ปลายเข็มเจาะเลือดโดนตัดที่กี่องศา?
25 ผู้เข้าชม

ปลายเข็มเจาะเลือดโดนตัดที่กี่องศา?
ในการเปิดหลอดเลือดดำ (IV Cannulation) ควรถือเข็มให้เอียงทำมุมประมาณ 10-30 องศา (มักเริ่มที่ 15-20 องศา) เมื่อแทงผ่านผิวหนังเข้าสู่หลอดเลือดดำ
ทำไมต้องทำมุมแบบนี้
· มุมต่ำเกินไป: หัวเข็มอาจชิดผนังหลอดเลือดดำมากไป ทำให้แทงผ่านได้ยากหรือบาดเจ็บ
· มุมชันเกินไป: เสี่ยงแทงทะลุหลอดเลือดดำ
แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญเพิ่มเติม
· เตรียมผิวหนัง: ทำความสะอาดบริเวณที่จะแทงเข็มด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแบบขัดถู (เช่น chlorhexidine) และปล่อยให้แห้งเอง ห้ามเป่า พัด หรือสัมผัสซ้ำ
· ยึดตำแหน่ง: หลังแทงเข็มสำเร็จ ต้องยึดบริเวณตำแหน่งให้แน่นเพื่อลดการเคลื่อนไหว
· เลือกตำแหน่ง: หลีกเลี่ยงบริเวณข้อพับหรือที่มีการเคลื่อนไหวมาก
สำหรับการฝึกฝนจริง
หลักการข้างต้นเป็นพื้นฐานสำคัญ อย่างไรก็ตาม เทคนิคที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดหลอดเลือดดำของผู้ป่วย ความลึกของเส้นเลือด และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติ
หากคุณต้องการเรียนรู้ขั้นตอนหรือเทคนิคการหาตำแหน่งเส้นเลือดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น (เช่น การใช้หลักกายวิภาคหรือการประเมินเส้นเลือดด้วยสายตาและสัมผัส) สามารถบอกได้เสมอ
ปลายเข็มที่ใช้ในการเปิดหลอดเลือดดำ (IV cannula) มักถูก "เฉือน" หรือ "บีฟ" (bevel) ให้เป็นมุมเฉลี่ยประมาณ 12-15 องศา (อยู่ในช่วง 10-18 องศา) มากกว่า "การตัด" ตรง ๆ โดยมุมเฉือนนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของ "การออกแบบปลายเข็ม" ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งาน
วัตถุประสงค์และการออกแบบของมุมปลายเข็ม (Bevel Angle)
มุมเฉือนนี้ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาแบบสุ่ม แต่มีเหตุผลเชิงวิศวกรรมทางการแพทย์ที่ชัดเจน:
1. เจาะทะลวงได้ดี (Penetration):
· มุมที่แหลมคม (ประมาณ 12-15 องศา): ลดแรงต้านทานเมื่อแทงผ่านผิวหนังและผนังหลอดเลือด ลดความเจ็บปวดและทำให้ผู้ป่วยสบายตัวขึ้น
· มุมแหลมเกินไป: เข็มอาจอ่อนและโค้งงอได้ง่าย หรืออาจคมจนแทงทะลุผนังด้านตรงข้ามของหลอดเลือดได้ง่าย
2. การไหลเวียนที่เหมาะสม (Flow Dynamics):
· รูปลายเปิดที่เกิดจากการเฉือน (bevel opening): ให้พื้นที่หน้าตัดที่เพียงพอสำหรับของเหลวไหลผ่านได้ดี โดยไม่ทำให้ปลายเข็มเปราะบางเกินไป
3. ความรู้สึกสัมผัส (Tactile Feedback):
· ปลายเข็มที่ออกแบบมาอย่างดี จะให้ความรู้สึก "การจม" หรือ "ป๊อป" (pop) ที่ชัดเจนเมื่อปลายเข็มทะลุผนังหลอดเลือด ซึ่งช่วยให้ผู้ปฏิบัติรู้ได้ทันทีว่าแทงเข้าเส้นเลือดสำเร็จแล้ว
ภาพรวมการออกแบบปลายเข็มสมัยใหม่
ปัจจุบันการออกแบบปลายเข็มได้พัฒนาขึ้นมากกว่าแค่การเฉือนเฉียงธรรมดา และมักรวมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น
· ปลายสามเหลี่ยม (Tri-bevel Point): ลดแรงเสียดทานเมื่อแทงผ่านเนื้อเยื่อ ทำให้เจ็บน้อยลง
· การชุบซิลิโคน (Silicone Coating): ช่วยให้เข็มลื่นตัว ผ่านผิวหนังและผนังหลอดเลือดได้ง่ายยิ่งขึ้น
· การป้องกันการทิ่มแทง (Safety-engineered Sharps): มีกลไกที่ปลายเข็มจะถูกปกคลุมอัตโนมัติหลังการใช้งานเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากของมีคม
สรุปความสัมพันธ์กับมุมในการถือเข็ม
· มุมปลายเข็ม (Bevel Angle, 12-15°): เป็นคุณสมบัติถาวรของตัวเข็ม ที่ออกแบบโดยผู้ผลิตเพื่อให้เจาะทะลวงได้ดี
· มุมในการถือเข็ม (Insertion Angle, 10-30°): เป็นเทคนิคที่ผู้ปฏิบัติงานปรับใช้ระหว่างการทำหัตถการ เพื่อควบคุมทิศทางและความลึกในการแทงเข็ม
ทั้งสองมุมทำงานประสานกัน: ปลายเข็มที่เฉือนคมช่วยให้แทงทะลวงได้ง่ายในมุมที่ต่ำ (ประมาณ 15-20 องศา) ซึ่งเหมาะสำหรับการเข้าหลอดเลือดดำตื้นๆ โดยลดความเสี่ยงในการแทงทะลุผ่านไปอีกด้านหนึ่งของหลอดเลือด
รายละเอียดเชิงวิศวกรรมการออกแบบปลายเข็ม IV Cannula
การออกแบบปลายเข็ม IV cannula เป็นผลจากศาสตร์หลายแขนง ทั้งวิศวกรรมเครื่องกล วัสดุศาสตร์ และชีวกลศาสตร์ มุ่งเป้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเจาะ ลดการบาดเจ็บ และเพิ่มความสบาย
️ องค์ประกอบการออกแบบหลัก
1. เรขาคณิตปลายเข็ม (Point Geometry)
ปลายเข็มไม่ได้เป็นเพียงแค่การเฉือนเฉียง แต่มีการออกแบบที่ซับซ้อนขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก:
ประเภทการออกแบบ ลักษณะเรขาคณิต หลักการทำงาน ข้อดีเชิงวิศวกรรม
เฉือนเดี่ยว (Regular Bevel) เฉือนทำมุม 12-18° ด้านเดียว สร้างรูเปิดวงรีเมื่อแทงผ่าน ง่ายต่อการผลิต, ให้ความรู้สึกสัมผัสการ "ป๊อป" ชัดเจน
เฉือนคู่ (Double Bevel/Lancet) มีการเฉือนจากสองด้านมาบรรจบกัน สร้างจุดแหลมคมที่เจาะเนื้อเยื่อด้วยแรงต้านต่ำ ลดแรงเจาะ (Insertion Force) ลง 15-20% ลดความเจ็บปวด
เฉือนสาม (Tri-bevel/Compound Bevel) ประกอบด้วยการเฉือนสามระนาบ รูปลายเปิดเป็นรูปสามเหลี่ยมเมื่อเจาะผ่าน ลดโอกาสที่ปลายเข็มจะโค้งงอ (buckling) และลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อแบบฉีกขาด
2. วัสดุศาสตร์และการขึ้นรูป (Material Science & Manufacturing)
วัสดุและกระบวนการผลิตมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ:
· วัสดุหลัก: ใช้ สแตนเลสสตีลเกรดทางการแพทย์ (316L หรือ 304) มีคุณสมบัติความแข็งแรงสูง คงทนต่อการกัดกร่อน และไม่ทำปฏิกิริยากับร่างกาย
· กระบวนการขึ้นรูป: ปลายเข็มถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการ กลึงละเอียด (Precision Machining) และ ขัดมันด้วยไฟฟ้าเคมี (Electropolishing) ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผิวเรียบสนิท แต่ยังช่วยขจัดอนุภาคโลหะขนาดเล็กและสร้างชั้นออกไซด์ป้องกันการกัดกร่อน
· การเคลือบผิว (Coating):
· ซิลิโคน (Silicone): เคลือบบางๆ เพื่อลดแรงเสียดทาน (Coefficient of Friction) ระหว่างเข็มกับเนื้อเยื่อ ทำให้แทงง่าย ลดเจ็บ
· พีทีเอฟอี (PTFE/Teflon®): บางครั้งใช้เคลือบเพื่อวัตถุประสงค์คล้ายกัน
3. ชีวกลศาสตร์และประสิทธิภาพ (Biomechanics & Performance)
นักออกแบบต้องพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างเข็มกับเนื้อเยื่อมนุษย์:
· แรงแทรก (Insertion Force): ออกแบบให้ใช้แรงน้อยที่สุดเพื่อเจาะผิวหนังและผนังหลอดเลือด ลดความเจ็บปวดและความเสียหายของเนื้อเยื่อ
· ความต้านทานการเจาะ (Penetration Resistance): เรขาคณิตปลายเข็มต้องเอาชนะความต้านทานของผิวหนัง (ชั้นที่แข็งที่สุด) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
· ความแข็งแรงต่อการโค้งงอ (Column Strength): เข็มต้องมีความแข็งพอที่จะไม่โค้งงอหรือหักระหว่างการแทง โดยเฉพาะเมื่อต้องเจาะลึกหรือในผู้ป่วยที่มีเนื้อเยื่อแน่น
· การไหล (Flow Dynamics): รูปร่างและขนาดของ "บีเวลโอพินิง" (bevel opening) มีผลต่ออัตราการไหลของของเหลวและความต้านทานภายใน (fluid dynamics resistance)
การทดสอบและมาตรฐานคุณภาพ
เข็ม IV ต้องผ่านการทดสอบที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 7864 และ ISO 9626 ซึ่งครอบคลุม:
· ความคม (Sharpness Test): ทดสอบโดยวัดแรงที่ต้องใช้ในการเจาะแผ่นซิลิโคนหรือวัสดุจำลองผิวหนัง
· ความแข็งแรง (Strength Test): ทดสอบแรงดัดและแรงกดจนกว่าเข็มจะโค้งงอหรือหัก
· ความต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion Resistance)
· ความปลอดภัยจากการทิ่มแทง (Sharps Injury Protection) สำหรับแบบที่มีกลไกนิรภัย
เทรนด์และนวัตกรรม
· ไมโครกราวด์พอยต์ (Micro-ground Point): การขัดปลายเข็มในระดับไมครอนเพื่อให้คมยิ่งขึ้น
· การออกแบบเพื่อลดการแทงทะลุ (Anti-coring/Non-coring Design): ลดโอกาสที่ชิ้นเนื้อเยื่อเล็กๆ จะถูกตัดและติดเข้าไปในปลายเข็ม ซึ่งอาจทำให้อุดตัน
· เทคโนโลยีกลไกนิรภัย (Passive Safety Devices): กลไกที่ปลายเข็มจะถูกปกปิดโดยอัตโนมัติทันทีหลังถอดออกจากหลอดเลือด
ข้อสรุป
วิศวกรรมการออกแบบปลายเข็ม IV คือความสมดุลระหว่างศาสตร์หลายด้าน: เรขาคณิตที่คมและแข็งแรง + วัสดุคุณภาพสูง + กระบวนการผลิตละเอียดแม่นยำ + ความเข้าใจชีวกลศาสตร์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง และลดความไม่สบายตัวให้ผู้ป่วยมากที่สุด
ในการเปิดหลอดเลือดดำ (IV Cannulation) ควรถือเข็มให้เอียงทำมุมประมาณ 10-30 องศา (มักเริ่มที่ 15-20 องศา) เมื่อแทงผ่านผิวหนังเข้าสู่หลอดเลือดดำ
ทำไมต้องทำมุมแบบนี้
· มุมต่ำเกินไป: หัวเข็มอาจชิดผนังหลอดเลือดดำมากไป ทำให้แทงผ่านได้ยากหรือบาดเจ็บ
· มุมชันเกินไป: เสี่ยงแทงทะลุหลอดเลือดดำ
แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญเพิ่มเติม
· เตรียมผิวหนัง: ทำความสะอาดบริเวณที่จะแทงเข็มด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแบบขัดถู (เช่น chlorhexidine) และปล่อยให้แห้งเอง ห้ามเป่า พัด หรือสัมผัสซ้ำ
· ยึดตำแหน่ง: หลังแทงเข็มสำเร็จ ต้องยึดบริเวณตำแหน่งให้แน่นเพื่อลดการเคลื่อนไหว
· เลือกตำแหน่ง: หลีกเลี่ยงบริเวณข้อพับหรือที่มีการเคลื่อนไหวมาก
สำหรับการฝึกฝนจริง
หลักการข้างต้นเป็นพื้นฐานสำคัญ อย่างไรก็ตาม เทคนิคที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดหลอดเลือดดำของผู้ป่วย ความลึกของเส้นเลือด และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติ
หากคุณต้องการเรียนรู้ขั้นตอนหรือเทคนิคการหาตำแหน่งเส้นเลือดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น (เช่น การใช้หลักกายวิภาคหรือการประเมินเส้นเลือดด้วยสายตาและสัมผัส) สามารถบอกได้เสมอ
ปลายเข็มที่ใช้ในการเปิดหลอดเลือดดำ (IV cannula) มักถูก "เฉือน" หรือ "บีฟ" (bevel) ให้เป็นมุมเฉลี่ยประมาณ 12-15 องศา (อยู่ในช่วง 10-18 องศา) มากกว่า "การตัด" ตรง ๆ โดยมุมเฉือนนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของ "การออกแบบปลายเข็ม" ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งาน
วัตถุประสงค์และการออกแบบของมุมปลายเข็ม (Bevel Angle)
มุมเฉือนนี้ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นมาแบบสุ่ม แต่มีเหตุผลเชิงวิศวกรรมทางการแพทย์ที่ชัดเจน:
1. เจาะทะลวงได้ดี (Penetration):
· มุมที่แหลมคม (ประมาณ 12-15 องศา): ลดแรงต้านทานเมื่อแทงผ่านผิวหนังและผนังหลอดเลือด ลดความเจ็บปวดและทำให้ผู้ป่วยสบายตัวขึ้น
· มุมแหลมเกินไป: เข็มอาจอ่อนและโค้งงอได้ง่าย หรืออาจคมจนแทงทะลุผนังด้านตรงข้ามของหลอดเลือดได้ง่าย
2. การไหลเวียนที่เหมาะสม (Flow Dynamics):
· รูปลายเปิดที่เกิดจากการเฉือน (bevel opening): ให้พื้นที่หน้าตัดที่เพียงพอสำหรับของเหลวไหลผ่านได้ดี โดยไม่ทำให้ปลายเข็มเปราะบางเกินไป
3. ความรู้สึกสัมผัส (Tactile Feedback):
· ปลายเข็มที่ออกแบบมาอย่างดี จะให้ความรู้สึก "การจม" หรือ "ป๊อป" (pop) ที่ชัดเจนเมื่อปลายเข็มทะลุผนังหลอดเลือด ซึ่งช่วยให้ผู้ปฏิบัติรู้ได้ทันทีว่าแทงเข้าเส้นเลือดสำเร็จแล้ว
ภาพรวมการออกแบบปลายเข็มสมัยใหม่
ปัจจุบันการออกแบบปลายเข็มได้พัฒนาขึ้นมากกว่าแค่การเฉือนเฉียงธรรมดา และมักรวมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น
· ปลายสามเหลี่ยม (Tri-bevel Point): ลดแรงเสียดทานเมื่อแทงผ่านเนื้อเยื่อ ทำให้เจ็บน้อยลง
· การชุบซิลิโคน (Silicone Coating): ช่วยให้เข็มลื่นตัว ผ่านผิวหนังและผนังหลอดเลือดได้ง่ายยิ่งขึ้น
· การป้องกันการทิ่มแทง (Safety-engineered Sharps): มีกลไกที่ปลายเข็มจะถูกปกคลุมอัตโนมัติหลังการใช้งานเพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากของมีคม
สรุปความสัมพันธ์กับมุมในการถือเข็ม
· มุมปลายเข็ม (Bevel Angle, 12-15°): เป็นคุณสมบัติถาวรของตัวเข็ม ที่ออกแบบโดยผู้ผลิตเพื่อให้เจาะทะลวงได้ดี
· มุมในการถือเข็ม (Insertion Angle, 10-30°): เป็นเทคนิคที่ผู้ปฏิบัติงานปรับใช้ระหว่างการทำหัตถการ เพื่อควบคุมทิศทางและความลึกในการแทงเข็ม
ทั้งสองมุมทำงานประสานกัน: ปลายเข็มที่เฉือนคมช่วยให้แทงทะลวงได้ง่ายในมุมที่ต่ำ (ประมาณ 15-20 องศา) ซึ่งเหมาะสำหรับการเข้าหลอดเลือดดำตื้นๆ โดยลดความเสี่ยงในการแทงทะลุผ่านไปอีกด้านหนึ่งของหลอดเลือด
รายละเอียดเชิงวิศวกรรมการออกแบบปลายเข็ม IV Cannula
การออกแบบปลายเข็ม IV cannula เป็นผลจากศาสตร์หลายแขนง ทั้งวิศวกรรมเครื่องกล วัสดุศาสตร์ และชีวกลศาสตร์ มุ่งเป้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเจาะ ลดการบาดเจ็บ และเพิ่มความสบาย
️ องค์ประกอบการออกแบบหลัก
1. เรขาคณิตปลายเข็ม (Point Geometry)
ปลายเข็มไม่ได้เป็นเพียงแค่การเฉือนเฉียง แต่มีการออกแบบที่ซับซ้อนขึ้น โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นสามประเภทหลัก:
ประเภทการออกแบบ ลักษณะเรขาคณิต หลักการทำงาน ข้อดีเชิงวิศวกรรม
เฉือนเดี่ยว (Regular Bevel) เฉือนทำมุม 12-18° ด้านเดียว สร้างรูเปิดวงรีเมื่อแทงผ่าน ง่ายต่อการผลิต, ให้ความรู้สึกสัมผัสการ "ป๊อป" ชัดเจน
เฉือนคู่ (Double Bevel/Lancet) มีการเฉือนจากสองด้านมาบรรจบกัน สร้างจุดแหลมคมที่เจาะเนื้อเยื่อด้วยแรงต้านต่ำ ลดแรงเจาะ (Insertion Force) ลง 15-20% ลดความเจ็บปวด
เฉือนสาม (Tri-bevel/Compound Bevel) ประกอบด้วยการเฉือนสามระนาบ รูปลายเปิดเป็นรูปสามเหลี่ยมเมื่อเจาะผ่าน ลดโอกาสที่ปลายเข็มจะโค้งงอ (buckling) และลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อแบบฉีกขาด
2. วัสดุศาสตร์และการขึ้นรูป (Material Science & Manufacturing)
วัสดุและกระบวนการผลิตมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ:
· วัสดุหลัก: ใช้ สแตนเลสสตีลเกรดทางการแพทย์ (316L หรือ 304) มีคุณสมบัติความแข็งแรงสูง คงทนต่อการกัดกร่อน และไม่ทำปฏิกิริยากับร่างกาย
· กระบวนการขึ้นรูป: ปลายเข็มถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการ กลึงละเอียด (Precision Machining) และ ขัดมันด้วยไฟฟ้าเคมี (Electropolishing) ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ผิวเรียบสนิท แต่ยังช่วยขจัดอนุภาคโลหะขนาดเล็กและสร้างชั้นออกไซด์ป้องกันการกัดกร่อน
· การเคลือบผิว (Coating):
· ซิลิโคน (Silicone): เคลือบบางๆ เพื่อลดแรงเสียดทาน (Coefficient of Friction) ระหว่างเข็มกับเนื้อเยื่อ ทำให้แทงง่าย ลดเจ็บ
· พีทีเอฟอี (PTFE/Teflon®): บางครั้งใช้เคลือบเพื่อวัตถุประสงค์คล้ายกัน
3. ชีวกลศาสตร์และประสิทธิภาพ (Biomechanics & Performance)
นักออกแบบต้องพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างเข็มกับเนื้อเยื่อมนุษย์:
· แรงแทรก (Insertion Force): ออกแบบให้ใช้แรงน้อยที่สุดเพื่อเจาะผิวหนังและผนังหลอดเลือด ลดความเจ็บปวดและความเสียหายของเนื้อเยื่อ
· ความต้านทานการเจาะ (Penetration Resistance): เรขาคณิตปลายเข็มต้องเอาชนะความต้านทานของผิวหนัง (ชั้นที่แข็งที่สุด) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
· ความแข็งแรงต่อการโค้งงอ (Column Strength): เข็มต้องมีความแข็งพอที่จะไม่โค้งงอหรือหักระหว่างการแทง โดยเฉพาะเมื่อต้องเจาะลึกหรือในผู้ป่วยที่มีเนื้อเยื่อแน่น
· การไหล (Flow Dynamics): รูปร่างและขนาดของ "บีเวลโอพินิง" (bevel opening) มีผลต่ออัตราการไหลของของเหลวและความต้านทานภายใน (fluid dynamics resistance)
การทดสอบและมาตรฐานคุณภาพ
เข็ม IV ต้องผ่านการทดสอบที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 7864 และ ISO 9626 ซึ่งครอบคลุม:
· ความคม (Sharpness Test): ทดสอบโดยวัดแรงที่ต้องใช้ในการเจาะแผ่นซิลิโคนหรือวัสดุจำลองผิวหนัง
· ความแข็งแรง (Strength Test): ทดสอบแรงดัดและแรงกดจนกว่าเข็มจะโค้งงอหรือหัก
· ความต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion Resistance)
· ความปลอดภัยจากการทิ่มแทง (Sharps Injury Protection) สำหรับแบบที่มีกลไกนิรภัย
เทรนด์และนวัตกรรม
· ไมโครกราวด์พอยต์ (Micro-ground Point): การขัดปลายเข็มในระดับไมครอนเพื่อให้คมยิ่งขึ้น
· การออกแบบเพื่อลดการแทงทะลุ (Anti-coring/Non-coring Design): ลดโอกาสที่ชิ้นเนื้อเยื่อเล็กๆ จะถูกตัดและติดเข้าไปในปลายเข็ม ซึ่งอาจทำให้อุดตัน
· เทคโนโลยีกลไกนิรภัย (Passive Safety Devices): กลไกที่ปลายเข็มจะถูกปกปิดโดยอัตโนมัติทันทีหลังถอดออกจากหลอดเลือด
ข้อสรุป
วิศวกรรมการออกแบบปลายเข็ม IV คือความสมดุลระหว่างศาสตร์หลายด้าน: เรขาคณิตที่คมและแข็งแรง + วัสดุคุณภาพสูง + กระบวนการผลิตละเอียดแม่นยำ + ความเข้าใจชีวกลศาสตร์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูง และลดความไม่สบายตัวให้ผู้ป่วยมากที่สุด


