แชร์

วิจัยไทย-จีนค้นพบความลับโรค "โรซาเซีย" (Rosacea) หน้าแดงง่าย ผื่นเรื้อรัง รักษาได้ตรงจุดมากขึ้น!

อัพเดทล่าสุด: 20 มี.ค. 2026
4 ผู้เข้าชม

วิจัยไทย-จีนค้นพบความลับโรค "โรซาเซีย" (Rosacea) หน้าแดงง่าย ผื่นเรื้อรัง รักษาได้ตรงจุดมากขึ้น!
ใครที่หน้าแดงง่าย เป็นผดผื่นเรื้อรัง รักษาผิดวิธีมานาน? นี่คือข่าวดีสำหรับคุณ!

หลายคนอาจคิดว่าตัวเองแค่มีผิวแพ้ง่าย หรือแพ้เครื่องสำอาง แต่รู้หรือไม่? อาการหน้าแดงเรื้อรัง แสบร้อน คัน เป็นสิวผดๆ บริเวณแก้ม คาง จมูก อาจไม่ใช่แค่อาการแพ้ธรรมดา แต่เป็น "โรคโรซาเซีย" (Rosacea) หรือโรคผิวหนังที่ทำให้ใบหน้าแดง ซึ่งพบได้บ่อย แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวและรักษาผิดวิธีมาโดยตลอด

ล่าสุดมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งสำคัญ! ทีมวิจัยไทยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับทีมวิจัยชั้นนำจากจีน ค้นพบกลไกใหม่ของโรคนี้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนายาที่รักษาได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับโลก 

โรซาเซียคืออะไร? ภัยร้ายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
โรซาเซีย (Rosacea) เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบได้บ่อย พบมากในผู้หญิงวัยกลางคนถึงสูงอายุ แต่ผู้ชายก็เป็นได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนผิวขาวหรือคนที่ผิวไวต่อสิ่งแวดล้อม 

อาการที่สังเกตได้ง่ายๆ:
หน้าแดงง่ายและบ่อย: โดยเฉพาะบริเวณแก้ม จมูก คาง หน้าผาก คล้ายเวลาอายหรือออกกำลังกาย แต่เป็นนานและบ่อยกว่า
หลอดเลือดฝอยขยายตัว: มองเห็นเส้นเลือดฝอยเป็นเส้นแดงๆ ชัดเจนบนผิว
ผื่นตุ่มแดง สิวผด: คล้ายสิว แต่ไม่มีหัวสิว มักมีอาการแสบร้อนหรือคันร่วมด้วย
ผิวแห้ง ลอก ระคายเคือง: ใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็แพ้หมด
ในรายที่เป็นมาก จมูกอาจบวมหนา (พบในผู้ชายสูงอายุ)

สถิติที่น่าตกใจ: โรซาเซียพบได้บ่อยกว่าที่คิด
งานวิจัยพบว่าโรคนี้ส่งผลกระทบต่อประชากรโลกมากถึง 5.5% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ป่วยกว่า 450 ล้านคนทั่วโลก 
ในประเทศไทย แม้จะยังไม่มีสถิติที่แน่ชัด แต่แพทย์ผิวหนังยืนยันว่าพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่ต้องเผชิญกับมลภาวะและความเครียด

ความก้าวหน้าครั้งสำคัญ! นักวิจัยไทย-จีนค้นพบ "สวิตช์" ปิดการอักเสบ
สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้พิเศษคือ ทีมนักวิจัยไทยจากศิริพยาบาลได้ร่วมมือกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้จ้าวทง และมหาวิทยาลัยซานตง ประเทศจีน ค้นพบกลไกระดับโมเลกุลที่อธิบายว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญคือค้นพบ เป้าหมายใหม่ในการรักษาที่ชื่อ OXGR1 

สรุปงานวิจัยเข้าใจง่ายๆ:
ค้นพบสารตัวสำคัญ: ทีมวิจัยพบว่าในเลือดของผู้ป่วยโรซาเซีย มีสาร " (alpha-ketoglutarate)" สูงกว่าคนปกติ และยิ่งมีอาการหนักก็ยิ่งสูง ซึ่งเป็นเหมือน "สัญญาณขอความช่วยเหลือ" ของร่างกาย 
เจอกลไก "สวิตช์" ปิดการขยายตัวของหลอดเลือด: สารนี้จะไปจับกับตัวรับ (Receptor) ที่ชื่อ OXGR1 ซึ่งเปรียบเสมือน "สวิตช์" ที่สั่งให้หลอดเลือดที่ขยายตัวผิดปกติหดตัวกลับสู่ปกติ ลดอาการแดงและอักเสบลงได้ 
พัฒนาสูตรยาใหม่ได้: จากความรู้นี้ ทีมวิจัยสามารถออกแบบโมเลกุลที่เรียกว่า "A-1" ซึ่งทำหน้าที่เหมือน "กุญแจ" ที่ไปเปิดสวิตช์ OXGR1 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ ปลอดภัยกว่ายาที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากการทดสอบในสัตว์ทดลอง 
ดร. [ชื่อนักวิจัยไทย] จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า "การค้นพบนี้เป็นการเปิดประตูสู่การพัฒนายารักษาโรซาเซียรูปแบบใหม่ที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น ลดผลข้างเคียง และหวังว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้"

คำแนะนำสำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจเป็นโรซาเซีย
หากคุณมีอาการหน้าแดงง่าย เป็นผื่นเรื้อร้าง่าย รักษาสิวเท่าไหร่ก็ไม่หาย ขอแนะนำดังนี้:
ไม่ควรซื้อยามาทาเอง: โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ เพราะอาจทำให้อาการหนักขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
พบแพทย์ผิวหนังโดยตรง: เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แพทย์จะใช้ดวงตาหรือกล้องส่องดูหลอดเลือดที่ผิวหนัง (Dermoscopy) ประกอบการวินิจฉัย
รักษาถูกทาง: ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาหลายรูปแบบ ทั้งยาทา ยารับประทาน และเลเซอร์ ซึ่งแพทย์จะเลือกให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย
ปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงแดดจัด อากาศร้อนจัด-เย็นจัด อาหารเผ็ด แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มร้อน และเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือน้ำหอม

ข้อสรุป:
ข่าวนี้ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของวงการแพทย์ไทยที่ได้ร่วมงานในระดับโลก แต่ยังเป็นแสงสว่างสำหรับผู้ป่วยโรซาเซียหลายล้านคนทั่วโลก ที่จะได้มีทางเลือกในการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยาตัวใหม่นี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา คาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะออกมาวางจำหน่าย แต่ระหว่างนี้ หากคุณมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมกับปัจจุบันก่อน


บทความที่เกี่ยวข้อง
กรมอนามัยปรับเกณฑ์ความหวานใหม่ "หวานปกติเท่ากับ 50%" ลดน้ำตาลครึ่งหนึ่ง ลดเสี่ยง NCDs
เช็กก่อนสาย! กรมอนามัยประกาศปรับเกณฑ์ระดับความหวานใหม่ จากเดิม "หวานปกติ" ที่ 100% ลดเหลือเพียง 50% เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายควรได้รับ พร้อมเดินหน้ารณรงค์ลดบริโภคน้ำตาล ป้องกันโรค NCDs (เบาหวาน ความดัน ไขมัน) ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัว
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ