แชร์

ทำไมเด็กทารกชีพจรต่ำว่า 60 ครั้งต่อนาที จึงต้อง CPR?

6 ผู้เข้าชม
ทำไมเด็กทารกชีพจรต่ำว่า 60 ครั้งต่อนาที จึงต้อง CPR?
ชีพจรที่ช้ามาก (โดยเฉพาะในเด็กที่ น้อยกว่า 60 ครั้ง/นาที) เป็นตัวบ่งชี้ถึง ภาวะหัวใจหยุดเต้นใกล้จะเกิดขึ้น (Imminent Cardiac Arrest) ซึ่งต้องเริ่ม CPR เพราะระบบไหลเวียนโลหิตกำลังล้มเหลวและไม่สามารถเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้แล้ว
นี่คือเหตุผลเชิงลึกทางการแพทย์:
1. พลศาสตร์ของระบบไหลเวียนโลหิต (Hemodynamics): เมื่อ "อัตรา" ไม่ได้แปลว่า "ปริมาณเลือดออก"
· สมการพื้นฐาน: Cardiac Output (CO) = Stroke Volume (SV) x Heart Rate (HR)
· Cardiac Output (CO): ปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกต่อนาที (ลิตร/นาที) → ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจที่แท้จริง
· Stroke Volume (SV): ปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกต่อครั้ง
· Heart Rate (HR): อัตราการเต้นของหัวใจต่อนาที
· เหตุผลหลัก: ในภาวะวิกฤตที่ผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจปกติ Stroke Volume มักลดลงอย่างรุนแรง เนื่องจากหัวใจขาดออกซิเจน ภาวะช็อก หรือการบีบตัวของหัวใจล้มเหลว
· สรุปเชิงคณิตศาสตร์: แม้อัตราการเต้น (HR) ยังอยู่ที่ 40-50 ครั้ง/นาที แต่ถ้า Stroke Volume ตกต่ำมาก (เช่น จากปกติ 70 ml/ครั้ง เหลือ 20 ml/ครั้ง) แล้ว Cardiac Output จะเหลือน้อยมากจนไม่เพียงพอที่จะรักษาความดันโลหิตและการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจได้
· ตัวอย่าง: HR 50 ครั้ง/นาที x SV 20 ml/ครั้ง = CO 1,000 ml/นาที (เทียบกับปกติ 5,000-6,000 ml/นาที) → นี้คือภาวะที่เรียกว่า "Profound Shock" หรือภาวะช็อครุนแรง
2. ภาวะหัวใจหยุดเต้นจาก "ภาวะขาดออกซิเจน" ในเด็ก (Pediatric Asphyxial Arrest)
· กลไกสำคัญ: ประมาณ 80-90% ของการหยุดเต้นของหัวใจในเด็ก เกิดจาก ภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรัง (เช่น สำลัก, หายใจล้มเหลว, ช็อกจากภาวะติดเชื้อรุนแรง)
· ลำดับเหตุการณ์ทางสรีรวิทยา:
1. ขาดออกซิเจน (Hypoxia) → หายใจเร็วและแรงพยายามชดเชย
2. หัวใจเต้นเร็วเพื่อพยายามส่งเลือดที่มีออกซิเจนน้อยไปเลี้ยงอวัยวะ (Tachycardia)
3. เมื่อภาวะขาดออกซิเจนรุนแรงขึ้น → เซลล์หัวใจขาดพลังงาน → หัวใจเริ่มบีบตัวอ่อนลง (Stroke Volume ลดลง) และเต้นช้าลง (Bradycardia)
4. ชีพจรช้าร่วมกับความดันโลหิตตก (Bradycardia with Hypotension) เป็นสัญญาณสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ Asystole (หัวใจหยุดเต้นแบบไม่มีคลื่นไฟฟ้า)
· นัยทางคลินิก: ดังนั้น ชีพจรที่ช้าในเด็กที่หมดสติและหายใจล้มเหลว จึงไม่ใช่ภาวะที่ "หัวใจยังทำงานได้" แต่เป็นภาวะที่ "หัวใจกำลังจะหยุดเต้น" การรอให้ชีพจรหายไปสนิท (0 ครั้ง/นาที) เท่ากับการปล่อยให้สมองและหัวใจขาดออกซิเจนนานขึ้น ซึ่งลดโอกาสการฟื้นตัวลงอย่างมาก
3. ความดันโลหิตและการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ (Perfusion Pressure & Organ Blood Flow)
· Cerebral Perfusion Pressure (CPP): CPP = Mean Arterial Pressure (MAP) - Intracranial Pressure (ICP)
· เมื่อชีพจรช้ามาก แม้จะยังพอคลำได้ MAP มักต่ำกว่า 60 mmHg ซึ่งเป็นขีดจำกัดล่างที่หลอดเลือดแดงในสมองสามารถขยายตัวอัตโนมัติเพื่อรักษาการไหลเวียนเลือดไว้ได้ (Autoregulation)
· ผลที่ตามมา: เมื่อ MAP ต่ำกว่าเกณฑ์นี้ การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง (Cerebral Blood Flow) จะลดลงแบบตรง пропорุนกับความดัน ส่งผลให้สมองขาดเลือด (Ischemia) และเซลล์สมองเริ่มตาย
· การทำ CPR ช่วยได้: การกดหน้าอกอย่างมีประสิทธิภาพสามารถสร้าง "ความดันเทียม" (โดยสร้าง Cardiac Output จากแรงกดภายนอก) เพื่อดัน MAP ให้สูงพอที่จะรักษา Cerebral Blood Flow และ Coronary Blood Flow (เลือดไปเลี้ยงหัวใจ) ชั่วคราว รอให้การรักษาเฉพาะทางเข้ามาแก้ไขสาเหตุ
4. หลักฐานและแนวทางการรักษาจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (AHA)
แนวทางการช่วยชีวิตเด็ก (PALS) ระบุชัดเจนว่า:
"เริ่มการกดหน้าอกในเด็กที่หมดสติ หากมีอัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 60 ครั้ง/นาที ร่วมกับอาการแสดงของการไหลเวียนโลหิตไม่พอ (เช่น ซีด, ตัวเย็น, CRT > 2 วินาที)"
เหตุผลจากแนวทางนี้คือ:
· อัตรา 60 ครั้ง/นาที เป็นค่าขีดจำกัดที่ต่ำกว่า Cardiac Output ในเด็กที่หมดสติมักจะไม่เพียงพอ
· "อาการแสดงของการไหลเวียนโลหิตไม่พอ" ยืนยันว่า Cardiac Output ที่มีอยู่ ไม่มีประสิทธิภาพ (Ineffective)
สรุปเปรียบเทียบ: ชีพจรช้า กับ ไม่มีชีพจร
สถานะ สัญญาณทางคลินิก สรีรวิทยาเบื้องหลัง การดำเนินการ
ชีพจรช้ามาก (<60/min ในเด็กหมดสติ) หมดสติ, หายใจไม่ปกติ, ซีด, ตัวเย็น, CRT ยาว Ineffective Circulation: Cardiac Output ต่ำมากจนไม่พอเลี้ยงอวัยวะสำคัญ ใกล้จะเข้าสู่ Cardiac Arrest เริ่ม CPR ทันที
ไม่มีชีพจร (Cardiac Arrest) หมดสติ, ไม่หายใจหรือหายใจเฮือก, ไม่คลำพบชีพจร No Circulation: หัวใจไม่สร้าง Cardiac Output เลย เริ่ม CPR ทันที
ข้อความสำคัญ: การตัดสินใจเริ่ม CPR ในผู้ป่วยชีพจรช้า ไม่อิงแค่อัตราการเต้น แต่ต้องดู บริบททั้งหมด ได้แก่ ระดับความรู้สึกตัว การหายใจ และอาการแสดงของการไหลเวียนโลหิตไม่พอ ถ้าผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจปกติ อัตราช้าก็เป็นเพียงตัวยืนยันว่า ระบบไหลเวียนโลหิตกำลังล้มเหลว และต้องการการแทรกแซงทันที
เหตุผลเชิงลึกทางการแพทย์ที่ชีพจรช้าจนต้องทำ CPR คือ: เมื่อหัวใจ "เต้น" แต่ "ไม่ส่งเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ" (Profound Shock with Inadequate Cardiac Output) นี่ไม่ใช่แค่หัวใจเต้นช้า แต่เป็นภาวะระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวขั้นรุนแรง ซึ่งใกล้เคียงกับการหยุดเต้นของหัวใจสมบูรณ์ (Cardiac Arrest) ทางคลินิก
การจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องมองผ่าน 4 มิติหลัก: พลวัตของระบบไหลเวียนโลหิต จุลชีววิทยาของเซลล์หัวใจ หลักการรักษาความดันเพื่อสมอง และจุดตัดสินใจทางคลินิก
1. มิติแรก: พลวัตของระบบไหลเวียนโลหิต (Hemodynamics) - เมื่อการ "มีชีพจร" หลอกลวง
· สมการพื้นฐาน: Cardiac Output (CO) = Stroke Volume (SV) x Heart Rate (HR)
· Cardiac Output (CO): ปริมาณเลือดที่หัวใจส่งออกต่อนาที (ลิตร/นาที) → ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจที่แท้จริง
· Stroke Volume (SV): ปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกได้ในแต่ละครั้ง (มิลลิลิตร/ครั้ง) → ขึ้นกับ แรงบีบตัวของหัวใจ, ปริมาณเลือดที่ไหลกลับเข้าหัวใจ, ความต้านทานของหลอดเลือด
· Heart Rate (HR): จำนวนครั้งที่หัวใจเต้นต่อนาที
· สถานการณ์วิกฤต: ในภาวะช็อกรุนแรงหรือภาวะขาดออกซิเจน Stroke Volume (SV) ลดฮวบ เนื่องจาก:
1. Preload ลดลง: ปริมาณเลือดไหลเวียนน้อย (จากเลือดออก, ภาวะขาดน้ำรุนแรง) หรือเลือดคั่งในปอด/ช่องท้อง
2. Contractility ลดลง: กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนหรือสารพิษ ทำให้บีบตัวอ่อนแรง
3. Afterload เปลี่ยนแปลง: ความต้านทานของหลอดเลือดผิดปกติ
· การคำนวณที่สำคัญ:
· ปกติ: เด็ก CO = 5-8 ลิตร/นาที (HR 100 x SV 50-80 ml)
· วิกฤต: หาก SV ตกเหลือ 10 ml/ครั้ง แม้ HR จะยังอยู่ที่ 50 ครั้ง/นาที → CO จะเหลือเพียง 500 มล./นาที (0.5 ลิตร/นาที)
· นัยทางคลินิก: CO ที่ต่ำกว่า 1.5-2 ลิตร/นาที ในเด็ก (หรือ Cardiac Index < 1.5 L/min/m²) ถือว่า ไม่เพียงพอต่อการรักษาการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ (Vital Organ Perfusion) สมองและหัวใจจะขาดเลือดทันที
2. มิติที่สอง: จุลชีววิทยาของเซลล์หัวใจ - วงจรอุบาทว์ที่เร่งการล่มสลาย
· กลไกระดับเซลล์: เมื่อเซลล์หัวใจขาดออกซิเจน (Myocardial Hypoxia) จะเกิดภาวะ "พลังงานวิกฤต (Energy Crisis)":
1. Anaerobic Metabolism: เซลล์เปลี่ยนมาใช้การเผาผลาญแบบไม่ใช้ออกซิเจน สร้าง กรดแลคติก สูงขึ้น → ภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic Acidosis)
2. ความล้มเหลวของ Sodium-Potassium Pump (Na+/K+ ATPase): เซลล์หัวใจไม่สามารถรักษาสมดุลแร่ธาตุได้ ส่งผลให้:
· ความสามารถในการสร้าง Depolarization ลดลง → หัวใจเต้นช้าและอ่อนแรง
· แคลเซียมในเซลล์ล้นเกิน (Calcium Overload): เกิดจากการทำงานผิดปกติของ Sodium-Calcium Exchanger → นำไปสู่การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจที่ไม่มีประสิทธิภาพและความตายของเซลล์
· วงจรอุบาทว์ (Vicious Cycle):
ชีพจรช้า (จากพลังงานต่ำ) → CO ต่ำ → ความดันโลหิตตก → เลือดไปเลี้ยงหัวใจเอง (Coronary Perfusion) ลดลง → กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนมากขึ้น → SV และ HR ลดลงอีก → เข้าสู่หัวใจหยุดเต้น (Asystole)
3. มิติที่สาม: ความดันในการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง - ขีดจำกัดของการมีชีวิตรอด
· Cerebral Autoregulation: สมองมีกลไกปรับตัวเองให้การไหลเวียนเลือดคงที่ได้เมื่อ Mean Arterial Pressure (MAP) อยู่ระหว่าง ประมาณ 50-150 mmHg
· จุดวิกฤต: ในภาวะชีพจรช้ารุนแรงและช็อก MAP มักต่ำกว่า 60 mmHg และมักทะลุขีดจำกัดล่าง (50 mmHg) ของ Autoregulation
· ผลที่ตามมา: เมื่อ MAP ต่ำกว่าเกณฑ์นี้ Cerebral Blood Flow (CBF) จะลดลงแบบเส้นตรง (Linearly) ตามความดันที่ลดลง
· สูตร: CBF ≈ (MAP - Intracranial Pressure) / Cerebrovascular Resistance
· หาก CBF ต่ำกว่า ~20 มล./100กรัม/นาที (จากปกติ 50-60) จะเกิด อาการขาดเลือดของสมอง (Cerebral Ischemia)
· หาก CBF ต่ำกว่า ~10 มล./100กรัม/นาที จะเกิด อาการตายของเซลล์สมอง (Cerebral Infarction)
· บทบาทของ CPR: การกดหน้าอกที่มีประสิทธิภาพสามารถสร้าง "ความดันเทียม" ช่วยยกระดับ MAP ให้สูงพอที่จะรักษา CBF ไว้เหนือขีดอันตรายนี้ชั่วคราว ซื้อเวลาให้กับการรักษาสาเหตุ
4. มิติที่สี่: จุดตัดสินใจทางคลินิก - ทำไมต้อง 60 ครั้ง/นาที และ "Poor Perfusion"
แนวทาง PALS กำหนดให้เริ่ม CPR เมื่อ HR < 60 ครั้ง/นาที ร่วมกับอาการแสดงของการไหลเวียนโลหิตไม่พอ (Poor Perfusion) ด้วยเหตุผล:
· หลักฐานจากวิทยาการระบาด: ข้อมูลแสดงว่าในเด็กที่หมดสติ HR ต่ำกว่า 60 ครั้ง/นาที โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับภาวะขาดออกซิเจน มีความสัมพันธ์สูงกับภาวะหัวใจหยุดเต้นที่จะตามมา
· นิยามของ "Poor Perfusion" (การไหลเวียนโลหิตไม่พอ):
· Central CRT > 2 วินาที: บ่งบอกถึง Systemic Vascular Resistance สูงและ Cardiac Output ต่ำ ร่างกายกำลังหดหลอดเลือดส่วนปลายเพื่อรักษาเลือดไปเลี้ยงส่วนกลาง
· ผิวซีดเย็น (Cool Mottled Skin): ยืนยันกลไกข้างต้น
· ระดับความรู้สึกตัวลดลง (Altered Mental Status): คือ อาการแสดงโดยตรงที่ว่าสมองกำลังขาดเลือด (Cerebral Hypoperfusion)
· ตรรกะ: "HR < 60/min + Poor Perfusion" = "Ineffective Cardiac Output" หรือแปลเป็นไทยว่า "หัวใจยังเต้น แต่เต้นแบบส่งเลือดไม่พอ" ซึ่งผลลัพธ์ทางคลินิก (การขาดเลือดของอวัยวะสำคัญ) เหมือนกับการที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้ว ดังนั้นการรักษาจึงต้องเหมือนกัน คือ CPR เพื่อสนับสนุนระบบไหลเวียนโลหิตจากภายนอกทันที
สรุปเปรียบเทียบสถานะของระบบไหลเวียนโลหิต
สภาวะ ชีพจร (HR) Stroke Volume (SV) Cardiac Output (CO) ความดัน (MAP) เลือดไปเลี้ยงสมอง (CBF) สถานะทางคลินิก
ปกติ 60-100+ ปกติ ปกติ (>5 L/min) 65 mmHg ปกติ (50-60 ml/100g/min) มีชีวิต
ภาวะช็อกชดเชยได้ เร็วขึ้น ลดลงเล็กน้อย พอรักษาได้ ปกติหรือลดเล็กน้อย ปกติ (จาก Autoregulation) เจ็บป่วย แต่มีชีวิต
ชีพจรช้ารุนแรง < 60/min ลดลงรุนแรง ต่ำมาก (<2 L/min) < 60 mmHg (มัก<50) ขาดเลือด (Ischemic) ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (Circulatory Failure) = ต้องเริ่ม CPR
หัวใจหยุดเต้น 0 0 0 0 หรือวัดไม่ได้ 0 Cardiac Arrest = ต้องเริ่ม CPR
คำสำคัญคือ "Ineffective Circulation" หรือ "Circulatory Failure" ชีพจรช้าในบริบทวิกฤตคือสัญญาณของความล้มเหลวนี้ ไม่ใช่แค่การเต้นช้าธรรมดา CPR จึงเป็นวิธีการบังคับให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานเมื่อหัวใจทำได้ไม่เพียงพอ

บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy