ทำไมต้องรัดแขนก่อนเจาะเลือด หรือ เปิดเส้นเลือดดำ?
8 ผู้เข้าชม

ทำไมต้องรัดแขนก่อนเจาะเลือด หรือ เปิดเส้นเลือดดำ?
คำถามนี้ดีมาก เพราะเป็นรายละเอียดที่ทำให้เทคนิคสำเร็จหรือล้มเหลว
คำตอบสั้นๆ คือ: แรงดันที่มากพอจะกั้นการไหลกลับของเลือดดำ (Venous return) แต่ต้องไม่มากไปจนกั้นการไหลเข้ามาของเลือดแดง (Arterial inflow)
ในทางปฏิบัติ ไม่มีเครื่องมือวัดแรงดันเป็นตัวเลขขณะรัด แต่อาศัย "หลักการทางคลินิกและความรู้สึก" เป็นเกณฑ์
1. เป้าหมายของแรงดันที่เหมาะสม
· สร้างภาวะ Venous Engorgement: ทำให้เลือดดำคั่งและเส้นเลือดโป่ง
· รักษา Arterial Inflow: เลือดแดงยังต้องไหลเข้าสู่แขนได้ปกติเพื่อหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาตรเลือดในเส้นเลือดดำต่อไป
2. ตัวชี้วัดที่ใช้ในทางปฏิบัติ (Practical Indicators)
การจะรู้ว่า "รัดแน่นพอหรือยัง" ตรวจสอบได้จาก:
ก. การตรวจสอบด้วยการคลำ (Palpation)
· สิ่งที่ต้องเกิด: เส้นเลือดดำโป่ง คลำได้ชัดเจน (ในคนปกติ) มักจะเห็นรอยสีฟ้าของเส้นเลือดขึ้นมาชัดเจนใต้ผิวหนัง
· สิ่งที่ต้องไม่เกิด: ยังต้องคลำชีพจรที่ข้อมือ (Radial Pulse) ได้อยู่ นี่คือกุญแจสำคัญที่สุด
· ถ้าคลำ Radial Pulse ไม่ได้ = รัดแน่นเกินไป กำลังกั้นเลือดแดง
· เส้นเลือดไม่โป่ง = รัดหลวมเกินไป
ข. การตรวจสอบด้วยการมอง (Inspection)
· มือและแขนผู้ป่วยต้องมีสีผิวปกติ (ไม่ซีด, ไม่เขียวคล้ำ) และรู้สึกอุ่น
· ผู้ป่วยไม่ควรรู้สึกชา หรือเจ็บแปลบบริเวณที่รัด
3. ข้อมูลเชิงตัวเลข (สำหรับความเข้าใจ)
แม้ไม่ได้วัดในคลินิก แต่มีข้อมูลจากการศึกษา:
· ความดันในหลอดเลือดดำ (Venous Pressure): ปกติ ~5-15 mmHg
· ความดันต่ำสุดที่กั้นเลือดดำ (Venous Occlusion Pressure): ต้องมากกว่า Venous Pressure โดยทั่วไปอยู่ที่ ประมาณ 20-30 mmHg
· ความดันในหลอดเลือดแดงที่แขน (Arterial Pressure - Diastolic): ประมาณ 60-90 mmHg
· ความดันที่เริ่มกั้นเลือดแดง (Arterial Occlusion Pressure): ต้องสูงกว่า Diastolic Pressure มาก โดยทั่วไป > 80-100 mmHg
สรุปเป็นตัวเลข: แรงดันจากการรัดที่ปลอดภัยและได้ผลควรอยู่ ระหว่าง 40 - 80 mmHg ซึ่งเป็นช่องว่างที่พอดีระหว่างการกั้นเลือดดำสำเร็จ แต่ยังไม่กั้นเลือดแดง
4. วิธีรัดที่ถูกต้อง (Technique Matters)
แรงดันไม่ได้ขึ้นกับแค่ "ความแน่น" ของการดึงสายรัด แต่อยู่ที่ "เทคนิค" ด้วย:
1. ใช้สายรัดแบบยางยืด (Latex or Nitrile Tourniquet) ที่มีความกว้างพอเหมาะ (ประมาณ 2.5 ซม./1 นิ้ว) สายแคบเกินไปจะสร้างแรงกดเฉพาะจุดและเจ็บ
2. ตำแหน่ง: รัดเหนือตำแหน่งที่จะเจาะ ประมาณ 5-10 ซม. (3-4 นิ้ว)
3. วิธีการ: รัดด้วยการ ดึงและสอดปลาย (Pull and Tuck) หรือใช้ clip ติด อย่าโรย結 ที่อาจสร้างแรงดันไม่สม่ำเสมอ
4. เวลา: รัดแล้วเจาะให้เร็วที่สุด ไม่ควรเกิน 1-2 นาที (มาตรฐานมักคือ ≤ 60 วินาที) เพื่อป้องกัน Hemoconcentration (ทำให้ผลเลือดบางค่าผิดพลาด) และความไม่สบายตัว
5. สัญญาณเตือนที่บอกว่ารัด "แน่นเกินไป" (Too Tight)
· ผู้ป่วยบอกว่าระบม หรือชา
· มือซีดขาวและเย็น
· คลำชีพจรที่ข้อมือ (Radial Pulse) ไม่ได้ ← สำคัญที่สุด
· เส้นเลือดไม่โป่ง (เพราะเลือดแดงไหลเข้าไม่มา)
6. สัญญาณเตือนที่บอกว่ารัด "หลวมเกินไป" (Too Loose)
· เส้นเลือดไม่โป่งหรือโป่งน้อยมาก
· คลำเส้นเลือดไม่ได้
· เมื่อเจาะเข็มเข้าไปแล้วไม่เห็น Flashback (เลือดไม่ไหลย้อนกลับ)
7. กรณีพิเศษ: ผู้ป่วยกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
· ผู้สูงอายุ: ผิวบาง เส้นเลือดเปราะ รัดเบากว่าปกติ
· เด็ก: ใช้สายรัดที่อ่อนนุ่มและรัดเบา เน้นความเร็วเพื่อลดเวลา
· ผู้ป่วยที่มีภาวะบวมน้ำ (Edema): การรัดอาจทำให้เส้นเลือดยุบหา ต้องรัดเบาและอาจใช้เทคนิคอื่นร่วม (เช่น ตบเบาๆ)
· ผู้ป่วยเลือดออกง่ายหรือรับยาละลายลิ่มเลือด: รัดเบาและลดเวลา เพื่อป้องกันเลือดออกใต้ผิวหนัง
สรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆ สำหรับผู้ปฏิบัติ:
1. รัดให้ตึงพอประมาณ (ดึงจนรู้สึกต้าน)
2. ทดสอบทันทีด้วยการใช้นิ้วชี้-กลาง คลำชีพจรที่ข้อมือผู้ป่วย
3. หากคลำชีพจรได้ → แสดงว่าแรงดันปลอดภัย (เลือดแดงยังไหลเข้า) → เริ่มหาเส้นเลือดได้
4. หากคลำชีพจรไม่ได้ → คลายออกเล็กน้อย แล้วทดสอบใหม่
5. เจาะให้เร็ว และ คลายสายรัดทันที เมื่อเจาะเข้าเส้นเลือดสำเร็จ (ก่อนจะดูดเลือดหรือต่อสายน้ำเกลือ)
ในทางคลินิก: "ความรู้สึกจากการคลำชีพจรที่ข้อมือ" คือเครื่องมือวัดแรงดันที่ดีและเร็วที่สุด ซึ่งแพทย์และพยาบาลที่มีประสบการณ์จะสามารถกะแรงได้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
การรัดแขน (ใช้ Tourniquet) ก่อนเจาะเลือดหรือเปิดเส้นเลือดดำ เป็นหนึ่งในเทคนิคพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ซึ่งมีเหตุผลทางสรีรวิทยาชัดเจน และเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จและความปลอดภัย
เหตุผลหลัก: สร้าง "Venous Engorgement" หรือ "Venous Distension"
เป้าหมายหลักคือการ ทำให้เส้นเลือดดำโป่งพอง ขยายตัว และตื้นขึ้น จนมองเห็นและคลำได้ชัดเจน
กลไกทางสรีรวิทยาโดยละเอียด:
1. เพิ่มปริมาณเลือดในเส้นเลือดดำ (Increase Venous Blood Volume)
· ปกติ: เลือดดำจากแขนจะไหลกลับสู่หัวใจผ่านระบบเวน (Venous Return) อย่างต่อเนื่อง
· เมื่อรัดแขน (ด้วยความดันที่เหมาะสม): สายรัดจะกักการไหลกลับของเลือดดำ (Obstruct Venous Return) แต่ ไม่ได้กั้นการไหลเข้ามาของเลือดแดง (Arterial Inflow)
· ผล: เลือดแดงจากหัวใจยังคงไหลเข้าสู่แขนผ่านเส้นเลือดแดงตามปกติ แต่เลือดดำไหลออกไม่ได้ → เลือดจึงสะสมค้างอยู่ในระบบหลอดเลือดดำของแขน → เส้นเลือดดำขยายตัวและโป่งขึ้น
2. เพิ่มความดันในเส้นเลือดดำ (Increase Venous Pressure)
· เมื่อเลือดค้างมากขึ้น ความดันภายในเส้นเลือดดำก็จะสูงขึ้น
· ผล: เส้นเลือดดำที่ปกติแฟบและนิ่มจะกลายเป็นเส้นที่ ตึง คล้ายสายยาง ทำให้แทงเข็มง่าย และลดโอกาสที่เส้นเลือดจะ "ยุบ" (Collapse) ขณะเจาะ
3. ทำให้เส้นเลือดดำ "ตื้น" ขึ้น
· เส้นเลือดดำที่โป่งพองจะดันผิวหนังและชั้นไขมันให้โป่งขึ้นตาม ทำให้ระยะทางจากผิวหนังถึงช่องเลือดสั้นลง
· ผล: ลดความลึกที่เข็มต้องเดินทาง เพิ่มความแม่นยำ ลดความเจ็บปวด และลดโอกาสการทำลายโครงสร้างข้างเคียง
4. ลดการเคลื่อนไหวของเส้นเลือด (Stabilize the Vein)
· เส้นเลือดที่ตึงจะขยับน้อยลงเมื่อถูกสัมผัสหรือเจาะ
· ผล: ลดโอกาสที่เส้นเลือดจะ "เลื่อน" หนีเข็มขณะเจาะ
ระดับความดันและตำแหน่งการรัดที่ถูกต้อง:
· ตำแหน่ง: รัด เหนือ (proximal to) ตำแหน่งที่จะเจาะประมาณ 5-10 ซม. (3-4 นิ้ว)
· ความดัน: รัดให้แน่นพอที่จะกั้นการไหลของเลือดดำ แต่ ต้องไม่กั้นการไหลของเลือดแดง
· ตรวจสอบ: ยังต้องคลำชีพจรที่ข้อมือได้ (Radial Pulse) และมือผู้ป่วยต้องไม่ซีดหรือเย็น
· เวลา: ไม่ควรรัดนานเกิน 1-2 นาที (มาตรฐานมักกำหนดไม่เกิน 60 วินาทา) เพื่อป้องกัน:
· Hemoconcentration: เลือดข้นขึ้น ส่งผลต่อค่าการตรวจบางอย่าง (เช่น โปรตีน, แคลเซียม, โพแทสเซียม อาจสูงขึ้นปลอม)
· Ischemia: เนื้อเยื่อขาดเลือดชั่วคราว
· ความไม่สบายตัวผู้ป่วย
สรุปเปรียบเทียบ: มี vs. ไม่มี Tourniquet
ลักษณะ ไม่รัด Tourniquet รัด Tourniquet
ขนาดเส้นเลือด เล็ก, แฟบ โป่ง, ขยายใหญ่ขึ้น 20-50%
ความตื้น ลึก, คลำยาก ตื้น, มองเห็นหรือคลำได้ชัด
ความตึง นิ่ม, เลื่อนง่าย ตึง, คงที่
ความดันภายใน ต่ำ (5-15 mmHg) สูงขึ้น (20-40 mmHg+)
อัตราความสำเร็จ ต่ำ (แทงพลาด, ต้องแทงซ้ำ) สูงมาก
ความเจ็บปวด อาจเจ็บมากกว่าเพราะต้อง "ล่า" เส้นเลือด เจ็บน้อยกว่าเพราะเจาะแม่น
ข้อยกเว้นและข้อควรระวัง:
1. ไม่ใช้ในบางกรณี:
· แขนข้างนั้นมี Fistula หรือ Graft สำหรับล้างไต
· สงสัยเส้นเลือดดำอุดตัน (DVT) บริเวณนั้น
· แขนข้างนั้นมีการบวมน้ำ (Lymphedema) รุนแรง
· การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับแลคเตท (Lactate) ในบางโปรโตคอลให้งดรัด หรือรัดแล้วเจาะทันทีภายใน 60 วินาที เพื่อป้องกันค่าผิดปลอม
2. ขั้นตอนหลังเจาะสำเร็จ: ต้องคลายสายรัดทันที ก่อนที่จะดึงเลือดเข้า syringe หรือ vacutainer (ยกเว้นบางกรณีพิเศษ) เพราะหากยังรัดอยู่ขณะดูดเลือด ความดันสูงจะทำให้ เม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) ได้ง่าย ทำให้ตัวอย่างเลือดเสียและส่งผลต่อผลการตรวจหลายอย่าง (โพแทสเซียมสูงปลอม, LDH สูง)
3. สำหรับเปิดเส้นเลือด (IV Start): เมื่อเห็น Flashback และสอด catheter เข้าไปได้แล้ว ให้คลายสายรัดก่อน จึงค่อยต่อสายน้ำเกลือ เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวไหลเข้าอย่างรวดเร็วภายใต้ความดันสูง และให้ตรวจสอบว่าจุดที่แทงไม่บวม (ไม่มี Infiltration)
ในทางปฏิบัติ: การรัดแขนเป็นทักษะแรกที่ต้องฝึก การรัดที่ถูกวิธีคือศิลปะอย่างหนึ่งที่ทำให้งานง่ายขึ้นทั้งสำหรับผู้ทำหัตถการและผู้ป่วย เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการใช้ความเข้าใจในสรีรวิทยามาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาในคลินิกได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพสูง
คำถามนี้ดีมาก เพราะเป็นรายละเอียดที่ทำให้เทคนิคสำเร็จหรือล้มเหลว
คำตอบสั้นๆ คือ: แรงดันที่มากพอจะกั้นการไหลกลับของเลือดดำ (Venous return) แต่ต้องไม่มากไปจนกั้นการไหลเข้ามาของเลือดแดง (Arterial inflow)
ในทางปฏิบัติ ไม่มีเครื่องมือวัดแรงดันเป็นตัวเลขขณะรัด แต่อาศัย "หลักการทางคลินิกและความรู้สึก" เป็นเกณฑ์
1. เป้าหมายของแรงดันที่เหมาะสม
· สร้างภาวะ Venous Engorgement: ทำให้เลือดดำคั่งและเส้นเลือดโป่ง
· รักษา Arterial Inflow: เลือดแดงยังต้องไหลเข้าสู่แขนได้ปกติเพื่อหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาตรเลือดในเส้นเลือดดำต่อไป
2. ตัวชี้วัดที่ใช้ในทางปฏิบัติ (Practical Indicators)
การจะรู้ว่า "รัดแน่นพอหรือยัง" ตรวจสอบได้จาก:
ก. การตรวจสอบด้วยการคลำ (Palpation)
· สิ่งที่ต้องเกิด: เส้นเลือดดำโป่ง คลำได้ชัดเจน (ในคนปกติ) มักจะเห็นรอยสีฟ้าของเส้นเลือดขึ้นมาชัดเจนใต้ผิวหนัง
· สิ่งที่ต้องไม่เกิด: ยังต้องคลำชีพจรที่ข้อมือ (Radial Pulse) ได้อยู่ นี่คือกุญแจสำคัญที่สุด
· ถ้าคลำ Radial Pulse ไม่ได้ = รัดแน่นเกินไป กำลังกั้นเลือดแดง
· เส้นเลือดไม่โป่ง = รัดหลวมเกินไป
ข. การตรวจสอบด้วยการมอง (Inspection)
· มือและแขนผู้ป่วยต้องมีสีผิวปกติ (ไม่ซีด, ไม่เขียวคล้ำ) และรู้สึกอุ่น
· ผู้ป่วยไม่ควรรู้สึกชา หรือเจ็บแปลบบริเวณที่รัด
3. ข้อมูลเชิงตัวเลข (สำหรับความเข้าใจ)
แม้ไม่ได้วัดในคลินิก แต่มีข้อมูลจากการศึกษา:
· ความดันในหลอดเลือดดำ (Venous Pressure): ปกติ ~5-15 mmHg
· ความดันต่ำสุดที่กั้นเลือดดำ (Venous Occlusion Pressure): ต้องมากกว่า Venous Pressure โดยทั่วไปอยู่ที่ ประมาณ 20-30 mmHg
· ความดันในหลอดเลือดแดงที่แขน (Arterial Pressure - Diastolic): ประมาณ 60-90 mmHg
· ความดันที่เริ่มกั้นเลือดแดง (Arterial Occlusion Pressure): ต้องสูงกว่า Diastolic Pressure มาก โดยทั่วไป > 80-100 mmHg
สรุปเป็นตัวเลข: แรงดันจากการรัดที่ปลอดภัยและได้ผลควรอยู่ ระหว่าง 40 - 80 mmHg ซึ่งเป็นช่องว่างที่พอดีระหว่างการกั้นเลือดดำสำเร็จ แต่ยังไม่กั้นเลือดแดง
4. วิธีรัดที่ถูกต้อง (Technique Matters)
แรงดันไม่ได้ขึ้นกับแค่ "ความแน่น" ของการดึงสายรัด แต่อยู่ที่ "เทคนิค" ด้วย:
1. ใช้สายรัดแบบยางยืด (Latex or Nitrile Tourniquet) ที่มีความกว้างพอเหมาะ (ประมาณ 2.5 ซม./1 นิ้ว) สายแคบเกินไปจะสร้างแรงกดเฉพาะจุดและเจ็บ
2. ตำแหน่ง: รัดเหนือตำแหน่งที่จะเจาะ ประมาณ 5-10 ซม. (3-4 นิ้ว)
3. วิธีการ: รัดด้วยการ ดึงและสอดปลาย (Pull and Tuck) หรือใช้ clip ติด อย่าโรย結 ที่อาจสร้างแรงดันไม่สม่ำเสมอ
4. เวลา: รัดแล้วเจาะให้เร็วที่สุด ไม่ควรเกิน 1-2 นาที (มาตรฐานมักคือ ≤ 60 วินาที) เพื่อป้องกัน Hemoconcentration (ทำให้ผลเลือดบางค่าผิดพลาด) และความไม่สบายตัว
5. สัญญาณเตือนที่บอกว่ารัด "แน่นเกินไป" (Too Tight)
· ผู้ป่วยบอกว่าระบม หรือชา
· มือซีดขาวและเย็น
· คลำชีพจรที่ข้อมือ (Radial Pulse) ไม่ได้ ← สำคัญที่สุด
· เส้นเลือดไม่โป่ง (เพราะเลือดแดงไหลเข้าไม่มา)
6. สัญญาณเตือนที่บอกว่ารัด "หลวมเกินไป" (Too Loose)
· เส้นเลือดไม่โป่งหรือโป่งน้อยมาก
· คลำเส้นเลือดไม่ได้
· เมื่อเจาะเข็มเข้าไปแล้วไม่เห็น Flashback (เลือดไม่ไหลย้อนกลับ)
7. กรณีพิเศษ: ผู้ป่วยกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
· ผู้สูงอายุ: ผิวบาง เส้นเลือดเปราะ รัดเบากว่าปกติ
· เด็ก: ใช้สายรัดที่อ่อนนุ่มและรัดเบา เน้นความเร็วเพื่อลดเวลา
· ผู้ป่วยที่มีภาวะบวมน้ำ (Edema): การรัดอาจทำให้เส้นเลือดยุบหา ต้องรัดเบาและอาจใช้เทคนิคอื่นร่วม (เช่น ตบเบาๆ)
· ผู้ป่วยเลือดออกง่ายหรือรับยาละลายลิ่มเลือด: รัดเบาและลดเวลา เพื่อป้องกันเลือดออกใต้ผิวหนัง
สรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆ สำหรับผู้ปฏิบัติ:
1. รัดให้ตึงพอประมาณ (ดึงจนรู้สึกต้าน)
2. ทดสอบทันทีด้วยการใช้นิ้วชี้-กลาง คลำชีพจรที่ข้อมือผู้ป่วย
3. หากคลำชีพจรได้ → แสดงว่าแรงดันปลอดภัย (เลือดแดงยังไหลเข้า) → เริ่มหาเส้นเลือดได้
4. หากคลำชีพจรไม่ได้ → คลายออกเล็กน้อย แล้วทดสอบใหม่
5. เจาะให้เร็ว และ คลายสายรัดทันที เมื่อเจาะเข้าเส้นเลือดสำเร็จ (ก่อนจะดูดเลือดหรือต่อสายน้ำเกลือ)
ในทางคลินิก: "ความรู้สึกจากการคลำชีพจรที่ข้อมือ" คือเครื่องมือวัดแรงดันที่ดีและเร็วที่สุด ซึ่งแพทย์และพยาบาลที่มีประสบการณ์จะสามารถกะแรงได้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
การรัดแขน (ใช้ Tourniquet) ก่อนเจาะเลือดหรือเปิดเส้นเลือดดำ เป็นหนึ่งในเทคนิคพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ซึ่งมีเหตุผลทางสรีรวิทยาชัดเจน และเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จและความปลอดภัย
เหตุผลหลัก: สร้าง "Venous Engorgement" หรือ "Venous Distension"
เป้าหมายหลักคือการ ทำให้เส้นเลือดดำโป่งพอง ขยายตัว และตื้นขึ้น จนมองเห็นและคลำได้ชัดเจน
กลไกทางสรีรวิทยาโดยละเอียด:
1. เพิ่มปริมาณเลือดในเส้นเลือดดำ (Increase Venous Blood Volume)
· ปกติ: เลือดดำจากแขนจะไหลกลับสู่หัวใจผ่านระบบเวน (Venous Return) อย่างต่อเนื่อง
· เมื่อรัดแขน (ด้วยความดันที่เหมาะสม): สายรัดจะกักการไหลกลับของเลือดดำ (Obstruct Venous Return) แต่ ไม่ได้กั้นการไหลเข้ามาของเลือดแดง (Arterial Inflow)
· ผล: เลือดแดงจากหัวใจยังคงไหลเข้าสู่แขนผ่านเส้นเลือดแดงตามปกติ แต่เลือดดำไหลออกไม่ได้ → เลือดจึงสะสมค้างอยู่ในระบบหลอดเลือดดำของแขน → เส้นเลือดดำขยายตัวและโป่งขึ้น
2. เพิ่มความดันในเส้นเลือดดำ (Increase Venous Pressure)
· เมื่อเลือดค้างมากขึ้น ความดันภายในเส้นเลือดดำก็จะสูงขึ้น
· ผล: เส้นเลือดดำที่ปกติแฟบและนิ่มจะกลายเป็นเส้นที่ ตึง คล้ายสายยาง ทำให้แทงเข็มง่าย และลดโอกาสที่เส้นเลือดจะ "ยุบ" (Collapse) ขณะเจาะ
3. ทำให้เส้นเลือดดำ "ตื้น" ขึ้น
· เส้นเลือดดำที่โป่งพองจะดันผิวหนังและชั้นไขมันให้โป่งขึ้นตาม ทำให้ระยะทางจากผิวหนังถึงช่องเลือดสั้นลง
· ผล: ลดความลึกที่เข็มต้องเดินทาง เพิ่มความแม่นยำ ลดความเจ็บปวด และลดโอกาสการทำลายโครงสร้างข้างเคียง
4. ลดการเคลื่อนไหวของเส้นเลือด (Stabilize the Vein)
· เส้นเลือดที่ตึงจะขยับน้อยลงเมื่อถูกสัมผัสหรือเจาะ
· ผล: ลดโอกาสที่เส้นเลือดจะ "เลื่อน" หนีเข็มขณะเจาะ
ระดับความดันและตำแหน่งการรัดที่ถูกต้อง:
· ตำแหน่ง: รัด เหนือ (proximal to) ตำแหน่งที่จะเจาะประมาณ 5-10 ซม. (3-4 นิ้ว)
· ความดัน: รัดให้แน่นพอที่จะกั้นการไหลของเลือดดำ แต่ ต้องไม่กั้นการไหลของเลือดแดง
· ตรวจสอบ: ยังต้องคลำชีพจรที่ข้อมือได้ (Radial Pulse) และมือผู้ป่วยต้องไม่ซีดหรือเย็น
· เวลา: ไม่ควรรัดนานเกิน 1-2 นาที (มาตรฐานมักกำหนดไม่เกิน 60 วินาทา) เพื่อป้องกัน:
· Hemoconcentration: เลือดข้นขึ้น ส่งผลต่อค่าการตรวจบางอย่าง (เช่น โปรตีน, แคลเซียม, โพแทสเซียม อาจสูงขึ้นปลอม)
· Ischemia: เนื้อเยื่อขาดเลือดชั่วคราว
· ความไม่สบายตัวผู้ป่วย
สรุปเปรียบเทียบ: มี vs. ไม่มี Tourniquet
ลักษณะ ไม่รัด Tourniquet รัด Tourniquet
ขนาดเส้นเลือด เล็ก, แฟบ โป่ง, ขยายใหญ่ขึ้น 20-50%
ความตื้น ลึก, คลำยาก ตื้น, มองเห็นหรือคลำได้ชัด
ความตึง นิ่ม, เลื่อนง่าย ตึง, คงที่
ความดันภายใน ต่ำ (5-15 mmHg) สูงขึ้น (20-40 mmHg+)
อัตราความสำเร็จ ต่ำ (แทงพลาด, ต้องแทงซ้ำ) สูงมาก
ความเจ็บปวด อาจเจ็บมากกว่าเพราะต้อง "ล่า" เส้นเลือด เจ็บน้อยกว่าเพราะเจาะแม่น
ข้อยกเว้นและข้อควรระวัง:
1. ไม่ใช้ในบางกรณี:
· แขนข้างนั้นมี Fistula หรือ Graft สำหรับล้างไต
· สงสัยเส้นเลือดดำอุดตัน (DVT) บริเวณนั้น
· แขนข้างนั้นมีการบวมน้ำ (Lymphedema) รุนแรง
· การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับแลคเตท (Lactate) ในบางโปรโตคอลให้งดรัด หรือรัดแล้วเจาะทันทีภายใน 60 วินาที เพื่อป้องกันค่าผิดปลอม
2. ขั้นตอนหลังเจาะสำเร็จ: ต้องคลายสายรัดทันที ก่อนที่จะดึงเลือดเข้า syringe หรือ vacutainer (ยกเว้นบางกรณีพิเศษ) เพราะหากยังรัดอยู่ขณะดูดเลือด ความดันสูงจะทำให้ เม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) ได้ง่าย ทำให้ตัวอย่างเลือดเสียและส่งผลต่อผลการตรวจหลายอย่าง (โพแทสเซียมสูงปลอม, LDH สูง)
3. สำหรับเปิดเส้นเลือด (IV Start): เมื่อเห็น Flashback และสอด catheter เข้าไปได้แล้ว ให้คลายสายรัดก่อน จึงค่อยต่อสายน้ำเกลือ เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวไหลเข้าอย่างรวดเร็วภายใต้ความดันสูง และให้ตรวจสอบว่าจุดที่แทงไม่บวม (ไม่มี Infiltration)
ในทางปฏิบัติ: การรัดแขนเป็นทักษะแรกที่ต้องฝึก การรัดที่ถูกวิธีคือศิลปะอย่างหนึ่งที่ทำให้งานง่ายขึ้นทั้งสำหรับผู้ทำหัตถการและผู้ป่วย เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการใช้ความเข้าใจในสรีรวิทยามาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาในคลินิกได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพสูง


