แชร์

เตือนคนกินยาลดความอ้วนกลุ่ม GLP-1 ก่อนผ่าตัดหรือส่องกล้อง ต้องแจ้งหมอ! เสี่ยงสำลักเศษอาหารแม้งดน้ำงดอาหารแล้ว

อัพเดทล่าสุด: 20 มี.ค. 2026
51 ผู้เข้าชม

เตือนคนกินยาลดความอ้วนกลุ่ม GLP-1 ก่อนผ่าตัดหรือส่องกล้อง ต้องแจ้งหมอ! เสี่ยงสำลักเศษอาหารแม้งดน้ำงดอาหารแล้ว

ข่าวดีของคนลดน้ำหนัก มาพร้อมข้อควรระวังสำคัญ!
ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonists (GLP-1 RAs) เช่น เซมากลูไทด์ (Semaglutide) ในชื่อการค้า Ozempic®, Wegovy®, Rybelsus® หรือ ไทร์เซปาไทด์ (Tirzepatide) ใน Mounjaro®, Zepbound® กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาล 

แต่รู้หรือไม่? หากคุณกำลังใช้ยาเหล่านี้อยู่ และต้องเข้ารับการ ผ่าตัดที่ต้องวางยาสลบ หรือ การตรวจส่องกล้องกระเพาะอาหาร คุณอาจมีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง!

งานวิจัยชี้: กินยาลดน้ำหนัก แล้วท้องยังไม่ว่าง!
กลไกการออกฤทธิ์สำคัญของยา GLP-1 คือการ ชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ทำให้เรารู้สึกอิ่มนานขึ้น ไม่หิวบ่อย   แต่ผลข้างเคียงนี้เองที่สร้างความกังวลให้กับวิสัญญีแพทย์และแพทย์ผู้ทำหัตถการ

ผลวิจัยพบว่า:
แม้ผู้ป่วยจะงดน้ำและอาหารตามมาตรฐาน (งดของแข็ง 6-8 ชั่วโมง, งดน้ำใส 2 ชั่วโมง) ก่อนการส่องกล้อง แต่ผู้ที่ใช้ยา GLP-1 ยังคงมี "เศษอาหารตกค้างในกระเพาะ" ในปริมาณที่มีนัยสำคัญ  
มีรายงานผู้ป่วยที่หยุดยา GLP-1 มาแล้ว มากกว่า 6 วัน และงดอาหารมาแล้วเกิน 8 ชั่วโมง แต่ยังพบเศษอาหารในกระเพาะระหว่างการส่องกล้อง! 
กรณีศึกษาพบผู้ป่วยที่ใช้ยาเซมากลูไทด์ ซึ่งงดอาหารแข็งมานานกว่า 10 ชั่วโมง แต่ยังมีอาหารตกค้างในกระเพาะจำนวนมากขณะวางยาสลบ 
อันตรายคืออะไร? เสี่ยง "สำลัก" เศษอาหารเข้าปอด
เมื่อกระเพาะอาหารยังมีเศษอาหารค้างอยู่ การใส่ท่อช่วยหายใจหรือการให้ยาสลบอาจทำให้เกิดการ "สำลัด" (Pulmonary Aspiration) คือเศษอาหารหรือของเหลวในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นไปหลอดลมและปอด ซึ่งอาจนำไปสู่:
ปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง
ภาวะหายใจล้มเหลว
ในรายที่รุนแรงอาจเสียชีวิตได้ 
แนวทางปฏิบัติล่าสุด: ต้องทำอย่างไร?
ปัจจุบันแนวทางการจัดการผู้ป่วยที่ใช้ยา GLP-1 ก่อนผ่าตัดหรือทำหัตถการมีการพัฒนาและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อสรุปจากสมาคมวิชาชีพชั้นนำ ดังนี้:

1.ปรึกษาแพทย์และแจ้งประวัติการใช้ยา:
สำคัญที่สุด: คุณต้องแจ้งวิสัญญีแพทย์และศัลยแพทย์ให้ทราบว่าคุณกำลังใช้ยา GLP-1 อยู่ พร้อมทั้งชื่อยา ขนาด และระยะเวลาที่ใช้
แพทย์จะประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ชนิดของยา (แบบฉีดรายสัปดาห์หรือแบบกินทุกวัน) ขนาดยา ระยะเวลาที่ใช้ อาการข้างเคียง (เช่น คลื่นไส้ อาเจียน) และชนิดของการผ่าตัด 

2. การหยุดยาก่อนทำหัตถการ:
แนวทางเดิม (ASA 2023): แนะนำให้หยุดยาชนิดฉีดรายสัปดาห์ 1 สัปดาห์ ก่อนผ่าตัด และหยุดยาชนิดกินทุกวัน 1 วัน ก่อนผ่าตัด 
แนวทางใหม่ (2024-2025): สมาคมหลายแห่งเริ่มปรับคำแนะนำ โดยผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงสูง อาจ ไม่จำเป็นต้องหยุดยา แต่ต้องปรับเปลี่ยนการเตรียมตัวก่อนผ่าตัดแทน  
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อยู่ในช่วงเพิ่มขนาดยา ใช้ยาขนาดสูง หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ควรพิจารณาหยุดยาตามแนวทางเดิม หรือเลื่อนการผ่าตัดออกไปก่อน  

3. การงดน้ำงดอาหารที่เข้มงวดขึ้น:
แนวทางล่าสุดจาก SPAQI (Society for Perioperative Assessment and Quality Improvement) แนะนำให้ผู้ใช้ยา GLP-1 งดอาหารแข็งเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนการวางยาสลบ และดื่มได้เฉพาะน้ำใสในช่วงดังกล่าว  
งดน้ำใสทุกชนิด 4 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ 

4. การใช้เทคโนโลยีช่วยประเมิน:
ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม แพทย์อาจใช้ เครื่องอัลตราซาวนด์ตรวจกระเพาะอาหาร (Point-of-Care Gastric Ultrasound) ก่อนทำหัตถการ เพื่อตรวจดูว่ายังมีเศษอาหารตกค้างหรือไม่ หากพบว่าท้องว่างก็สามารถทำหัตถการได้อย่างปลอดภัย   

ข้อควรรู้เพิ่มเติม:
ความเสี่ยงยังต่ำ: แม้จะพบเศษอาหารตกค้าง แต่จากการรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยกว่า 200,000 ราย พบว่าอัตราการเกิดภาวะสำลักเศษอาหารในผู้ใช้ยา GLP-1 อยู่ที่ประมาณ 0.16% ซึ่งไม่แตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ   ดังนั้นไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ต้องระมัดระวัง
ผู้ป่วยเบาหวานต้องสมดุล: การหยุดยา GLP-1 ในผู้ป่วยเบาหวานอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งก็เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดเช่นกัน แพทย์จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงทั้งสองด้าน  

ข้อสรุป:
หากคุณกำลังใช้ยาลดความอ้วนกลุ่ม GLP-1 และมีแผนจะเข้ารับการผ่าตัดหรือตรวจส่องกล้อง:
อย่าปิดบังข้อมูลแจ้งแพทย์ทุกครั้ง
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เกี่ยวกับการหยุดยาและการงดน้ำงดอาหาร
หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องอืดมาก ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการ
การเตรียมตัวที่ดีและการสื่อสารกับทีมแพทย์อย่างเปิดเผย จะช่วยให้คุณผ่านพ้นหัตถการต่างๆ ไปได้อย่างปลอดภัย แม้จะใช้ยาลดความอ้วนอยู่ก็ตาม


บทความที่เกี่ยวข้อง
“ใจสั่น” เกิดจากอะไร? สัญญาณเตือนภัยจากร่างกายที่คุณไม่ควรมองข้าม
ใจสั่นแบบไหนอันตราย? เปิดสาเหตุของอาการใจสั่น ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน (คาเฟอีน ความเครียด) ไปจนถึงโรคที่ต้องระวัง (หัวใจเต้นผิดจังหวะ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เกลือแร่ผิดปกติ) พร้อมเช็กสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์
ข่าวดีของคุณแม่ลูกสาว! รัฐบาลไฟเขียว ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูกฟรี เริ่มกลุ่มเด็กอายุ 13 ปี
รัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV) ฟรี! กระทรวงสาธารณสุขเตรียมขยายสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกซึ่งเป็นมะเร็งอันดับต้นๆ
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้