แชร์

กรมอนามัยปรับเกณฑ์ความหวานใหม่ "หวานปกติเท่ากับ 50%" ลดน้ำตาลครึ่งหนึ่ง ลดเสี่ยง NCDs

อัพเดทล่าสุด: 4 มี.ค. 2026
12 ผู้เข้าชม

กรมอนามัยปรับเกณฑ์ความหวานใหม่ "หวานปกติเท่ากับ 50%" ลดน้ำตาลครึ่งหนึ่ง ลดเสี่ยง NCDs

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศมาตรฐานความหวานใหม่ของเครื่องดื่มชงในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด "หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%" ซึ่งเป็นการปรับลดระดับความหวานพื้นฐานของเครื่องดื่มลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่หวานปกติ 100% เหลือเพียง 50% เพื่อลดการบริโภคน้ำตาลเกินจำเป็นของประชาชน และป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่กำลังเป็นภาระหนักของระบบสุขภาพ 

วิกฤตสุขภาพคนไทย ตัวเลขที่น่าตกใจ
การปรับมาตรฐานครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ แต่สะท้อนถึงสถานการณ์สุขภาพของคนไทยที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง:
คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน ถึง 3.5 เท่า 
โรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยไปมากกว่า 4 แสนคนต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศ 
ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี 2568 พบว่า:
ภาวะอ้วน (BMI > 25) ในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป สูงถึง ร้อยละ 45 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร 
ความชุกโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 10 (จากร้อยละ 9 ในปี 2563) 
กลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 18-34 ปี ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก 25.4% เป็น 29.5% และเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 9.5% เป็น 10.6% เมื่อเทียบกับปี 2563 
จาก "หวานน้อยสั่งได้" สู่ "หวานปกติ = หวาน 50%"
ก่อนหน้านี้ กรมอนามัยได้ขับเคลื่อนนโยบาย "หวานน้อยสั่งได้" มาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอย่างเห็นได้ชัด 

ข้อมูลจากความร่วมมือกับบริษัทไลน์แมน พบว่า:
ในปี 2567 ประเทศไทยสามารถ ลดการใช้น้ำตาลลงได้กว่า 120 ตัน 
ในปี 2568 พบว่า ประชาชนสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยสูงถึงร้อยละ 75 
จากความสำเร็จดังกล่าว กรมอนามัยจึงต่อยอดการดำเนินงานในปี 2569 ยกระดับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงทั่วประเทศ ภายใต้นโยบาย "หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%" เพื่อลดระดับความหวานพื้นฐานลงครึ่งหนึ่ง ช่วยปรับความคุ้นชินด้านรสชาติของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การลดหวานทำได้จริงในชีวิตประจำวัน 

9 แบรนด์ดังร่วมใจ ปรับสูตรลดหวาน
การขับเคลื่อนนโยบายครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมกาแฟไทย และผู้ประกอบการรายสำคัญ 7 บริษัท 9 แบรนด์ ที่ร่วมแสดงเจตนารมณ์ปรับสูตรความหวานตามมาตรฐานใหม่ทั่วประเทศ  ได้แก่:
บริษัท บางจากรีเทล จำกัด
อินทนิล
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
คาเฟ่อเมซอน (Cafe Amazon)
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
ออลล์คาเฟ่ (All Cafe), คัดสรร (Kudsan), เบลลินี่ (Bellinee's)
บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด
แบล็คแคนยอน (Black Canyon)
บริษัท อินเตอร์คอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
อินเตอร์คอฟ (InterCof)
บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)
พันธุ์ไทย
บริษัท เค.วี.เอ็น. อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด
ชาวดอย
การมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าร่วมคือกลไกสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ลดการเข้าถึงน้ำตาลโดยไม่จำเป็น และช่วยให้คนไทยมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในทุกพื้นที่  โดยการเข้าร่วมเป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ ซึ่งแต่ละแบรนด์สามารถดำเนินการได้ตามความพร้อมและบริบทของตนเอง บางแบรนด์เริ่มจากเมนูนำร่อง ขณะที่บางแบรนด์สามารถดำเนินการได้ทุกเมนู 

5 ข้อดีต่อสุขภาพเมื่อลดหวาน
กรมอนามัยยังได้นำเสนอข้อดีของการลดหวานที่มีต่อสุขภาพกายและผิวพรรณไว้อย่างน่าสนใจ :
ตัดวงจร "หน้าแก่ก่อนวัย" ลดปริมาณน้ำตาลที่จะไปทำลายโครงสร้างผิว ทำให้หน้าเด็กนานขึ้น ผิวไม่เหี่ยวเร็ว และลดการอักเสบของสิวได้อย่างชัดเจน
บอกลาอาการ "ดีดแล้วดับ" เมื่อค่าน้ำตาลในเลือดมั่นคงขึ้น ทำให้มีสมาธิทำงานหรือเรียนได้นานขึ้น ไม่หงุดหงิดง่าย และไม่รู้สึกเพลียตอนบ่าย
ลดพุงหมาน้อย น้ำตาลลดลงครึ่งหนึ่งในทุกแก้ว ช่วยให้หน้าท้องยุบลง ตัวไม่บวมน้ำ และรูปร่างกระชับขึ้น โดยไม่ต้องเน้นการออกกำลังกายที่หนักกว่าเดิม
กู้คืน "ลิ้นในการรับรสชาติ" การสั่งหวาน 50% คือจุดกึ่งกลางในการฝึกลดระดับความคุ้นชินของลิ้น (Desensitization) เมื่อทำต่อเนื่อง ลิ้นจะเริ่มรับรสธรรมชาติจากผลไม้หรือข้าวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารคลีนหรือหวานน้อยกว่า 50% อร่อยขึ้น
ตับและตับอ่อนได้พักร้อน การลดภาระให้ตับและตับอ่อน (ที่ผลิตอินซูลิน) ลงครึ่งหนึ่ง ช่วยลดความเสี่ยงไขมันพอกตับและเบาหวานในอนาคต ทำให้ระบบเผาผลาญ (Metabolism) ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
ร่างกายปรับตัวอย่างไร? ทำไม 14 วันถึงสำคัญ
โดยปกติแล้ว การผลัดเซลล์รับรสของลิ้น สำหรับรสหวาน เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14 วัน  นั่นหมายความว่า การที่เรารู้สึก "ไม่อร่อย" ในแก้วแรก เมื่อสั่งหวาน 50% จาก 100% เป็นเรื่องปกติ แต่หากเราผ่านช่วง 10-14 วันแรกไปได้ การลดหวานจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะร่างกายจะเริ่มคุ้นเคยและรับรู้ว่าความหวานระดับ 50% คือรสชาติปกติใหม่ 
นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย อธิบายว่า ระบบการรับรสของมนุษย์สามารถปรับตัวได้ เมื่อบริโภคหวานน้อยลงต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ จะเริ่มรู้สึกว่า "หวานน้อยก็อร่อยได้" และกลับไปรับรสหวานจัดไม่ได้เหมือนเดิม 

การตอบรับและการขยายผลในอนาคต
หลังเริ่มนำร่องเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภาพรวมฟีดแบ็กถือว่าดีงาม ทั้งจากภาคธุรกิจและประชาชน แม้จะมีบางส่วนตั้งข้อสงสัยหรือแสดงความไม่เห็นด้วยในช่วงแรก แต่การตั้งคำถามถือเป็นเรื่องดีเพราะแปลว่าประชาชนรับรู้ข้อมูลและเริ่มคิดตาม 
สำหรับแนวทางดำเนินงาน กรมอนามัยกำหนดกลไกปรับพฤติกรรม 2 รูปแบบ :
ลดปริมาณน้ำตาลลงครึ่งหนึ่ง แต่ผู้บริโภคสามารถเติมเพิ่มได้เอง เพื่อให้เห็นปริมาณที่เติม และค่อยๆ ลดลงทีละขั้น
ปรับแบบ "หักดิบ" ลดความหวานทันที โดยร่างกายสามารถปรับการรับรสได้ภายใน 7-14 วัน
แผนการขยายผลในระยะสั้น :
ขยายความร่วมมือไปยัง ร้านค้ารายย่อย หาบเร่แผงลอย และสตรีทฟู้ด โดยมอบป้ายสัญลักษณ์ SAN และ SAN Plus ส่งเสริมเมนูหวานน้อย พร้อมให้ความรู้ควบคู่กัน
รุกเข้าสถานศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยและโรงเรียน ภายใต้แนวคิดใหม่ "หวานที่ดีคือหวานนิดเดียว" เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมตั้งแต่วัยเด็ก โดยนำร่องที่มหาวิทยาลัยรังสิต
อยู่ระหว่างหารือกับภาคธุรกิจเรื่องการจัดกิจกรรมส่งเสริม เช่น คูปอง สะสมแต้ม หรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้เลือกเมนูหวานน้อย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน
มุมมองที่น่าสนใจ: ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ
แม้นโยบายนี้จะเป็นก้าวสำคัญ แต่ก็มีข้อสังเกตจากภาคประชาสังคมว่ามาตรการนี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคนทั้งประเทศได้จริงหรือไม่ ในเมื่อผู้บริโภคจำนวนมากยังซื้อเครื่องดื่มจากร้านรายย่อย รถเข็น และร้านค้าใกล้บ้าน 
หากมาตรการไม่สามารถขยายไปสู่ร้านขนาดเล็กได้ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความแตกต่างของรสชาติ แต่คือ ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ โดยที่บางกลุ่มเข้าถึงตัวเลือกที่ดีกว่า ขณะที่อีกจำนวนมากยังเผชิญความเสี่ยงในระดับเดิม การดูแลสุขภาพจึงไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่ระบบต้องช่วยทำให้ตัวเลือกที่ดี กลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน 

สรุป
นโยบาย "หวานปกติ = หวาน 50%" เป็นการปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงครั้งสำคัญของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการลดการบริโภคน้ำตาลของประชาชน ลดความเสี่ยงโรค NCDs และสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนไทย การประกาศมาตรฐานความหวานใหม่ครั้งนี้ มาพร้อมกับแคมเปญส่งเสริมในช่วงเดือนแห่งความรักว่า "รักดีต่อใจ เริ่มที่หวานปกติ = 50%" เพื่อตอกย้ำว่าการลดหวานคือการดูแลหัวใจและสุขภาพของคนไทย


บทความที่เกี่ยวข้อง
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ