แชร์

ข่าวดี! หมอไทยฝ่าด่าน เตือนภัยอาหารเป็นพิษหน้าฝน รู้ไว้รอดปลอดภัย

อัพเดทล่าสุด: 12 มี.ค. 2026
40 ผู้เข้าชม

กรมควบคุมโรค เตือนภัยอาหารเป็นพิษหน้าฝน ชี้แนวโน้มปี 2569 สูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปี เผย "Norovirus" เชื้อหลัก พร้อมเตือน "กลอย" พืชมีพิษช่วงหน้าฝนอันตรายถึงชีวิต

วันที่ 12 มีนาคม 2569 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษในช่วงฤดูฝนนี้ หลังจากข้อมูลทางระบาดวิทยาล่าสุดพบว่าสถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษในปี 2569 ยังคงสูงกว่าค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปี  แม้แนวโน้มผู้ป่วยจะใกล้เคียงกับปี 2568  แต่ด้วยสภาพอากาศที่ชื้นและฝนตกชุกในหลายพื้นที่ เชื้อโรคและสารพิษจากพืชบางชนิดก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยหนักขึ้น

กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานข้อมูลสถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 กุมภาพันธ์ 2569 พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 31,252 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 48.15 ต่อประชากรแสนคน มีผู้ป่วยที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลร้อยละ 5.71 และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต  อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยัง สูงกว่าค่ามัธยฐานย้อนหลัง 5 ปี สะท้อนให้เห็นว่าโรคอาหารเป็นพิษยังคงเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้พยากรณ์แนวโน้มโรคอาหารเป็นพิษปี 2569 ไว้ว่าจะมีผู้ป่วยประมาณ 131,917 ราย ภาพรวมใกล้เคียงกับปี 2568 

รายละเอียดสำคัญของข่าว
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ)
ข้อมูลจากกองระบาดวิทยาระบุว่า จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางจังหวัดของภาคเหนือ 
ภูมิภาค
จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อุบลราชธานี, สุรินทร์, มุกดาหาร, ร้อยเอ็ด, ขอนแก่น, หนองคาย, อำนาจเจริญ, ศรีสะเกษ 
ภาคเหนือ
ตาก, พิษณุโลก 
รูปแบบการกระจุกตัวในบางภูมิภาคนี้ สะท้อนว่าการเกิดโรคไม่ได้กระจายเท่ากันทั่วประเทศ จึงควรเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคในพื้นที่เหล่านี้เป็นพิเศษ 

เชื้อก่อโรคหลัก: Norovirus GII
จากข้อมูลเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ พบว่าเชื้อที่ตรวจพบมากที่สุดในผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษช่วงต้นปี 2569 คือ Norovirus GII คิดเป็น 48.89% ของตัวอย่างที่ตรวจพบเชื้อ รองลงมาได้แก่ Rotavirus (41.11%) และ Norovirus GI (10%) 
สัดส่วนการพบ Norovirus GII ที่สูงนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น และบ่งชี้ว่า Norovirus GII อาจเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วงนี้ 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Norovirus:
ใช้เชื้อเพียงปริมาณเล็กน้อยก็ทำให้ป่วยได้ 
สามารถแพร่ผ่านอาหาร น้ำ มือ และพื้นผิวที่ปนเปื้อน 
มีโอกาสเกิดการระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในโรงเรียนและสถานประกอบการ 
ช่วงฤดูร้อน รวมถึงการรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้มากขึ้น 
เตือนภัยพิเศษ: "กลอย" พืชมีพิษช่วงหน้าฝน
นอกจากเชื้อโรคแล้ว กรมควบคุมโรคยังได้ออกมาเตือนเป็นพิเศษเกี่ยวกับ "กลอย" ซึ่งเป็นพืชที่มีพิษรุนแรงและมักพบผู้ป่วยในช่วงฤดูฝน 

ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ในช่วงนี้สามารถพบผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากการรับประทานกลอยได้ โดยเฉพาะในภาคอีสานที่นิยมนำกลอยมาประกอบเป็นอาหาร 

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพิษกลอย:
ช่วงเวลาอันตราย: กลอยจะมีพิษมากในช่วงที่กลอยออกดอก คือ ช่วงหน้าฝนประมาณเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม การรับประทานกลอยในช่วงฤดูฝนจึงเป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น 
สถิติย้อนหลัง: จากการเฝ้าระวังเหตุการณ์อาหารเป็นพิษจากพืชในช่วงปี พ.ศ. 2559–2563 พบเหตุการณ์จากการรับประทานกลอยทั้งหมด 11 ครั้ง มีผู้ป่วยรวม 172 คน ส่วนใหญ่มักพบในช่วงฤดูฝน ภูมิภาคที่พบเหตุการณ์บ่อยครั้งคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
สารพิษ: ในหัวกลอยมีสารชื่อ "ไดออสคอรีน" (dioscorine) ซึ่งมีฤทธิ์กดและกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง 

อาการเมื่อได้รับพิษ:
เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
หายใจลำบาก
หัวใจเต้นผิดจังหวะ 
ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับพิษจะมีอาการรุนแรงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษและความต้านทานของแต่ละคน 

คำแนะนำสำหรับผู้ที่รับประทานกลอย:
ห้ามกระตุ้นให้อาเจียน เพราะอาจทำให้สำลัก 
รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที พร้อมเก็บตัวอย่างกลอยเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยได้เร็วขึ้น 
การล้างพิษกลอยต้องใช้ความชำนาญ: สารพิษในกลอยละลายน้ำได้ดี ต้องชะล้างไม่ต่ำกว่า 7 วัน หรือแช่ในน้ำเกลือเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 3 วัน 
ไม่มีวิธีใดยืนยันความปลอดภัย 100%: แม้จะผ่านการแช่น้ำหลายวันแล้วก็ตาม 
ไม่ควรให้เด็กรับประทานกลอย เนื่องจากสารพิษกระจายตัวได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ 


บทความที่เกี่ยวข้อง
กรมอนามัยปรับเกณฑ์ความหวานใหม่ "หวานปกติเท่ากับ 50%" ลดน้ำตาลครึ่งหนึ่ง ลดเสี่ยง NCDs
เช็กก่อนสาย! กรมอนามัยประกาศปรับเกณฑ์ระดับความหวานใหม่ จากเดิม "หวานปกติ" ที่ 100% ลดเหลือเพียง 50% เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายควรได้รับ พร้อมเดินหน้ารณรงค์ลดบริโภคน้ำตาล ป้องกันโรค NCDs (เบาหวาน ความดัน ไขมัน) ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัว
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TERMS & CONDITIONS และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ