ECMO ใน ACLS ?


ECMO ใน ACLS ?
การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงการไหลเวียนเลือดชั่วคราวในผู้ใหญ่หลังหัวใจหยุดเต้น:
สรุปข้อแนะนำใหม่ (ปี 2025)
ในผู้ป่วยผู้ใหญ่กลุ่มเฉพาะ ที่มีภาวะช็อกจากหัวใจล้มเหลวชนิดดื้อ หลังจากหัวใจหยุดเต้นและมีการคืนชีพ (ROSC) แล้ว อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงการไหลเวียนเลือดชั่วคราว
รายละเอียดสำคัญ
1. กลุ่มเป้าหมาย: "ผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะ" หมายถึงผู้ป่วยที่ได้รับการคัดสรรอย่างดีแล้ว ไม่ใช่ใช้กับทุกคน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจากแพทย์
2. สภาพของผู้ป่วย:
เกิดภาวะช็อกจากหัวใจล้มเหลว (cardiogenic shock) ซึ่งเป็นสาเหตุหรือผลที่ตามมาของการหัวใจหยุดเต้น
ช็อกนี้เป็นชนิด"ดื้อ" (refractory) คือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือการให้สารน้ำตามมาตรฐานแล้ว
3. ช่วงเวลา: ใช้หลังจากที่ผู้ป่วยมีชีพกลับคืน (ROSC) แล้ว แต่ยังมีความดันโลหิตต่ำหรือระบบไหลเวียนเลือดไม่มั่นคงจากหัวใจที่ทำงานได้ไม่ดี
4. เป้าหมายของการรักษา: เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไหลเวียนเลือด โดยการช่วยลดภาระงานของหัวใจ และปั๊มเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น สมองและหัวใจ
สรุปเป็นภาษาง่ายๆ: สำหรับผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นและฟื้นคืนชีพแล้ว แต่หัวใจยังอ่อนแรงมากจนช็อกและไม่ตอบสนองต่อยาชนิดอื่น การใช้อุปกรณ์ประเภทปั๊มช่วยพยุงการทำงานของหัวใจชั่วคราว เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่อาจจะช่วยพยุงระบบไหลเวียนเลือดให้คงที่จนกว่าหัวใจจะฟื้นตัวได้
1. ทำความเข้าใจบริบท: วงจรแห่งความล้มเหลว (The Vicious Cycle)
เพื่อให้เข้าใจเหตุผลของคำแนะนำนี้ ต้องมองภาพภาวะช็คหลังหัวใจหยุดเต้นเป็นวงจรที่เลวร้าย:
หัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) การขาดออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจและอวัยวะ (Global Ischemia)
การคืนชีพ (ROSC) การไหลเวียนของเลือดกลับมาใหม่ (Reperfusion) ซึ่งก่อให้เกิด "การบาดเจ็บหลังการคืนชีพ (Post-Cardiac Arrest Syndrome)" ซึ่งมี 4 ด้าน:
1. การบาดเจ็บของหัวใจ (Myocardial Dysfunction): หัวใจบวม อ่อนแรง ทันทีหลัง ROSC
2. การบาดเจ็บของสมอง
3. ความผิดปกติของระบบเผาผลาญและร่างกาย
4. ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดและการอักเสบทั่วร่างกาย
ภาวะช็อกจากหัวใจล้มเหลวหลัง ROSC จึงไม่ใช่แค่ช็อคทั่วไป แต่เป็น "ภาวะช็อกจากการบาดเจ็บทั่วร่างกาย (Ischemia/Reperfusion Injury with Cardiogenic Shock)" ซึ่งวงจรนี้ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ง่ายจากความล้มเหลวของหลายอวัยวะ
2. "ผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะ (Highly Selected)" หมายถึงอะไร?
นี่คือหัวใจของคำแนะนำ ซึ่งหมายถึงการคัดกรองผู้ป่วยอย่างเข้มงวด ไม่ใช่ทุกคนที่ได้ประโยชน์จากอุปกรณ์เหล่านี้ เกณฑ์การคัดเลือกอาจรวมถึง:
เกณฑ์การรวม (Potential Inclusion):
อายุไม่มากเกินไป และไม่มีโรคประจำร้ายแรงระยะสุดท้าย
สาเหตุของหัวใจหยุดเต้นที่แก้ไขได้ (เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน, ลิ่มเลือดอุดตันในปอด)
มีศักยภาพที่ระบบประสาทจะฟื้นตัวดี (เช่น เริ่ม CPR ได้เร็ว, คุณภาพของการกู้ชีพดี)
ความดันโลหิตต่ำอย่างต่อเนื่อง (Mean Arterial Pressure < 65 mmHg) แม้ได้รับการสนับสนุนด้วยยาในขนาดสูงแล้ว (เช่น Dobutamine, Norepinephrine, Epinephrine)
มีสัญญาณบ่งชี้ว่าอวัยวะสำคัญขาดเลือด (เช่น ปัสสาวะออกน้อย, ระดับแลคเตทในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง)
เกณฑ์การยกเว้น (Exclusion - Contraindications):
มีเลือดออกอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถควบคุมได้
มีการบาดเจ็บรุนแรงที่ไม่ตั้งใจเกิดขึ้นระหว่างการกู้ชีพ
โรคระยะสุดท้ายที่ไม่มีทางรักษา
ไม่มีการสนับสนุนจากระบบ (เช่น ไม่สามารถทำการรักษาต่อเช่น การสวนหัวใจหรือการผ่าตัดได้)
3. ชนิดของอุปกรณ์พยุงระบบไหลเวียนเลือดชั่วคราว (Temporary MCS)
อุปกรณ์เหล่านี้ทำงานโดยการ "ลดภาระงาน (Unload)" ของหัวใจซ้าย/ขวา และเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย
Intra-Aortic Balloon Pump (IABP):
กลไก: ใช้ลูกโป่งในหลอดเลือดแดงใหญ่ ช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยง coronary artery และลดภาระการทำงานของหัวใจระหว่างการบีบตัว
สถานะปัจจุบัน: ให้การสนับสนุนได้ค่อนข้างจำกัด มักไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยกลุ่ม "refractory" หลัง cardiac arrest
Impella:
กลไก: เป็นปั๊มขนาดเล็กสอดผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ไปยังหัวใจซ้าย ปั๊มเลือดโดยตรง จาก ventricle ซ้ายไปยัง aorta
จุดเด่น: ลดภาระงานของหัวใจซ้ายได้โดยตรง เพิ่ม Cardiac Output ได้ดีกว่า IABP
Extracorporeal Membrane Oxygenation (VA-ECMO):
กลไก: เป็นระบบไหลเวียนเลือดและเติมออกซิเจนนอกร่างกาย โดยเสียบสายเข้า-ออกที่หลอดเลือดใหญ่
จุดเด่น: ให้การสนับสนุนที่แข็งแรงที่สุด ทั้งระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ (ทั้ง Cardiac และ Respiratory Support) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่หัวใจและปอดล้มเหลวพร้อมกัน
ข้อควรระวัง: มีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูง เช่น การเกิดลิ่มเลือด, การติดเชื้อ, ภาวะขาดเลือดที่ขา, และภาวะ "Harlequin Syndrome" (ซึ่งหัวใจที่ฟื้นตัวแล้วจะสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนน้อยไปเลี้ยงร่างกายส่วนบน)
การเลือกใช้อุปกรณ์ใด ขึ้นอยู่กับสาเหตุ, ความรุนแรง, ความพร้อมของโรงพยาบาล และความชำนาญของทีมแพทย์
4. เหตุผลเชิงลึก: "ทำไมถึงควรพิจารณา"
สร้างเสถียรภาพเพื่อการวินิจฉัยและรักษา (Bridging Therapy): เป้าหมายหลักของ MCS ในบริบทนี้คือ "การซื้อเวลา" เพื่อให้ทีมแพทย์มีโอกาส:
วินิจฉัยสาเหตุรากฐาน (เช่น สวนหัวใจเพื่อหาตำแหน่งหลอดเลือดอุดตัน)
ให้การรักษาที่จำเพาะ (เช่น ขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน, ใส่ Stent)
รอให้หัวใจฟื้นตัว จากภาวะ stunned myocardium
ปกป้องสมอง (Neuroprotection): การรักษา mean arterial pressure ให้ดีอย่างต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บของสมองซ้ำเติมหลัง ROSC
ตัดวงจรความล้มเหลว: โดยการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ MCS ช่วยป้องกันความล้มเหลวของไต ตับ และลำไส้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในระยะต่อมา
5. ความท้าทายและข้อโต้แย้ง
แม้จะมีคำแนะนำใหม่ แต่หัวข้อนี้ยังคงมีการถกเถียงอย่างมากเนื่องจาก:
หลักฐานที่จำกัด: ยังไม่มี Randomized Controlled Trial ขนาดใหญ่ที่พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าการใช้ MCS รูทีนในกลุ่มนี้จะเพิ่มอัตราการรอดชีวิตที่มีคุณภาพ (Survival with Good Neurological Outcome) ได้
การคัดเลือกผู้ป่วยที่ยาก: การตัดสินใจต้องทำอย่างรวดเร็วภายใต้ความกดดันสูง ด้วยข้อมูลที่จำกัด
ค่าใช้จ่ายสูง: อุปกรณ์และทรัพยากรที่ใช้มีค่าใช้จ่ายมหาศาล
ความเสี่ยงของการยื้อชีวิตที่ "ไร้ประโยชน์": มีความเป็นไปได้ที่อุปกรณ์จะยื้อชีวิตผู้ป่วยที่สมองได้รับบาดเจ็บรุนแรงเกินกว่าจะฟื้นตัวได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะ vegetative state
สรุปเชิงลึก
คำแนะนำปี 2025 นี้สะท้อนถึงการยอมรับในศักยภาพของ MCS ในการเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ของผู้ป่วย cardiac arrest กลุ่มที่รุนแรงที่สุด แต่มันไม่ใช่ "ไม้กายสิทธิ์"
มันคือ เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งการจะได้ประโยชน์สุทธิ ขึ้นอยู่กับ "การคัดเลือกผู้ป่วยที่ถูกต้อง (Right Patient)", "การเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม (Right Device)", "เวลาในการติดตั้งที่รวดเร็ว (Right Time)" และ "การสนับสนุนการรักษาแบบองค์รวม (Comprehensive Post-ROSC Care) หลังการติดตั้ง


