แชร์

โรค : อหิวาตกโรค

อัพเดทล่าสุด: 29 มี.ค. 2025
523 ผู้เข้าชม

อหิวาตกโรค

เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหารจากแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน เริ่มด้วยอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำอย่างมากโดยไม่มีอาการปวดท้อง บางรายอุจจาระขาวขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว บางครั้งมีคลื่นไส้ อาเจียน สูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด และการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว สำหรับเชื้อโรคอุจจาระร่วงอย่างแรง(อหิวาตกโรค) ชนิด El Tor biotype ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ ในรายรุนแรงน้อยอาจพบแต่อาการถ่ายเป็นน้ำ พบได้บ่อยในเด็ก ในรายที่มีอาการรุนแรงและไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจตายในเวลา 2-3 ชั่วโมง และอัตราป่วยตายสูงมากกว่าร้อยละ 50 แต่ถ้าได้รับการรักษาถูกต้องและทันท่วงที อัตราป่วยตายจะลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 1

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อ Vibrio cholerae serogroup O(โอ)1 ซึ่งมี 2 biotypes คือ classical และ El Tor แต่ละ biotype แบ่งออกได้เป็น 3 serotypes คือ Inaba, Ogawa และ Hikojima เชื้อเหล่านี้จะสร้างสารพิษเรียกว่า Cholera toxin ทำให้เกิดอาการป่วยคล้ายกัน ปัจจุบันพบว่าการระบาดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ biotype El Tor เป็นหลักแทบไม่พบ biotype classical เลย ในปี พ.ศ. 2535-2536 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในอินเดียและบังคลาเทศสาเหตุเกิดจากเชื้อสายพันธุ์ใหม่คือ Vibrio cholerae O139 โดยที่ครั้งแรกตรวจพบสาเหตุการระบาดจากเชื้อ V. cholerae non O1 ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับ V. cholerae antiserun O2-O138 ซึ่งปรกติกลไกก่อโรคจากเชื้อกลุ่มนี้มิได้เกิดจาก Cholera toxin สายพันธุ์ใหม่ที่พบสามารถสร้าง Cholera toxin ได้เหมือน Vibrio cholerae O1 ต่างกันที่โครงสร้าง Lipopolysaccharides (LPS) ที่เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ของเชื้อ อาการทางคลินิกและลักษณะทางระบาดวิทยาเหมือนกับโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงทุกประการ ดังนั้นองค์การอนามัยโลกแนะนำให้รายงานว่าเป็นโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงด้วย สำหรับเชื้อ V. cholerae ในปัจจุบันมีถึง 194 serogroups การรายงานเชื้อที่ไม่ใช่ทั้ง O1 และ O139 ให้เรียกว่าเป็น V. cholerae non O1/non O139 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อให้เกิดอาการกระเพาะและลำไส้อักเสบ เชื้อ V. cholerae non O1/non O139 บาง serotypes อาจผลิต cholera toxin ก่อให้เกิดอาการคล้ายโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงได้ จึงจำเป็นต้องตรวจการสร้างสารพิษชนิดนี้ด้วยเพื่อป้องกันการระบาดใหญ่

อาการ
ถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก มีเนื้ออุจจาระน้อย เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันร่วมกับมีอาการและอาการแสดงของการขาดน้ำอย่างรวดเร็วและรุนแรง อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่ไม่มีไข้ ไม่ปวดท้อง

การวินิจฉัยโรค
ใช้วิธีการเพาะเชื้อจากอุจจาระหรือดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด darkfield หรือ phase contrast จะเห็นลักษณะการเคลื่อนที่แบบเฉพาะของเชื้อ Vibrio ซึ่งจะถูกยับยั้งด้วย antiserum จำเพาะ ในพื้นที่ที่เกิดการติดเชื้อใหม่ๆ การแยกเชื้อต้องยืนยันด้วยการทดสอบทางชีวเคมีเบื้องต้น ถ้าเป็นไปได้ควรทดสอบดูด้วยว่าเชื้อโรคผลิตสารพิษด้วยหรือไม่ ในพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตโรคประจำถิ่น เชื้อที่แยกได้จากผู้ป่วยที่ต้องสงสัยรายแรกๆ ต้องยืนยันโดยการทดสอบทางชีวเคมีและซีโรโลยี่ที่เหมาะสมและสารพิษที่เชื้อสร้างขึ้นด้วย

การรักษา
จำเป็นต้องรีบให้การรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยสารน้ำที่ประกอบด้วยสารละลายเกลือแร่ในปริมาณที่พอเพียงเพื่อแก้ไขภาวะเลือดเป็นกรดและภาวะโปแตสเซียมในเลือดต่ำ ในผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถให้การรักษาโดยให้สารละลายดังกล่าวทางปาก ในปริมาณที่เทียบเท่ากับปริมาณน้ำที่สูญเสียไปโดยประมาณคือ ร้อยละ 5 ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในรายที่เป็นน้อยร้อยละ 7 ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในรายที่มีอาการปานกลาง และร้อยละ 10 ในผู้ป่วยมีอาการช็อค ควรให้น้ำเกลือ isotonic ทางหลอดเลือดทันที น้ำเกลือควรประกอบด้วยไบคาร์บอเนต (อะซิเตรต หรือแล็กเตตไอออน) 24-48 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร และ 10-15 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตรของโปแตสเซียม เช่น Dacca solution หรือ Ringers lactate ภายหลังการให้สารน้ำทางหลอดเลือดจนกระแสไหลเวียนโลหิตดีขึ้นแล้ว จึงเปลี่ยนมาให้ทางปากได้เพื่อรักษาความคงตัวของสมดุลสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรค : ไขมันในเลือดสูง
ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่ง (ลิปิด) ที่พบในเลือดมากที่สุดในร่างกาย คอเลสเตอรอลเป็นอีกชนิดหนึ่ง เก็บไว้ในเซลล์ไขมันเพื่อใช้ในภายหลัง ไตรกลีเซอไรด์เป็นพลังงานหลักหากกินปริมาณปกติมีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดี แต่การกินไขมันมากกว่าที่ร่างกายเผาผลาญอาจนำไปสู่ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง(ภาวะไขมันในเลือดสูง) ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงอาจส่งผลให้การแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (atherosclerosis) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวาย และโรคหัวใจ เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการเมตาบอลิซึมซึ่งรวมถึงไขมันรอบ ๆ รอบเอว มากเกินไป ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ระดับคอเลสเตอรอลที่ผิดปกติ บางครั้งระดับไตรกลีเซอไรด์สูงหมายถึงควบคุมได้ไม่ดี เบาหวานชนิดที่ 2 ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (พร่อง) โรคตับ ไต หรือโรคทางพันธุกรรมที่หายาก
Anxiety Disorders ในผู้หญิง:  ทำไมพบมากกว่าผู้ชาย 2 เท่า Neurobiological  explanation?
ทำไมผู้หญิงถึงเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Disorders) สูงกว่าผู้ชายเกือบ 2 เท่า? บทความนี้รวบรวมคำอธิบายทาง Neurobiological (ประสาทชีววิทยา) ล่าสุดจากงานวิจัยระดับโลก เจาะลึกความแตกต่างของโครงสร้างและหน้าที่ของสมอง เช่น Amygdala (ต่อมทอนซิล) ที่พบว่ามี basal glutamatergic และ GABAergic synaptic function สูงกว่าในเพศหญิง, การตอบสนองของ HPA Axis (แกนความเครียด) ที่แตกต่าง, อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ estrogen และ progesterone ต่อ fear extinction และ anxiety-like behavior รวมถึงบทบาทสำคัญของ GPER (G protein-coupled estrogen receptor) ในการ modulate ความกลัวและความวิตกกังวล และการค้นพบทางพันธุกรรม (Genome-wide association studies) ที่เผยให้เห็น genetic architecture บางส่วนที่แตกต่างกันระหว่างสองเพศ อัปเดตหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
HPA Axis กับ Sleep: ทำไมการนอนน้อยทำลายฮอร์โมนผู้หญิงได้อย่างน่ากลัว
รู้หรือไม่? "นอนน้อย" ไม่ได้แค่ทำให้ง่วง แต่ร้ายแรงถึงขั้นทำลายสมดุลฮอร์โมนผู้หญิง! เจาะลึกกลไกผ่าน HPA Axis (แกน hypothalamic-pituitary-adrenal) ฮอร์โมนความเครียดที่ถูกกระตุ้นเมื่อนอนไม่พอ งานวิจัยชี้ว่า sleep fragmentation ทำลาย cortisol rhythm โดยเพิ่มระดับก่อนนอน 27% และลด cortisol ตื่นเช้า 57% นอกจากนี้ยังส่งผลต่อ estradiol, เพิ่มความเสี่ยง metabolic disease, ไขมันหน้าท้อง และอาจนำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก ทำความเข้าใจเพื่อป้องกันก่อนสาย
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้