แชร์

ถ้าต้องให้ยาหรือเลือด push ใน CPR ควรใช้ วิธีอย่างไร?

10 ผู้เข้าชม
ถ้าต้องให้ยา หรือ เลือด push ใน CPR ควรใช้ วิธีอย่างไร?
คำถามนี้เจาะลึกถึงรายละเอียดเทคนิคที่สำคัญมากในการกู้ชีพ การใช้ NSS 20-30 cc (หรือ ml) ตามหลังการ Push ยาขณะ CPR ไม่ใช่แค่ "ล้างสาย" แต่มีเหตุผลทางสรีรวิทยาและฟิสิกส์ที่ชัดเจน
เหตุผลหลัก 4 ประการที่ต้องใช้ NSS 20-30 ml Push หลังให้ยา:
1. เพื่อเอาชนะ "Dead Space" ในสาย IV/IO และเส้นเลือด
· Dead Space คืออะไร: ปริมาตรที่ค้างอยู่ใน "ทางเดิน" ตั้งแต่ปลายจนถึงปลาย catheter ในเส้นเลือดผู้ป่วย
· ปริมาณ Dead Space:
· ในสาย IV Extension set: ประมาณ 1-3 ml
· ในสาย IO Needle: ประมาณ 0.5-1 ml
· ในเส้นเลือดส่วนปลายจากจุดถึงศูนย์กลาง: อาจมากถึง 10-20 ml
· หากไม่ Flush: ยาอาจค้างอยู่ใน Dead Space นี้และไม่เข้าสู่ระบบไหลเวียนกลาง เป็นเวลานานกว่า 1-2 นาที จนกว่าการกดหน้าอกจะค่อยๆ "นวด" ให้ยาเคลื่อนที่ ซึ่งสายเกินไปสำหรับยาชีวิตเช่น Epinephrine
2. เพื่อสร้าง "Fluid Bolus" ที่มีแรงดันสูง ไล่ยาไปให้ถึงศูนย์กลางการไหลเวียน (Central Circulation)
· เป้าหมาย: ให้ยาไปถึง หัวใจและหลอดเลือดใหญ่ ที่การกดหน้าอกสร้างการไหลเวียนได้บ้าง
· หลักฟิสิกส์: การ Push ของเหลวปริมาตรพอประมาณ (20-30 ml) ด้วยจะสร้าง แรงดันสูงมาก (อาจ >100-200 mmHg) แรงดันนี้จะ:
1. ขยายหลอดเลือดส่วนปลายที่หดตัว (Vasoconstriction) ชั่วคราว
2. สร้างคลื่นของไหล (Fluid Wave) ที่มีพลังงานพอจะเคลื่อนยาผ่านความต้านทานสูง (High Systemic Vascular Resistance) ในภาวะช็อก
· ปริมาณ 20-30 ml ไม่ใช่ตัวเลขมั่ว: มันคือปริมาตรที่ เพียงพอ จะสร้าง Bolus Effect แต่ ไม่มากเกินไป จนทำให้เกิด Volume Overload (ซึ่งเป็นอันตรายต่อหัวใจที่หยุดเต้น)
3. เพื่อให้ยามีความเข้มข้นที่ถูกต้อง และป้องกันการผสมเจือจางในสาย
· ยาในมักมีความเข้มข้นสูง (เช่น Epinephrine 1:10,000) หากค้างอยู่ในสายและมีเลือดไหลย้อนกลับมาผสม (ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยใน CPR) ยาอาจถูกเจือจางหรือทำปฏิกิริยาก่อนเข้าสู่ร่างกาย
· NSS 20-30 ml จะผลักยาเข้าไปทั้งหมดก่อนที่เลือดจะไหลย้อนกลับมาผสมได้
4. เพื่อใช้ประโยชน์จาก "Gravity" หลังจาก Push
· นี่คือเหตุผลเสริมที่สำคัญ: หลังจาก Push ยา + NSS แล้ว จะต้องยกแขนผู้ป่วยขึ้น
· NSS 20-30 ml ที่อยู่ในเส้นเลือดส่วนปลายจะกลายเป็น "ของเหลวคั่นกลาง" ที่เมื่อยกแขนขึ้น แรงโน้มถ่วงจะดึงของเหลวนี้ (และยาที่อยู่หน้าสุด) ไหลกลับเข้าสู่หัวใจและศูนย์กลางร่างกาย เร็วขึ้น
ทำไมไม่ใช้ 5 ml หรือ 50 ml?
· ถ้าใช้น้อยเกินไป (5-10 ml): แรงดันและปริมาตรไม่พอที่จะเอาชนะ Dead Space และความต้านทานที่สูงได้ ยาอาจยังไม่เข้าสู่ Central Circulation
· ถ้ามากเกินไป (50 ml ขึ้นไป): มีความเสี่ยงต่อ Fluid Overload โดยเฉพาะในผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นที่ไม่ใช่จากสาเหตุ Hypovolemia (เสียเลือด) ของเหลวส่วนเกินจะเพิ่ม Preload ให้หัวใจห้องขวาที่บีบตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ทำให้เลือดคั่งและลดประสิทธิภาพของการกดหน้าอก (ลด Cardiac Output และ Coronary Perfusion Pressure)
หลักฐานและแนวทางสนับสนุน:
· แนวทาง ACLS ของ American Heart Association (AHA): แนะนำให้ "follow each dose with a 20-mL flush of normal saline"
· การศึกษาพบว่า: การให้ยาใน CPR โดยไม่มี Saline Flush ทำให้ ความเข้มข้นของยาในเลือดสูงสุดต่ำกว่าและมาช้ากว่า การให้ตามด้วย Flush อย่างมีนัยสำคัญ
สรุปเปรียบเทียบ:
การ Push ยาแบบไม่มี Flush การ Push ยาตามด้วย NSS 20-30 ml Flush
ยาค้างใน Dead Space ยาถูกผลักเข้า Central Circulation ทันที
ยาเข้มข้นลดลงจากเลือดไหลย้อน ยาเข้าไปในความเข้มข้นที่ต้องการ
ใช้เวลานานกว่ายาจะออกฤทธิ์ ยาออกฤทธิ์เร็ว (ภายใน 30-60 วินาที)
ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วง ยกแขนขึ้นช่วยให้ยาเดินทางเร็วขึ้น
ในทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์:
ขั้นตอนนี้ต้องทำเป็น "One Continuous Motion" (เคลื่อนไหวต่อเนื่องเดียว):
1. ประกาศ "ให้ Epinephrine"
2. ต่อยา -> Push หมดใน 2 วินาที -> เปลี่ยนเป็น NSS 20 ml (ที่เตรียมไว้แล้ว) -> Push หมดใน 2 วินาที -> ร้องบอก "Flush แล้ว" -> ยกแขนผู้ป่วยขึ้น
3. ทั้งกระบวนการควรใช้เวลา ไม่เกิน 10 วินาที เพื่อให้กลับไปทำ CPR ต่อได้เร็ว
ดังนั้น NSS 20-30 ml Push คือ "ตัวเร่งและตัวนำส่ง" ที่สำคัญ ที่เปลี่ยนการให้ยาแบบธรรมดา ให้กลายเป็นการให้ยาที่มีประสิทธิภาพในภาวะวิกฤติที่ระบบไหลเวียนล้มเหลว
คำถามนี้เป็นหัวใจของ Advanced Cardiac Life Support (ACLS) ที่ทุกทีมกู้ชีพต้องทำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
ขณะ CPR การให้ยาและเลือดไม่ใช่แค่ "ให้เข้าเส้น" แต่ต้อง "ให้ให้ถึงจุดหมาย" ในเวลาที่ระบบไหลเวียนล้มเหลว นี่คือวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานสากล
หลักการใหญ่: "Push Hard, Follow with Fast Flush, Elevate the Limb"
ขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน (สำหรับยาและเลือด) ขณะ CPR
ขั้นตอนที่ 1: เตรียมยาและทางเข้าให้เร็วที่สุด
· ยา: เตรียมยาในให้พร้อม (เช่น Epinephrine 1 mg/10 ml) ไม่ต้องเจือจางเพิ่ม ให้ในความเข้มข้นมาตรฐานเพื่อลดปริมาตร
· ทางเข้า (Access): ใช้ทางเข้าที่เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด ตามลำดับความนิยมในยุคใหม่:
1. ทางกระดูก (Intraosseous - IO): เป็น ทางเลือกแรก ในหลายโปรโตคอล เพราะทำได้ใน < 60 วินาที อัตราความสำเร็จ > 95% และยาเข้าสู่ระบบไหลเวียนกลางเร็ว
2. เส้นเลือดส่วนปลาย (Peripheral IV): ใช้เส้นใหญ่และใกล้ตัว เช่น ข้อพับ (Antecubital) หลีกเลี่ยงเส้นมือที่ไหลช้า
3. เส้นเลือดส่วนกลาง (Central Venous Catheter): มีประสิทธิภาพดี แต่ทำได้ยากและมักต้องหยุด CPR
ขั้นตอนที่ 2: การ Push ยา (ขั้นตอนสำคัญที่สุด)
1. ประกาศให้ทีมทราบ: ร้องบอกว่า "กำลังให้ยา" (ตัวอย่าง: "กำลังให้ Epinephrine")
2. ต่อกับทางเข้า (IV/IO) ให้แน่น
3. อัดยาแรงๆ และเร็วๆ: ใช้แรงมืออัด plunger ของให้หมดภายในเวลา 2-3 วินาที เพื่อสร้างแรงดันสูงไปเอาชนะ Systemic Vascular Resistance (SVR) ที่สูงขณะช็อก
ขั้นตอนที่ 3: การ Flush ตามทันที (ขั้นตอนที่ห้ามลืม)
1. เตรียม Normal Saline 0.9% (NSS) ขนาด 20-30 ml ไว้ล่วงหน้า
2. ทันทีที่ให้ยาจบ ให้เปลี่ยนหรือต่อสาย NSS แล้ว อัด flush 20-30 ml หมดภายใน 2-3 วินาที เช่นกัน
3. เหตุผล: เพื่อผลักดันยาที่ค้างอยู่ในสายและเส้นเลือดส่วนปล่อย (Dead Space) ให้เข้าไปถึงระบบไหลเวียนกลาง (Central Circulation) ที่การไหลเวียนจาก CPR กำลังทำงานอยู่
ขั้นตอนที่ 4: การยกแขน (Limb Elevation)
· หลัง flush จบ: ให้ผู้ช่วยยกแขนข้างที่ให้ยา ขึ้นเหนือระดับหัวใจ ของผู้ป่วย
· เหตุผล: ใช้แรงโน้มถ่วงช่วย "ไล่" สารน้ำและยาให้ไหลกลับเข้าสู่ศูนย์กลางร่างกายและหัวใจเร็วขึ้น
ขั้นตอนที่ 5: ดำเนินการ CPR ต่ออย่างไม่ขาดตอน
· ผู้ให้ยาต้องร้องบอกว่า "ให้ยาเสร็จแล้ว"
· ผู้กดหน้าอกต้องกลับมากดหน้าอกต่อทันที โดยหยุดพักให้น้อยที่สุด (เป้าหมายคือ หยุดพักน้อยกว่า 10 วินาที)
กรณีพิเศษ: การให้ "เลือด" (Blood Products) ขณะ CPR
การให้เลือดขณะ CPR มีข้อบ่งชี้จำกัด และมีเทคนิคเพิ่มเติมเนื่องจากเลือดมีความหนืดสูง
ข้อบ่งชี้หลัก: เมื่อมีสาเหตุชัดเจนว่า การหัวใจหยุดเต้นมาจากการเสียเลือดรุนแรง (Hemorrhagic or Hypovolemic Arrest)
เทคนิคการให้เลือดขณะ CPR:
1. ใช้ทางเข้าใหญ่และสั้นที่สุด: IO หรือ Central Line ได้เปรียบ เพราะเลือดจะไหลได้ดีกว่า Peripheral IV
2. ใช้ Pressure Bag หรือมืออัด: ห้ามปล่อยให้เลือดไหลจากแรงโน้มถ่วงปกติ
· ใส่ถุงเลือดเข้าใน Pressure Infusion Bag แล้วปั๊มลมให้ความดันประมาณ 300 mmHg
· หรือใช้มือบีบถุงเลือดแรงๆ แบบต่อเนื่อง
3. ใช้สายเลือดพิเศษ (Blood Warmer Tubing): ถ้ามี ควรใช้สายที่สามารถให้เลือดได้เร็ว (Large-bore) และมีระบบอุ่นเลือดในตัว เพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ (Hypothermia)
4. ขั้นตอน Push-Flush เหมือนให้ยา: หากให้เลือดผ่าน注射器 (แปลกแต่ทำได้ในภาวะวิกฤติ) ก็ต้องใช้หลักการ Push แรงๆ และ Flush ตาม
5. ประเมินสาเหตุคู่ไปด้วย: ในกรณีเสียเลือด ต้องพยายามควบคุมแหล่งเลือดออก (เช่น กดบาดแผล ผ่าตัด) คู่ไปกับการให้เลือดและ CPR
ข้อห้ามและข้อควรระวังสำคัญ
1. ห้ามให้ยา/เลือดผ่าน Endotracheal Tube (ET Tube) เป็นทางเลือกแรกอีกต่อไป: แนวทางปัจจุบันยกเลิกแล้วเพราะดูดซึมไม่แน่นอน ยกเว้นกรณีที่ไม่มีทางเลือกใดๆ เลย และให้ได้เฉพาะยาบางตัว (Epinephrine, Lidocaine) โดยต้องเพิ่มขนาด 2-2.5 เท่า
2. ห้ามหยุด CPR เป็นเวลานานเพื่อหาเส้น: หากหา Peripheral IV ไม่ได้ภายใน 90 วินาที ให้เปลี่ยนไปหา IO ทันที
3. บันทึกเวลาการให้ยาอย่างชัดเจน: โดยเฉพาะ Epinephrine ที่ต้องให้ซ้ำทุก 3-5 นินาที ตามจังหวะ CPR
4. เลือดและผลิตภัณฑ์เลือดต้องให้เร็วแต่ด้วยความระมัดระวัง: ตรวจสอบกลุ่มเลือดและความเข้ากันได้ถ้าทำได้ ถ้าไม่มีเวลาตรวจ (เช่น Massive Transfusion Protocol) ให้ใช้เลือดหมู่ O Negative (หรือ O Positive ในผู้ชาย/หญิงหมดประจำเดือนแล้ว) ได้
สรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆ จำง่าย:
"IO/IV -> ปั๊มยาแรงๆ -> ปั๊ม NSS ตามทันที -> ยกแขนขึ้น -> กดหน้าอกต่อ"
การให้ยาที่มีประสิทธิภาพขณะ CPR เป็นทักษะที่ต้องฝึกซ้อมร่วมกับทีม (Team CPR Drills) เพราะทุกวินาทีและทุกการกระทำที่ประสานกันคือโอกาสที่จะคืนชีพให้กับผู้ป่วย

บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy