เตือนภัย! กลับจากเที่ยวสงกรานต์ เสี่ยง "อีสุกอีใส" ระบาด แนะสังเกตอาการ-ฉีดวัคซีนป้องกัน

เตือนภัยหลังสงกรานต์! "อีสุกอีใส" ระบาดหนักในไทย แค่เล่นน้ำก็ติดได้
สถานการณ์น่าตกใจ: 10,560 ราย ใน 2 เดือน!
กลับมาจากเที่ยวสงกรานต์ทั้งที อย่าชะล่าใจ! กรมควบคุมโรคไทยรายงานสถานการณ์โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) น่าจับตามอง โดย ตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงวันที่ 4 มีนาคม พบผู้ป่วยแล้วถึง 10,560 ราย
แม้จะยังไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 208 ราย คิดเป็นเกือบ 2% ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรคนี้อาจรุนแรงกว่าที่คิด
ช่วงเวลาเสี่ยง: เมษายนคือเดือนต้องระวัง!
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคไทยชี้ว่า แม้อีสุกอีใสจะพบได้ตลอดปี แต่ ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน เป็นช่วงที่มีการระบาดสูงที่สุด โดยเฉพาะหลังจากเปิดเทอมและในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่คนจำนวนมากรวมตัวกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน
เทศกาลสงกรานต์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป จึงเป็น "ช่วงเวลาทอง" ของการแพร่กระจายเชื้อ!
ใครเสี่ยงที่สุด? เด็กเล็ก-วัยเรียน!
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขไทยเผยว่า กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ :
กลุ่มอายุ
อัตราป่วย (ต่อประชากร 1 แสนคน)
5-9 ปี
76.40 ราย
10-14 ปี
55.90 ราย
0-4 ปี
49.10 ราย
จะเห็นได้ว่า เด็กเล็กและวัยเรียน เป็นกลุ่มที่ติดเชื้อมากที่สุด โดยเฉพาะนักเรียนที่กลับมาจากช่วงปิดเทอมและเริ่มเปิดเทอมใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการระบาดพอดี
ทำไมสงกรานต์ถึงเสี่ยงติดเชื้อ?
อีสุกอีใสเป็นโรคที่ ติดต่อกันง่ายมาก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการรวมกลุ่มใหญ่ เช่น การเล่นน้ำสงกรานต์ การไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยว หรือการสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง
ช่องทางการติดเชื้อหลัก:
✅ ทางเดินหายใจ: ไอ จาม รดน้ำกันเล่นน้ำ
✅ สัมผัสโดยตรง: ถูกน้ำใสจากตุ่มน้ำ หรือสัมผัสผิวหนังผู้ป่วย
✅ ใช้สิ่งของร่วมกัน: แก้วน้ำ หลอด ผ้าเช็ดตัว อุปกรณ์เล่นน้ำ
✅ อากาศในที่แออัด: เชื้อสามารถลอยอยู่ในอากาศได้ในที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเท
อาการอีสุกอีใส: สังเกตให้ทัน!
หากคุณหรือลูกหลานมีอาการดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะหลังกลับจากเที่ยวสงกรานต์ 2-3 สัปดาห์ ให้สงสัยอีสุกอีใสไว้ก่อน:
ระยะฟักตัว: 10-21 วัน (เฉลี่ย 14-16 วัน)
ระยะที่ 1: ก่อนออกผื่น (1-2 วัน)
ไข้ต่ำๆ ตัวร้อน
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
ปวดศีรษะ
ระยะที่ 2: ออกผื่น
เริ่มเป็นจุดแดงเล็กๆ ตามตัว
จุดแดงกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ คันมาก
ตุ่มน้ำจะแตกและตกสะเก็ด
ผื่นขึ้นเป็นระยะๆ ทำให้เห็นทั้งจุดแดง ตุ่มน้ำ และสะเก็ดพร้อมกัน
มักเริ่มจาก ลำตัว ใบหน้า แล้วลามไปทั่วร่างกาย
การดูแลรักษา: ทำอย่างไรเมื่อลูกป่วย?
หากบุตรหลานมีอาการอีสุกอีใส แนะนำดังนี้:
ข้อปฏิบัติ
รายละเอียด
แยกตัวจากผู้อื่น
งดไปโรงเรียน งดเล่นน้ำ งดพบปะผู้คน จนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งเป็นสะเก็ดหมด (ประมาณ 5-7 วัน)
ห้ามแกะ เกา
ตุ่มน้ำจะคันมาก ห้ามเกาเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ติดเชื้อแบคทีเรียและเกิดแผลเป็น
ตัดเล็บให้สั้น
เพื่อลดความเสียหายหากเผลอเกา
อาบน้ำอุ่น
ใช้น้ำอุ่นอาบ ไม่ใช้น้ำร้อนจัด หลังอาบน้ำซับตัวเบาๆ
ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ
ระบายอากาศดี ไม่เสียดสีผิว
จิบน้ำบ่อยๆ
ป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะหากมีไข้
กินยาลดไข้
ใช้พาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพรินหรือยาในกลุ่ม NSAIDs เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
กลุ่มเสี่ยงพิเศษ: ต้องระวังเป็นพิเศษ!
โรคอีสุกอีใสในบางกลุ่มอาจรุนแรงถึงชีวิตได้:
หญิงตั้งครรภ์: หากติดเชื้อในช่วงตั้งครรภ์ อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้
เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ
ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส และไม่เคยฉีดวัคซีน
ป้องกันก่อนสาย: วัคซีนคือคำตอบ!
วิธีป้องกันอีสุกอีใสที่ดีที่สุดคือ การฉีดวัคซีน
วัคซีนอีสุกอีใสในไทย:
ปัจจุบันยังเป็น วัคซีนทางเลือก (ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง)
กระทรวงสาธารณสุขไทยมีแผนจะบรรจุวัคซีนอีสุกอีใสเข้าในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (เป็นลำดับที่ 7 ของโครงการ) สำหรับเด็กอายุ 1 ปี และเด็ก 4-6 ปี
คำแนะนำการฉีด:
เด็ก: ฉีด 2 เข็ม เข็มแรกที่ 1 ปี เข็มที่ 2 ที่ 4-6 ปี
ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยเป็น: ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์
หากคุณหรือลูกยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสและยังไม่เคยฉีดวัคซีน ควรรีบไปฉีดวัคซีนด่วน เพื่อป้องกันตัวเองในช่วงที่มีการระบาด!
ข้อสรุป:
อีสุกอีใสกำลังระบาดหนักในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์พอดี โรคนี้ติดต่อกันง่ายมากผ่านการสัมผัสใกล้ชิด การใช้สิ่งของร่วมกัน และทางเดินหายใจ
ป้องกันง่ายๆ แค่:
️ ฉีดวัคซีน ก่อนที่จะมีโอกาสติดเชื้อ
ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ
สวมหน้ากาก ในที่แออัด
หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว
หากป่วย ให้แยกตัว จนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งสนิท
หากพบว่าตัวเองหรือลูกมีไข้และเริ่มมีตุ่มน้ำขึ้นตามตัว ให้รีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติการไปเที่ยวสงกรานต์ให้แพทย์ทราบ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง!


