อากาศร้อนจัด เสี่ยง 7 โรคจากความร้อน รู้ทันอาการ ก่อนสายเกินแก้

อากาศร้อนจัด เสี่ยง 7 โรคจากความร้อน รู้ทันอาการ ก่อนสายเกินแก้
เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนหรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่หักโหม ระบบควบคุมอุณหภูมิในร่างกายอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เกิด "โรคจากความร้อน" (Heat Illnesses) ได้ โรคกลุ่มนี้มีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต การรู้เท่าทันอาการและวิธีการรับมือจึงเป็นเรื่องสำคัญ
โดยปกติร่างกายจะรักษาอุณหภูมิให้คงที่ผ่านการขับเหงื่อและระบายความร้อนทางผิวหนัง แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายได้รับความร้อนมากกว่าที่ระบายออก อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายจะสูงขึ้นและนำไปสู่อาการเจ็บป่วยต่างๆ
7 โรคจากความร้อน ที่ควรรู้จัก
โรคจากความร้อนสามารถแบ่งตามความรุนแรงได้ดังนี้
กลุ่มอาการไม่รุนแรง (Mild Heat Illnesses)
1. ผดร้อน (Heat Rash)
หรือที่เรียกว่า "ผื่นความร้อน" เกิดจากการที่เหงื่ออุดตันอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้ต่อมเหงื่ออุดตัน
อาการ: มีผื่นสีแดง หรือตุ่มเล็กๆ ขึ้นตามบริเวณที่อับชื้นและมีเสียดสี เช่น คอ หน้าอก ขาหนีบ ใต้ราวนม หรือซอกข้อพับ ร่วมกับอาการคัน หรือรู้สึกเจ็บแปลบๆ คล้ายเข็มทิ่ม
2. ตะคริวแดด (Heat Cramps)
เกิดจากการเสียเหงื่อมากเกินไปจนร่างกายขาดเกลือแร่ (อิเล็กโทรไลต์) โดยเฉพาะในผู้ที่ออกกำลังกายหรือทำงานหนักท่ามกลางอากาศร้อน
อาการ: ปวดเกร็งกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงบริเวณขา แขน หรือหน้าท้อง ร่างกายยังมีอุณหภูมิปกติ และผิวหนังยังชุ่มชื้นอยู่
กลุ่มอาการรุนแรง (Severe Heat Illnesses)
3. ภาวะหมดแรงเนื่องจากความร้อน (Heat Exhaustion)
เป็นภาวะที่ร่างกายเริ่มตอบสนองต่อการสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการดูแล อาจพัฒนาไปสู่ฮีทสโตรกได้
อาการ:
เหงื่อออกมาก ตัวเย็น ชื้น ผิวหนังดูซีด
อ่อนเพลีย หมดแรง เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
ปวดศีรษาย คลื่นไส้ อาเจียน
ชีพจรเต้นเร็วแต่เบา
กระหายน้ำมาก
ภาวะนี้จะไม่ส่งผลต่อการรู้สึกตัวหรือสับสนเหมือนฮีทสโตรก
4. ภาวะเป็นลมแดด (Heat Syncope)
อาการหน้ามืดเป็นลมที่เกิดจากการยืนหรือเดินในที่ร้อนเป็นเวลานาน จนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
อาการ: รู้สึกวิงเวียน เป็นลมหมดสติชั่วขณะ มักเกิดขึ้นเมื่อลุกยืนหลังจากนั่งหรือนอนในที่ร้อน
5. โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก (Heat Stroke)
เป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดและคุกคามชีวิต จัดเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้อีกต่อไป อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง
อาการเตือนภัย (ต้องโทรเรียกรถพยาบาลทันที):
อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส (104 องศาฟาเรนไฮต์)
ผิวหนังร้อน แดง แห้ง ไม่มีเหงื่อออก (แม้อาจมีเหงื่อออกได้ในบางกรณี)
สับสน พูดไม่รู้เรื่อง มีอาการทางประสาท กระสับกระส่าย ก้าวร้าว
ชัก หมดสติ
หัวใจเต้นเร็วมาก เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก
กลุ่มอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
6. อาการบวมจากความร้อน (Heat Edema)
อาการบวมตามมือและเท้าเล็กน้อย มักเกิดในผู้ที่ไม่ได้เคยชินกับอากาศร้อน เมื่อร่างกายขยายหลอดเลือดเพื่อระบายความร้อน ทำให้ของเหลวคั่งตามปลายมือปลายเท้า
7. อาการกล้ามเนื้อสลายจากความร้อน (Exertional Rhabdomyolysis)
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยแต่ร้ายแรง เกิดจากการทำงานหนักท่ามกลางความร้อนจนกล้ามเนื้อสลายตัว สารภายในกล้ามเนื้อปนเปื้อนเข้ากระแสเลือด จนอาจทำให้ไตวายเฉียบพลันได้
กลุ่มเสี่ยงต่อโรคจากความร้อน
ทุกคนสามารถป่วยจากความร้อนได้ แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ :
ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) และทารก/เด็กเล็ก (โดยเฉพาะต่ำกว่า 4 ปี)
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต ความดันโลหิตสูง
ผู้ที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง เช่น นักกีฬา แรงงานก่อสร้าง ทหาร
ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาแก้แพ้ ยารักษาความดันโลหิตสูง หรือยาที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
หากสงสัยว่าเป็นโรคจากความร้อน โดยเฉพาะฮีทสโตรก ให้โทรเรียกรถพยาบาลทันที (1669 ในประเทศไทย) ขณะรอความช่วยเหลือ ให้ปฏิบัติตามนี้:
สำหรับภาวะหมดแรงเนื่องจากความร้อน (Heat Exhaustion):
ย้าย ผู้ป่วยเข้าที่ร่มหรือห้องปรับอากาศ
นอนราบ และยกเท้าสูงเล็กน้อย
ถอด เสื้อผ้าที่ไม่จำเป็นออก
ดื่ม น้ำเย็นหรือเครื่องดื่มเกลือแร่ หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี
ทำให้เย็นลง โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ พ่นสเปรย์น้ำเย็นแล้วใช้พัดลมเป่า หรือแช่น้ำเย็น
สังเกตอาการ หากไม่ดีขึ้นภายใน 30 นาที หรืออาการแย่ลง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล
สำหรับโรคลมแดด (Heat Stroke):
ทำทุกข้อข้างต้น แต่ต้องทำให้เร็วที่สุด และรอการช่วยเหลือจากทีมแพทย์ เนื่องจากผู้ป่วยมักไม่สามารถดื่มน้ำได้เองและจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
วิธีป้องกัน
ดื่มน้ำบ่อยๆ อย่ารอให้กระหายน้ำ
หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่แดดจัด (11.00 - 15.00 น.)
สวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
หากต้องอยู่บ้าน ควรปิดม่านกันแดด และเปิดหน้าต่างระบายอากาศหากอุณหภูมิภายนอกเย็นกว่าในบ้าน
ดูแลกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุและเด็ก
สรุป
โรคจากความร้อนเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ หากเราใส่ใจสุขภาพและสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัด การรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยเฉพาะการทำให้ร่างกายเย็นลงอย่างรวดเร็ว สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะอันตรายอย่างฮีทสโตรกได้


