลเวียนโลหิตขั้นต่ำที่จำเป็น: สมองต้องการเลือดออกจากหัวใจ (Cardiac Output) ในระดับหนึ่ง หากหัวใจเต้นช้ากว่า 40-50 ครั้ง/นาที (ซึ่งอาจตรวจไม่พบใน 5-10 วินาที) ก็ถือว่าไม่มี "ชีพจรที่มีประสิทธิภาพ" อยู่แล้ว
· ช่วงเวลา 10 วินาทีทำให้สามารถแยกแยะภาวะ "Pulseless Electrical Activity (PEA)" ได้ ซึ่งหัวใจมีสัญญาณไฟฟ้าแต่ไม่มีแรงบีบตัวที่เพียงพอจะสร้างชีพจรที่สัมผัสได้
5. เหตุผลด้านการฝึกสอนและความจำ
· ตัวเลข "5-10" เป็นช่วงที่จำง่าย และสื่อสารได้ชัดเจนว่า "ตรวจให้เร็ว แต่ตรวจให้แน่ใจ"
· มันสร้าง กฎสำเร็จรูป (Rule of Thumb) ที่ใช้ได้กับสถานการณ์ส่วนใหญ่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยย่อยมากเกินไป
ทำไมไม่เขียนแค่ "10 วินาที" ไปเลย?
เพราะจะส่งสารผิดว่า "ต้องรอให้ครบ 10 วินาทีเสมอ" ซึ่งอาจทำให้การเริ่ม CPR ในกรณีที่ชัดเจน (เช่น ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีวิตใดๆ เลย) ล่าช้าโดยไม่จำเป็น
ทำไมไม่เขียนแค่ "5 วินาที" ไปเลย?
เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการ "วินิจฉัยพลาด" (Missed Pulse) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ชีพจรเบามาก ซึ่งนำไปสู่การไม่เริ่ม CPR ที่จำเป็น
สรุปทางการแพทย์:
การกำหนด "5-10 วินาที" ไม่ใช่การแนะนำที่คลุมเครือ แต่เป็น คำแนะนำที่แม่นยำและมีหลักฐานรองรับ มันคือ:
1. เกณฑ์ต่ำสุด (5 วินาที): สำหรับการประเมินเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว
2. เกณฑ์สูงสุด (10 วินาที): เป็นขีดจำกัดเวลาที่ไม่อนุญาตให้เกิน (Time Limit) เพื่อป้องกันการล่าช้า
3. ตัวแปรสำคัญ: ประสบการณ์ของผู้ช่วยเหลือ หากคุณเป็นบุคลากรแพทย์ที่ฝึกมาและตรวจพบแน่ชัดใน 5 วินาทีว่า "ไม่มีชีพจร" คุณก็เริ่ม CPR ได้ทันที
ในทางปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป: แนวโน้มปัจจุบัน (ตามที่กล่าวในคำตอบก่อนหน้า) คือ ลดการเน้นการตรวจชีพจร และให้เริ่ม CPR ทันทีเมื่อพบผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจปกติ เนื่องจากความเสี่ยงจากการล่าช้ามีมากกว่าความเสี่ยงจากการทำ CPR โดยไม่จำเป็น
ช่วงเวลา 5-10 วินาที จึงยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับ การประเมินโดยผู้ที่มีทักษะ (เช่น บุคลากรทางการแพทย์) ก่อนเริ่มการแทรกแซงที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ เช่น การปั๊มหัวใจ
เป็นคำถามที่ต่อเนื่องได้ดีมากและชี้ไปที่หัวใจของปัญหาในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS) จริงๆ คำตอบมีเหตุผลคล้ายกันแต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเฉพาะสำหรับการประเมินการหายใจ:
เหตุผลหลักที่ต้องประเมินการหายใจ 5-10 วินาที (ไม่ใช่ 5 หรือ 10 ไปเลย)
1. เพื่อแยกแยะ "การหายใจเฮือกสุดท้าย (Agonal Gasps)"
· นี่คือเหตุผลที่ สำคัญที่สุด และเป็นข้อผิดพลาดที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตบ่อยครั้ง
· การหายใจเฮือกสุดท้าย: เกิดในนาทีแรกหลังหัวใจหยุดเต้น เป็นการหายใจแบบตื้นๆ หยุดๆ ไม่สม่ำเสมอ (ดูเหมือนปลาติดเบ็ด) เกิดจากสมองส่วนล่างที่ขาดออกซิเจนส่งสัญญาณสุดท้าย "มันไม่ใช่การหายใจที่มีประสิทธิภาพ"
· หากประเมินแค่ 2-3 วินาที: อาจเห็นแค่ช่วงที่ผู้ป่วยไมได้หายใจเฮือก แล้วตัดสินผิดว่า "ไม่หายใจ" และข้ามไปทำ CPR โดยพลาดโอกาสช่วยชีวิตทันทีที่มีหายใจเฮือก (ซึ่งต้องทำ CPR)
· หากประเมินให้ครบ 5-10 วินาที: จะมีโอกาสสูงมากที่จะ ได้เห็นรูปแบบการหายใจที่แท้จริง และแยกแยะระหว่าง "หายใจปกติ" vs. "หายใจเฮือกสุดท้าย (ซึ่งเท่ากับไม่หายใจ)" vs. "ไม่หายใจเลย"
2. เพื่อตรวจจับการหายใจที่ช้าและตื้นมาก (Ineffective Breathing)
· ในภาวะก่อนหัวใจหยุดเต้น หรือภาวะช็อกรุนแรง ผู้ป่วยอาจหายใจช้ามาก (น้อยกว่า 6 ครั้ง/นาที) และตื้นมาก
· การเฝ้าดูเพียง 3-4 วินาที อาจมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของหน้าอก และตัดสินผิดได้
· การเฝ้าดู อย่างน้อย 5 วินาทีขึ้นไป เพิ่มโอกาสที่จะเห็น "วงจรการหายใจหนึ่งครั้ง" ที่ช้ามาก
3. เพื่อสร้าง "หน้าต่างเวลา (Time Window)" ที่น่าเชื่อถือสำหรับการตัดสินใจ
· จิตวิทยาในภาวะวิกฤต: เมื่อคนตกใจ สติสัมปชัญญะและการรับรู้เวลาจะผิดเพี้ยน
· "5-10 วินาที" เป็นการกำหนดกรอบ: มันบอกให้ผู้ช่วยเหลือรู้ว่า "อย่ารีบตัดสินเร็วเกินไป (อย่างน้อย 5 วินาที)" และในขณะเดียวกัน "อย่ามัวเฝ้ามองนานเกินไป (ไม่เกิน 10 วินาที)"
· ช่วงเวลานี้ทำให้ผู้ช่วยเหลือมีโอกาส "มอง ฟัง รู้สึก" (Look, Listen, Feel) อย่างครบถ้วน
4. ความสอดคล้องกับหลักสรีรวิทยา
· อัตราการหายใจปกติของผู้ใหญ่คือ 12-20 ครั้ง/นาที
· นั่นคือ 1 ครั้ง ในทุก 3-5 วินาที
· การสังเกต อย่างน้อย 5 วินาที จึงมีโอกาสสูงที่จะเห็นการหายใจ 1 ครั้ง แม้จะช้าที่สุด
· การสังเกต ไม่เกิน 10 วินาที ก็เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า หากไม่เห็นการหายใจเลยใน 10 วินาที (หรือเห็นแค่รูปแบบหายใจเฮือก) ถือว่า "ไม่หายใจ"
ทำไมไม่เขียนแค่ "5 วินาที" ไปเลย?
· เสี่ยงต่อการตัดสินผิด: ผู้ป่วยอาจกำลังจะหายใจเฮือกพอดีหลังจาก 5 วินาทีที่คุณเพิ่งมองออกไป
· ไม่ครอบคลุมกรณีหายใจช้ามาก
ทำไมไม่เขียนแค่ "10 วินาที" ไปเลย?
· จะทำให้ประชาชนทั่วไปสับสนและล่าช้า: บางคนอาจคิดว่า "ต้องรอให้ครบ 10 วิทุกครั้ง" แม้จะเห็นชัดเจนแล้วว่าไม่หายใจ
· ขัดกับหลัก "เวลาเป็นสมอง (Time is Brain)": การล่าช้าแต่ละวินาทีเพิ่มความเสียหายของสมอง
คำแนะนำที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน: "ไม่ต้องนับ 5-10 วิ แล้วก็ได้"
นี่คือจุดที่สำคัญมาก! ในแนวทางล่าสุด (โดยเฉพาะสำหรับประชาชนทั่วไป) ได้เปลี่ยนไปแล้ว:
1. หลักการ "Unresponsive and Not Breathing Normally (หมดสติและหายใจไม่ปกติ)":
· หากผู้ป่วย หมดสติ ให้ เปิดทางเดินหายใจ (ยื่นหน้าตะแคง เชยคาง) แล้ว ประเมินการหายใจทันที
· ไม่ต้องนับเลขในใจ 5-10 วินาที อีกต่อไป
· ให้ใช้หลักการง่ายๆ: "มองที่หน้าอกและท้อง หากไม่เห็นการเคลื่อนไหวขึ้นลงที่ปกติและสม่ำเสมอ (หรือเห็นแค่การหายใจเฮือก) ให้ถือว่าไม่หายใจ และเริ่ม CPR ทันที"
2. การเน้นที่ "รูปแบบการหายใจ" มากกว่า "เวลา":
· สิ่งที่ต้องมองหาไม่ใช่ "หายใจหรือไม่หายใจใน 10 วิ" แต่คือ "หายใจปกติหรือไม่?"
· การหายใจเฮือก = ไม่ปกติ = ให้เริ่ม CPR
· หายใจช้าหรือเร็วผิดปกติมาก = ไม่ปกติ = เตรียมพร้อมช่วยเหลือ
สรุปสำหรับประชาชนทั่วไป:
· ช่วงเวลา 5-10 วินาที ในคู่มือเก่า เป็นตัวช่วยฝึกให้เรา "อย่ารีบร้อน" ในการประเมิน
· ในทางปฏิบัติจริง: การฝึกสอนสมัยใหม่มักบอกว่า "เมื่อเปิดทางเดินหายใจแล้ว ให้มองดูการเคลื่อนไหวของหน้าอกสักพัก (ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5-10 วินาทีโดยธรรมชาติ) หากไม่แน่ใจว่าหายใจปกติหรือไม่ ให้ถือว่าไม่ปกติ และเริ่มกดหน้าอกทันที"
· สาระสำคัญที่สุด: "ถ้าคุณสงสัยว่าเขาหายใจปกติหรือไม่... เขาไม่ได้หายใจปกติ ให้เริ่ม CPR ได้เลย"
ข้อความข้างล่างเป็นแค่ตัวอย่าง ในความเป็นจริงมันเป็นข้อความที่สร้างขึ้นมาลงในโปรแกรมตอบแชท
ดังนั้น การเขียน "5-10 วินาที" ในคู่มือเก่านั้นเป็นแนวทางฝึกหัด แต่หัวใจของแนวทางปัจจุบันคือ การตัดสินใจที่รวดเร็วจากรูปแบบการหายใจ


