แชร์

การให้ Epi พร้อม Lidocaine ได้ไหม?

อัพเดทล่าสุด: 7 ม.ค. 2026
196 ผู้เข้าชม
การให้ Epi พร้อม Lidocaine ได้ไหม?
ไม่ควรให้ Lidocaine ร่วมกับ Epinephrine ในรูปแบบที่ผสมรวมในขวดเดียวกัน (Lidocaine-Epinephrine Combination Injection) ในการทำ CPR เนื่องจากสูตรผสมนั้นใช้สำหรับยาชาเฉพาะที่เท่านั้น ห้ามให้ทางหลอดเลือดดำ
อย่างไรก็ตาม ในบริบทของ CPR คุณสามารถและควรให้ยาทั้งสองตัวแยกกันได้ โดยแต่ละตัวมีวัตถุประสงค์และขั้นตอนการให้ที่แตกต่างกันชัดเจน
สูตรผสม Lidocaine-Epinephrine ห้ามให้ทางหลอดเลือดใน CPR
ข้อมูลจากเอกสารกำกับยาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าสูตรยาผสม Lidocaine กับ Epinephrine (เช่น ลิโดเคน 1% กับ อะดรีนาลีน 1:200,000) มีข้อบ่งใช้เพียงอย่างเดียวคือ เพื่อให้ยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia) เช่น การบล็อกเส้นประสาท การฉีดชาแผลผ่าตัด แม้ยานี้จะให้ผ่านเข็มได้ แต่เป็นการฉีดเข้าไปในเนื้อเยื่อรอบเส้นประสาทโดยตรง ไม่ใช่เข้าสู่กระแสเลือด
ข้อห้ามสำคัญ:
· ห้ามให้ทางหลอดเลือดดำ (Intravenous): มีการระบุไว้ชัดเจนในเอกสารกำกับยา เนื่องจากการให้เข้าหลอดเลือดโดยไม่ได้ตั้งใจ (ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในภาวะกดดัน) อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
✅ วิธีให้ Lidocaine และ Epinephrine ที่ถูกต้องในการทำ CPR
ในการกู้ชีพ ควรให้ยาทั้งสองตัวแยกกัน โดยใช้รูปแบบยาที่ถูกต้องและให้ทางหลอดเลือดดำ (IV) หรือทางโพรงกระดูก (IO)
1. Epinephrine (อะดรีนาลีน)
· จุดประสงค์: เพื่อเพิ่มโอกาสการกลับมาเต้นของหัวใจ (ROSC) โดยกระตุ้นหัวใจและเพิ่มความดันเลือด
· รูปแบบที่ใช้: Epinephrine 1:10,000 (ความเข้มข้น 0.1 mg/ml)
· ขนาดยา: 1 มก. (10 มล.) ให้ทุก 3-5 นาที ตลอดการทำ CPR
· วิธีการให้: IV/IO push รวดเร็ว ตามด้วยการ ล้างสาย (Flush) ด้วยน้ำเกลือ 20 มล.
2. Lidocaine (ลิโดเคน)
· จุดประสงค์: เป็นยาทางเลือกสำหรับ VF/pVT ที่ดื้อต่อการช็อกไฟฟ้า โดยเป็นทางเลือกรองจาก Amiodarone
· รูปแบบที่ใช้: Lidocaine สำหรับฉีดทางหลอดเลือด (IV formulation) 2% (20 มก./มล.)
· ขนาดยา: ครั้งแรก 1-1.5 มก./กก. (เช่น ผู้ป่วย 70 กก. ให้ 70-105 มก.) อาจให้ซ้ำในขนาด 0.5-0.75 มก./กก. ได้
· วิธีการให้: IV/IO push ตามด้วยการ Flush ด้วย NSS 20 มล. เช่นกัน (คล้ายกับการให้ Amiodarone ที่คุยกันก่อนหน้านี้)
สรุปและลำดับการให้ยาใน VF/pVT
(รูปแบบอ่านง่ายบนมือถือ)
เมื่อเริ่มการกู้ชีพ (0 นาที)
ทำ CPR คุณภาพสูง | ช็อกไฟฟ้าทันทีเมื่อพร้อม
หลังจากช็อกครั้งที่ 2
· ให้ยา: Epinephrine 1 mg
· การเตรียม: ใช้ Epinephrine 1:10,000 (10 ml)
· วิธีให้: IV/IO push + Flush 20 ml
หลังจากช็อกครั้งที่ 3 (หาก VF/pVT ยังอยู่)
· ให้ยา: Amiodarone (ยาตัวเลือกแรก) หรือ Lidocaine
· การเตรียม: Amiodarone 300 mg หรือ Lidocaine 1-1.5 mg/kg
· วิธีให้: IV/IO push + Flush 20 ml
หลังจากช็อกครั้งต่อไป
· ให้ยา: Epinephrine ซ้ำทุก 3-5 นาที หรือ Lidocaine ครั้งที่ 2 (ถ้าจำเป็น)
· ขนาด: Epinephrine 1 mg | Lidocaine 0.5-0.75 mg/kg
· หมายเหตุ: ให้ Epinephrine ตามเวลาของมันไปเรื่อยๆ
⚠️ คำเตือน: ห้ามนำขวดยาผสม Lidocaine-Epinephrine มาเจือจางหรือพยายามปรับเพื่อให้ทางหลอดเลือดใน CPR เนื่องจากนั่นไม่ใช่วิธีการใช้ยาที่ถูกต้องและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย
บทสรุป
· "ผสม" ไม่ได้: อย่าใช้สูตรยาผสม Lidocaine-Epinephrine (สำหรับยาชาเฉพาะที่) ใน CPR
· "แยกให้" ได้: คุณสามารถให้ Epinephrine (เพื่อกระตุ้นหัวใจ) และ Lidocaine (เพื่อแก้ไขภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ) แยกกัน ทาง IV/IO ได้ โดยใช้รูปแบบยาที่ถูกต้องและให้ตามอัลกอริทึม ACLS
· ความสำคัญ: ให้ Epinephrine ตามเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ส่วน Lidocaine เป็นเพียงยารองที่ใช้เสริมในกรณีที่จังหวะหัวใจดื้อต่อการช็อกไฟฟ้า
ได้ แต่ต้องให้แยกกันตามอัลกอริทึม และมีเหตุผลทางเภสัชวิทยาที่ชัดเจนว่าทำไมไม่ควร "ผสม" ในขวดเดียวกันเพื่อให้ IV
การให้ Lidocaine และ Epinephrine ในภาวะ VF/pVT เป็นการรวมการรักษา 2 แนวทางที่เสริมกัน: Epinephrine กระตุ้นหัวใจและเพิ่มการไหลเวียนเลือด ในขณะที่ Lidocaine ปรับการนำไฟฟ้าหัวใจให้สม่ำเสมอ
เหตุผลเชิงลึกทางเภสัชวิทยาที่ ห้ามใช้ "สูตรผสม"
สูตรผสม Lidocaine-Epinephrine สำหรับยาชาเฉพาะที่ (มักเป็น Lidocaine 1% หรือ 2% ผสมกับ Epinephrine 1:200,000) ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะที่แตกต่างจาก CPR อย่างสิ้นเชิง:
1. เป้าหมายและกลไกการออกฤทธิ์
· Local Anesthesia: Epinephrine ในสูตรผสมทำหน้าที่เป็น ตัวหดหลอดเลือด (Vasoconstrictor) เพื่อลดการดูดซึม Lidocaine เข้าสู่กระแสเลือดจากบริเวณที่ฉีด ทำให้ฤทธิ์ชาท้องถิ่นยาวนานขึ้นและลดความเป็นพิษต่อระบบ
· CPR: Epinephrine ทำหน้าที่เป็น สารกระตุ้นหัวใจและหลอดเลือด (Vasopressor/Cardiac Stimulant) เพื่อเพิ่มความดันเลือด Coronary Perfusion Pressure และเพิ่มโอกาสการเต้นของหัวใจกลับคืน
2. ความเข้มข้นและอัตราส่วนที่ไม่เหมาะสม
· Epinephrine ในสูตรผสม: ความเข้มข้น 1:200,000 เท่ากับ 5 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (5 mcg/ml) ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับที่ใช้ใน CPR (Epinephrine 1:10,000 ซึ่งเท่ากับ 100 mcg/ml)
· ปริมาณ Epinephrine ที่ได้รับ: หากฉีดสูตรผสม 10 ml เพื่อให้ได้ Lidocaine 100 mg ผู้ป่วยจะได้รับ Epinephrine เพียง 50 mcg ซึ่งน้อยกว่าขนาดมาตรฐานใน CPR ถึง 20 เท่า (1 mg = 1000 mcg) การเพิ่มปริมาณสูตรผสมเพื่อชดเชยจะทำให้ได้ Lidocaine เกินขนาดมหาศาล
3. ความเป็นพิษเมื่อให้ทางหลอดเลือด
· การให้ที่ไม่ได้ตั้งใจ: การฉีดสูตรผสมนี้เข้าหลอดเลือด (ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ตั้งใจระหว่างการบล็อกเส้นประสาท) ทำให้ Epinephrine เข้าสู่ระบบทันทีและเกิด ภาวะความดันโลหิตสูงฉับพลัน (Acute Hypertension) และ ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ (Tachyarrhythmia) เนื่องจากร่างกายได้รับ Vasoconstrictor โดยตรง
· ความไม่เข้ากัน: ส่วนประกอบอื่นในขวดยา (เช่น สารกันบูด Sodium Metabisulfite) ที่ออกแบบสำหรับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือรอบเส้นประสาท อาจไม่ปลอดภัยต่อการให้ IV bolus
✅ เหตุผลเชิงลึกที่ "ให้แยกกันได้" ตามอัลกอริทึม
การให้ยาทั้งสองตัวแยกกันใน CPR เป็นการเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกันภายใต้การควบคุมเวลาและขนาดยาที่แม่นยำ:
(จัดรูปแบบเปรียบเทียบแบบตาราง)
พารามิเตอร์ Epinephrine ใน CPR Lidocaine ใน CPR เมื่อให้ร่วมกันใน CPR (แยกกัน)
กลไกหลัก Alpha-1 & Beta-1 Agonist: 1. หดหลอดเลือด → เพิ่ม Coronary Perfusion Pressure (CPP) 2. กระตุ้นหัวใจ → เพิ่มโอกาส ROSC Class Ib Antiarrhythmic: ปิดกั้นช่อง Na⁺ เฉพาะในเซลล์ที่ถูกกระตุ้น/ขาดเลือด → ลด Automaticity & Re-entry Epinephrine สร้างการไหลเวียน (Perfusion) → Lidocaine ใช้การไหลเวียนนั้นขนส่งตัวเองไปออกฤทธิ์ที่หัวใจ
จุดประสงค์ร่วม เพิ่มโอกาสการได้ ROSC โดยเพิ่ม CPP ป้องกันการกลับมาเป็น VF/pVT ซ้ำ (VF Recurrence) หลังช็อกสำเร็จ เพิ่มโอกาสสำเร็จของการช็อกไฟฟ้า และ รักษาจังหวะปกติหลังช็อก
การทำงานร่วมกัน - - Epinephrine เพิ่มการไหลเวียนเลือด ทำให้ Lidocaine ถูกส่งไปยังหัวใจได้ดีขึ้นและเร็วกว่าภาวะ Low Flow อย่างเดียว
ข้อควรระวัง ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นเร็ว/ผิดจังหวะได้ (Proarrhythmic Effect) อาจกดการบีบตัวของหัวใจ (Negative Inotropy) Epinephrine อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ซึ่ง Lidocaine มาช่วยควบคุม
การเสริมฤทธิ์ที่สำคัญ:
1. Chronological Synergy (การเสริมกันตามเวลา): Epinephrine ถูกให้ก่อน (หลังช็อกครั้งที่ 2) เพื่อเพิ่ม CPP ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับการกลับมาเต้นของหัวใจ Lidocaine จะถูกให้ในขั้นตอนถัดไป (หลังช็อกครั้งที่ 3) เพื่อจัดการกับจังหวะที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นเป้าหมายรอง
2. Pharmacodynamic Synergy (การเสริมกันทางเภสัชพลศาสตร์): Epinephrine กระตุ้น Beta-1 Receptor เพิ่ม CAMP ในเซลล์หัวใจ ทำให้เซลล์มี "ศักยภาพ" ในการตอบสนองต่อการช็อกไฟฟ้ามากขึ้น Lidocaine ช่วยลดความไม่เสถียรทางไฟฟ้า (Electrical Instability) ที่เกิดจากภาวะ Ischemia และ Catecholamine Surge (จาก Epinephrine เองและจากร่างกาย)
3. Safety Profile (โปรไฟล์ความปลอดภัย): การให้แยกกันทำให้สามารถควบคุมผลข้างเคียงของแต่ละตัวได้ หากผู้ป่วยเกิดภาวะความดันโลหิตสูงหรือหัวใจเต้นเร็วมากผิดปกติจากการตอบสนองต่อ Epinephrine เราสามารถประเมินและปรับแผนก่อนให้ Lidocaine รอบต่อไปได้
⚠️ ข้อควรระวังในการให้ร่วมกัน
แม้จะให้แยกกัน แต่การมี Epinephrine ในระบบก็อาจส่งผลต่อ Lidocaine:
· การลดลงของ Hepatic Blood Flow: Epinephrine หดหลอดเลือดในระบบ Portal อาจลดการไหลเวียนเลือดไปยังตับ ซึ่งเป็นอวัยวะหลักในการเมแทบอลิซึม Lidocaine ทำให้ระดับ Lidocaine ในเลือดอาจอยู่สูงนานขึ้น (เพิ่ม Half-life) เสี่ยงต่อการเกิดพิษสะสมหากให้ยาซ้ำ
· Proarrhythmic Potential: Epinephrine เองก็อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Proarrhythmic) ได้ ซึ่ง Lidocaine อาจช่วยควบคุมหรืออาจควบคุมไม่ได้
สรุปเชิงลึก
การห้ามใช้ "สูตรผสม" และการอนุญาตให้ "ให้แยกกัน" ใน CPR สรุปได้จากหลักการใหญ่สองข้อ:
1. "Formulation Dictates Route": รูปแบบของยาที่ผลิตมา (Formulation) กำหนดวิธีการให้ (Route of Administration) โดยเฉพาะ สูตรผสม Local Anesthetic ถูกออกแบบด้วยเป้าหมายทางเภสัชวิทยาและส่วนประกอบที่ไม่เหมาะสำหรับ IV Bolus
2. "Context-Dependent Pharmacology": เภสัชวิทยาของยาขึ้นกับบริบท Epinephrine ใน CPR (ให้ IV เพื่อ systemic effect) กับ Epinephrine ใน Local Anesthesia (ให้เข้ากล้ามเนื้อ/เนื้อเยื่อเพื่อ local vasoconstriction) เป็น "คนละตัวกัน" ในทางปฏิบัติ แม้จะเป็นสารเคมีชนิดเดียวกัน
ในทางปฏิบัติแล้ว การให้ทั้งสองตัวแยกกันตามอัลกอริทึม ACLS เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำไมต้องยกแขน ขณะฉีด Adrenaline?
หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องให้ "ยกแขน" ขณะฉีด Adrenaline? ความจริงแล้ว Adrenaline (Epinephrine) สำหรับภาวะภูมิแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ในปัจจุบัน แนะนำให้ฉีดเข้าที่ "กลางต้นขาด้านนอก (Vastus lateralis)" ไม่ใช่ที่แขน! เพราะกล้ามเนื้อต้นขามีขนาดใหญ่ ดูดซึมยาได้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดในการกู้ชีพ การยกแขนที่เห็นอาจเป็นเทคนิคสำหรับการฉีดวัคซีนบางชนิดหรือความเชื่อที่ถูกส่งต่อกันมา
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้