Amiodarone 300 mg iv push สามารถฉีดเข้า peripheral ได้ไหม?

Amiodarone 300 mg iv push สามารถฉีดเข้า peripheral ได้ไหม?
คำตอบโดยสรุป: ไม่ควรฉีด Amiodarone 300 mg IV push ผ่านทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย (peripheral vein) ตามปกติทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขนาดความเข้มข้นสูงและการให้แบบ push
เหตุผลและคำอธิบายโดยละเอียด:
1. ความเข้มข้นและความระคายเคืองต่อหลอดเลือดดำ:
· Amiodarone สำหรับฉีด (IV) เป็นสารที่มีความระคายเคืองต่อหลอดเลือดดำสูงมาก (severe irritant)
· การเตรียมยาที่ใช้ฉีดมีตัวทำละลายชื่อ Polysorbate 80 และ Benzyl Alcohol ซึ่งเพิ่มโอกาสการเกิดการระคายเคืองและการอักเสบของหลอดเลือด (phlebitis) และการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง (หากยาหลุดออกนอกเส้นเลือด อาจทำให้เกิดเนื้อตายเน่าได้)
· ความเข้มข้นที่แนะนำ สำหรับการให้ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย (peripheral line) คือ ไม่เกิน 2 mg/mL (หรือความเข้มข้นไม่เกิน 2 mg ต่อน้ำยา 1 mL) และควรเจือจางใน Dextrose 5% (D5W) เท่านั้น
· Amiodarone 300 mg หากต้องการให้ทาง peripheral line จะต้องเจือจางในน้ำยาอย่างน้อย 150 mL ของ D5W (เพื่อให้ได้ความเข้มข้น 2 mg/mL) และให้แบบ infusion (หยด) ไม่ใช่การฉีด push
2. คำแนะนำสำหรับการให้ Amiodarone ทางหลอดเลือดดำ:
· สำหรับการให้ยาแบบต่อเนื่อง (Maintenance infusion): ควรให้ผ่านสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Central Venous Catheter) เสมอ เนื่องจากความเข้มข้นของยาสำหรับ infusion มักสูงกว่า 2 mg/mL
· สำหรับการให้ Loading dose (เช่น ในกรณีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด Ventricular Fibrillation หรือ Pulseless Ventricular Tachycardia):
· แนวทาง ACLS (Advanced Cardiac Life Support) ระบุให้สามารถให้ Amiodarone 300 mg (หรือ 5 mg/kg) ทาง peripheral line ได้ เฉพาะในภาวะวิกฤตที่ต้องช่วยชีวิต เท่านั้น
· อย่างไรก็ตาม วิธีการให้ควรเป็นดังนี้:
· เจือจาง Amiodarone 300 mg ใน Dextrose 5% (D5W) ปริมาตร 20-30 mL ก่อน (ซึ่งจะได้ความเข้มข้นประมาณ 10-15 mg/mL - ซึ่งยังสูงกว่าค่าที่แนะนำสำหรับ peripheral line อยู่มาก แต่เป็นวิธีที่ยอมรับได้ในภาวะฉุกเฉิน)
· ให้ยาแบบเร็ว (rapid infusion) มากกว่าแบบ "push" แบบเดียวกับยาอื่น (เช่น Epinephrine)
· หลังให้ loading dose แล้ว ควร flush หลอดเลือดดำทันทีด้วย Normal saline จำนวนมาก (20-50 mL) เพื่อช่วยลดความเข้มข้นของยาที่ค้างอยู่ที่ผนังหลอดเลือด และลดความเสี่ยงต่อการเกิด phlebitis
· หากเป็นไปได้ ควรเปลี่ยนไปใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางโดยเร็วที่สุด
3. ความเสี่ยงหากฉีดเข้า peripheral line โดยไม่ถูกต้อง:
· Phlebitis (การอักเสบของหลอดเลือดดำ): สูงมาก อาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลาอันสั้น
· Extravasation (ยาหลุดออกนอกเส้นเลือด): อาจทำให้เกิดเนื้อตายเน่า (tissue necrosis) ได้อย่างรุนแรง
· อาการปวด แสบ ร้อน อย่างมาก บริเวณที่ฉีด
สรุปแนวทางปฏิบัติ:
· ในภาวะปกติ (ไม่ใช่ภาวะวิกฤตช่วยชีวิต): ห้ามฉีด Amiodarone 300 mg IV push ทาง peripheral line ควรให้ผ่าน central line หรือไม่ก็ต้องเจือจางใน D5W ปริมาณมากพอและให้แบบ infusion ด้วยความเร็วที่กำหนด
· ในภาวะวิกฤตช่วยชีวิต (VFib/Pulseless VT): สามารถให้ Amiodarone 300 mg ได้ทาง peripheral line โดยต้องเจือจางใน D5W 20-30 mL และ flush ตามด้วย normal saline จำนวนมากทันที ภายใต้มาตรฐาน ACLS
· ทางเลือกที่ดีและปลอดภัยที่สุด คือ การให้ผ่านสายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง (Central Venous Line) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหลอดเลือดและเนื้อเยื่อได้อย่างมาก
หมายเหตุ: การให้ยานี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี และควรปฏิบัติตามแนวทางของโรงพยาบาลและโปรโตคอลการรักษาอย่างเคร่งครัด
การวิเคราะห์เชิงลึกทางการแพทย์: เหตุใด Amiodarone IV จึงเป็นอันตรายต่อหลอดเลือดดำส่วนปลาย
การห้ามฉีด Amiodarone ความเข้มข้นสูงทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย ไม่ใช่แค่คำแนะนำเชิงปฏิบัติ แต่มีพื้น
ฐานมาจากกลไกทางเภสัชวิทยาและพยาธิสรีรวิทยาที่ชัดเจน ดังนี้
1. กลไกการทำลายเซลล์โดยตรงจากสารประกอบทางเคมี
· ตัวทำละลาย (Vehicle): Amiodarone สำหรับฉีดต้องละลายในสารผสมที่ไม่ใช่น้ำ ซึ่งประกอบด้วย Polysorbate 80 และ Benzyl Alcohol เป็นหลัก
· Polysorbate 80: เป็นสารลดแรงตึงผิว (surfactant) ที่มีฤทธิ์เป็น detergent โดยตรง มันจะไปทำลายไขมัน (lipid) ในเยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) ของเยื่อบุหลอดเลือด (endothelium) และเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้เซลล์เสียหายและตาย (cytotoxicity)
· Benzyl Alcohol: เป็นสารกันเสียที่ทราบกันดีว่าก่อให้เกิด ภาวะพิษต่อระบบประสาทในทารกแรกเกิด และในความเข้มข้นสูงสามารถทำให้เม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) และทำลายเนื้อเยื่อได้
· ความเป็นกรด-ด่าง (pH): สารละลาย Amiodarone สำหรับฉีดมี pH ต่ำมาก (ประมาณ 4.0) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดอย่างชัดเจน การฉีดสารละลายที่มี pH สูงหรือต่ำเกินไปอย่างรวดเร็วลงในหลอดเลือดดำขนาดเล็กจะรบกวนสมดุล pH ปกติของเนื้อเยื่อ ก่อให้เกิดการบาดเจ็บทางเคมี (chemical injury) ต่อเยื่อบุหลอดเลือดทันที
2. กลไกการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ (Phlebitis) และเนื้อตายเน่า (Necrosis)
หลอดเลือดดำส่วนปลายมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็ก และมีเลือดไหลเวียนช้ากว่าหลอดเลือดดำส่วนกลาง (เช่น Subclavian, Internal Jugular) ซึ่งนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงหลายประการ:
· เวลาสัมผัสที่ยาวนานขึ้น (Prolonged Exposure Time): เมื่อฉีดยาที่มีความเข้มข้นสูงและมีฤทธิ์ระคายเคืองเข้าไปในหลอดเลือดดำเล็กๆ การไหลเวียนที่ช้าทำให้ยาค้างอยู่ในบริเวณนั้นนานขึ้น เพิ่มระยะเวลาที่เยื่อบุหลอดเลือดสัมผัสกับสารพิษ
· ความเข้มข้นสูงเฉพาะที่ (High Local Concentration): การฉีด "push" ทำให้ยามีความเข้มข้นสูงมากในบริเวณที่ฉีดก่อนจะถูกเจือจางด้วยเลือดทั้งหมด ในหลอดเลือดดำส่วนกลางที่มีเลือดไหลเวียนเร็วและปริมาณมาก ยาจะถูกเจือจางได้ทันที ลดความเข้มข้นเฉพาะจุดลงอย่างมาก
การตอบสนองทางพยาธิสรีรวิทยา:
1. การบาดเจ็บของเยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial Injury): Polysorbate 80 และ pH ต่ำทำลายชั้นเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดโดยตรง
2. กระบวนการอักเสบ (Inflammation): เซลล์ที่บาดเจ็บจะปล่อยสารสื่ออักเสบ (เช่น TNF-α, IL-1, IL-6) ดึงดูดเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลเข้ามา และกระตุ้นระบบคอมพลีเมนต์
3. การก่อตัวของลิ่มเลือด (Thrombosis): เยื่อบุหลอดเลือดที่เสียหายจะเปิดเผยเนื้อเยื่อใต้บุผนังหลอดเลือด (subendothelium) ซึ่งกระตุ้นการจับตัวของเกล็ดเลือดและกระบวนการแข็งตัวของเลือด นำไปสู่การเกิด thrombophlebitis (หลอดเลือดดำอักเสบร่วมกับมีลิ่มเลือด)
4. ความดันออสโมติกและเนื้อตายเน่า: สารละลาย Amiodarone ที่มีความเข้มข้นสูงมาก (≥ 900 mOsm/L) จัดเป็นสารละลายไฮเปอร์ออสโมติกอย่างรุนแรง (ความเข้มข้นของเลือดประมาณ 285 mOsm/L) หากยาหลุดออกนอกเส้นเลือด (extravasation) จะดึงน้ำออกจากเซลล์โดยรอบ ทำให้เซลล์ขาดน้ำและตายในที่สุด (coagulative necrosis)
3. ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Peripheral กับ Central Line
· เส้นผ่านศูนย์กลางและอัตราการไหล: หลอดเลือดดำส่วนกลางมีขนาดใหญ่และมีเลือดไหลผ่านมากกว่า 1-2 ลิตรต่อนาที (จาก Superior Vena Cava) เทียบกับหลอดเลือดดำส่วนปลายซึ่งมีเลือดไหลเพียงไม่กี่สิบมิลลิลิตรต่อนาที การไหลเวียนที่รวดเร็วใน central line ทำให้ยาถูกเจือจางทันที (instantaneous dilution) ลดความเข้มข้นเฉพาะจุดลงเกือบจะในทันที
· ตำแหน่งทางกายวิภาค: Central line เปิดออกสู่ thoracic cavity ซึ่งมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและอวัยวะที่ทนทานต่อการระคายเคืองได้ดีกว่าเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณมือหรือแขน
4. เหตุผลที่การเจือจางและ Flush มากๆ ช่วยได้ในภาวะฉุกเฉิน
เมื่อจำเป็นต้องให้ยาในภาวะวิกฤต (VF/pVT) ทาง peripheral line:
· การเจือจาง (ใน D5W 20-30 mL): ลดความเข้มข้นของสารละลายยาลง ช่วยลดความเป็นไฮเปอร์ออสโมติกและความเป็นกรดเฉพาะจุดลง
· การ Flush ตามด้วย Normal Saline จำนวนมาก (20-50 mL):
· แรงดันและปริมาตร (Pressure-Volume Effect): การ flush ด้วยของไหลปริมาณมากจะ "ผลัก" สารละลายยาที่มีความเข้มข้นสูงให้ผ่านพ้นบริเวณหลอดเลือดดำขนาดเล็กไปยังส่วนที่ใหญ่ขึ้นและมีเลือดไหลเวียนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
· การเจือจางทางกลไก (Mechanical Dilution): น้ำเกลือจะไปเจือจางสารตกค้างที่ผนังหลอดเลือดดำ
· การปรับ pH: Normal Saline มี pH ใกล้เคียงกับเลือด (5.0-7.0) ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดที่เกิดจากยา
สรุปเชิงลึกทางการแพทย์:
อันตรายจาก Amiodarone IV ต่อหลอดเลือดดำส่วนปลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจาก "การบาดเจ็บทางเคมี-ออสโมติกโดยตรง" (Direct Chemo-osmotic Injury) ต่อเยื่อบุหลอดเลือดซึ่งถูกซ้ำเติมโดย ปัจจัยทางกายภาพ ของหลอดเลือดดำขนาดเล็กที่มีเลือดไหลช้า การให้ผ่าน central line ไม่ได้เพียงแต่ "แนะนำ" แต่เป็นวิธีที่หลีกเลี่ยงพยาธิสรีรวิทยาขั้นพื้นฐาน นี้ได้ การให้ทาง peripheral line ในภาวะวิกฤตจึงต้องมาพร้อมกับมาตรการบรรเทา (การเจือจาง + flush มาก) เพื่อลดการบาดเจ็บนี้ให้น้อยที่สุด โดยยอมรับความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ เพราะเป้าหมายหลักในขณะนั้นคือการช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะหัวใจหยุดเต้น


