เตือนภัย! สถานการณ์ HIV วัยรุ่นไทยน่าห่วง ติดเชื้อใหม่พุ่ง 35% เร่งป้องกันด่วน

ข่าวเตือนภัยสุขภาพ! สถานการณ์การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ในกลุ่มวัยรุ่นไทยกำลังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หลังจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยล่าสุด พบตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ พร้อมเผยสาเหตุและแนวทางป้องกันที่ทุกคนควรรู้ เพื่อให้ผู้อ่านของคุณได้ตระหนักและห่างไกลจากโรคนี้
สถานการณ์น่าห่วง: ตัวเลขที่สูงเกินคาด
จากรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568 โดยสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์ HIV ในประเทศไทย
จำนวนผู้ติดเชื้อสูงเกินคาด: จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในปี 2568 สูงกว่าที่กรมควบคุมโรคได้คาดการณ์ไว้ถึง 1.5 เท่า
กลุ่มวัยรุ่นเสี่ยงที่สุด: ในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่นี้ 1 ใน 3 เป็นกลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี
สาเหตุหลักชัดเจน: เกือบทั้งหมดในกลุ่มวัยรุ่นที่ติดเชื้อ เกิดจากการ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังเพิ่มเติมอีกว่า ในปี 2568 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,124 ราย และในจำนวนนี้เป็นวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี สูงถึง 3,900 ราย สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ที่ระบุว่า พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศเป็นสาเหตุหลักถึงร้อยละ 96 ของการติดเชื้อรายใหม่
ทำไมตัวเลขถึงพุ่งสูง? เจาะลึกปัจจัยเสี่ยงในวัยรุ่น
สภาพัฒน์และหน่วยงานสาธารณสุขได้วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง "ความรู้" กับ "พฤติกรรม" ของวัยรุ่นไทย ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดังนี้
เพศวิถีศึกษาที่ไม่ตรงจุด: การเรียนการสอนในโรงเรียนยังคงเน้นทฤษฎีและชีววิทยามากกว่าการสร้างทักษะชีวิตที่จำเป็น เช่น การต่อรองเพื่อใช้ถุงยางอนามัย หรือการตัดสินใจอย่างปลอดภัย
ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับการป้องกัน: เยาวชนจำนวนมากยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการเก็บรักษาและการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง บางส่วนมุ่งเน้นการป้องกันการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว และมักประมาทว่า "คู่นอนของเราไม่มีความเสี่ยง"
สังคมยังไม่เปิดพอ: วัฒนธรรมที่มองเรื่องเพศเป็นเรื่องต้องห้าม ทำให้ทั้งพ่อแม่และครูไม่พร้อมที่จะพูดคุยหรือให้คำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับเยาวชนอย่างเปิดอก
ระบบบริการสุขภาพไม่เป็นมิตรกับวัยรุ่น: เวลาให้บริการของคลินิก ทัศนคติของผู้ให้บริการ หรือแม้แต่การเข้าถึงถุงยางอนามัยและข้อมูลต่างๆ ยังไม่เอื้อต่อการเข้ารับบริการของวัยรุ่นเท่าที่ควร
นอกจากนี้ รูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นยุคใหม่ก็เปลี่ยนไป โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่คู่รัก แต่รวมถึงคนรู้จัก เพื่อน หรือบุคคลที่พบจากสถานบันเทิงและแอปพลิเคชันหาคู่ ซึ่งมีข้อจำกัดในการป้องกันตัวเองสูงกว่า
วิธีป้องกันสำหรับวัยรุ่นและคนใกล้ชิด (สำหรับลงท้ายข่าว)
เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะตัวเยาวชนและครอบครัว ต้องหันมาใส่ใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัย คุณสามารถนำข้อมูลต่อไปนี้ไปใช้เป็น "แนวทางป้องกัน" เพื่อเพิ่มประโยชน์ให้กับข่าวได้ครับ
สำหรับวัยรุ่นและเยาวชน: ป้องกันตัวเองได้ทุกวัน
Safe Sex คือต้องใส่ถุงยางทุกครั้ง: การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยที่สุด คือ การสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่ว่าจะกับแฟน คนรู้จัก หรือใครก็ตาม ทุกช่องทาง เพราะนอกจากป้องกัน HIV แล้ว ยังป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้ด้วย
รู้จักตัวช่วยป้องกันทางการแพทย์:
PrEP (เพร็พ): คือการกินยาต้านไวรัสก่อนสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือยังไม่สามารถใช้ถุงยางได้ทุกครั้ง โดยกินต่อเนื่องเพื่อสร้างเกราะป้องกันล่วงหน้า
PEP (เป๊ป): คือการกินยาต้านไวรัสหลังสัมผัสเชื้อฉุกเฉิน ต้องเริ่มกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีความเสี่ยง (เช่น ถุงยางแตก หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน) และกินต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน เพื่อยับยั้งไม่ให้เชื้อฝังตัวในร่างกาย
ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวีอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง หากมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเปลี่ยนคู่นอน เนื่องจากการติดเชื้อระยะแรกมักไม่มีอาการ การรู้เร็วทำให้รักษาได้เร็ว และหากผลเป็นลบก็จะได้สบายใจ ปัจจุบันสามารถขอรับชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้แล้ว
สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู: เปิดใจ สร้างความเข้าใจ
เริ่มพูดคุยเรื่องเพศศึกษาอย่างเปิดอก: เปลี่ยนมุมมองว่าเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือต้องห้ามอีกต่อไป การพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับวัย จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะการตัดสินใจที่ถูกต้องให้กับลูกหลานได้
เป็นที่ปรึกษาที่ปลอดภัย: ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าบ้านและโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่พวกเขาสามารถมาปรึกษาหรือซักถามข้อสงสัยได้โดยไม่ถูกตัดสินหรือดุด่า
การป้องกันที่ดีที่สุด คือการมีความรู้และมีสติ การเปลี่ยนแปลงเริ่มได้จากตัวเรา หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สามารถโทรขอคำแนะนำได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422


