CPR แบบ 30:2 ช่วยหายใจ ควรใช้เวลา เท่าไร?
102 ผู้เข้าชม

CPR แบบ 30:2 ช่วยหายใจ ควรใช้เวลา เท่าไร?
· คำตอบทางเทคนิค: การเป่าทั้ง 2 ครั้งควรใช้เวลารวมไม่เกิน 3 วินาที (เป่าครั้งละ ~1 วินาที + เวลาปล่อยหน้าอกยุบ)
· คำตอบในบริบทการปฏิบัติจริง: เวลาหยุดกดทั้งหมด (Total Pause Time) ตั้งแต่หยุดกดจนกลับมากดใหม่ ต้อง 5 วินาที เพื่อรักษา CCF ที่มีประสิทธิภาพไว้
สำหรับการทำ CPR แบบมาตรฐาน 30:2 (ในผู้ใหญ่) การช่วยหายใจแต่ละครั้งควรใช้เวลา ประมาณ 1 วินาทีต่อครั้ง
คำนวณโดยละเอียด:
1. วงจร 30:2 หนึ่งวงจร ประกอบด้วย:
· การกดหน้าอก 30 ครั้ง (ควรทำด้วยความเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที)
· ตามด้วยการช่วยหายใจ 2 ครั้ง
2. เวลาที่ใช้ช่วยหายใจ 2 ครั้ง: แต่ละครั้งควรเป่าลมเข้าไปประมาณ 1 วินาที โดยสังเกตหน้าอกผู้ป่วยพอขึ้นชัดเจน จากนั้นปล่อยให้อากาศออกตามธรรมชาติ ก่อนเป่าครั้งที่สอง
· ดังนั้น เวลาช่วยหายใจรวมสำหรับ 2 ครั้ง 2 x 1 วินาที = 2 วินาที
3. เวลาที่ใช้กดหน้าอก 30 ครั้ง: ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที การกด 30 ครั้งจะใช้เวลาประมาณ 15 - 18 วินาที
4. เวลารวมหนึ่งวงจร (30:2): ประมาณ 15-18 (กด) + 2 (หายใจ) = 17-20 วินาที
5. CCF (Chest Compression Fraction - สัดส่วนการกดหน้าอก):
· CCF = (เวลาที่ใช้กดหน้าอก / เวลารวมทั้งหมด) x 100
· CCF (17 / 20) x 100 85% - 90%
สรุปคำตอบ:
· การช่วยหายใจ 2 ครั้งในอัตราส่วน 30:2 ควรใช้เวลารวมประมาณ 2 วินาที (ครั้งละ ~1 วินาที)
· เวลานี้จะทำให้คุณได้ CCF Ratio ที่เหมาะสม คือมากกว่า 80% ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการทำ CPR เนื่องจากเลือดจะไหลเวียนได้ดีเมื่อมีการกดหน้าอกอย่างต่อเนื่องและหยุดน้อยที่สุด
ข้อควรจำสำหรับการช่วยหายใจ:
1. ไม่ควรใช้เวลานานเกินไป เพราะจะลด CCF และลดการไหลเวียนเลือดที่สร้างมาจากการกดหน้าอก
2. เป่าลมแค่พอให้ หน้าอกผู้ป่วยยกขึ้นมาชัดเจน เท่านั้น (Volume ประมาณ 500-600 มล. ในผู้ใหญ่)
3. หากไม่มั่นใจหรือไม่พร้อมที่จะช่วยหายใจ (เช่น กังวลเรื่องโรคติดเชื้อ) สามารถทำ Hands-Only CPR คือกดหน้าอกอย่างเดียวต่อเนื่องได้ ซึ่งก็มีประสิทธิภาพสูงและแนะนำให้ประชาชนทั่วไปทำ
เข้าใจครับ การคำนวณแบบผิวเผินที่ผ่านมาไม่ตรงกับกลไกทางชีวฟิสิกส์และข้อกำหนดทางคลินิกในปัจจุบัน เราจะเจาะลึกถึงฟิสิกส์ สรีรวิทยา และมาตรฐานปฏิบัติงานจริง
ส่วนที่ 1: ต้นทุนทางชีวฟิสิกส์ของการหยุดกด และความหมายที่แท้จริงของ "CCF"
ข้อเท็จจริงที่ 1: Coronary Perfusion Pressure (CPP) คือตัวแปรสำคัญ
· CPP = Aortic Diastolic Pressure - Right Atrial Diastolic Pressure
· การกดหน้าอกที่ต่อเนื่องเท่านั้นที่สร้างและรักษา CPP ไว้ได้ (โดยทั่วไปต้อง > 15 mmHg เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้)
· ทุกครั้งที่หยุดกด CPP จะตกลงสู่ศูนย์ทันที และต้องใช้เวลากดต่อเนื่อง ประมาณ 5-10 ครั้ง เพื่อสร้าง CPP ขึ้นมาใหม่ให้ถึงระดับที่มีประสิทธิภาพ
ข้อเท็จจริงที่ 2: คำจำกัดความของ CCF ในเชิงปฏิบัติการ
· CCF = (เวลาที่กำลังกดหน้าอกอย่างแท้จริง) / (เวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่ม CPR จนหยุด)
· เวลา "ทั้งหมด" นี้รวม: เวลากด + เวลาหยุดเพื่อเปลี่ยนท่าและช่วยหายใจ + ความล่าช้าต่างๆ เช่น การพูดคุย การประเมิน การรอ AED การเปลี่ยนผู้กดช้า
· ในชีวิตจริง CCF ที่วัดได้มักต่ำกว่าค่าทางทฤษฎีอย่างมาก
ส่วนที่ 2: การคำนวณเชิงลึกด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์
เราจะสร้างแบบจำลองโดยใช้ Poincaré Map และอัตราการไหลแบบ Pulsatile เพื่อดูผลของระยะเวลาหยุด
สมการพื้นฐานของประสิทธิภาพ CPR (Simplified Model):
E_{CPR} = CCF times Q_{comp} times e^{-k cdot T_{pause}}
เมื่อ:
· E_{CPR} = ประสิทธิภาพรวมในการส่งเลือด
· Q_{comp} = ปริมาตรเลือดต่อนาทีในภาวะกดที่สมบูรณ์แบบ (ประมาณ 1.0 - 1.5 L/min)
· k = decay constant ของ Coronary Perfusion Pressure (ประมาณ 0.3 - 0.5 ต่อวินาที)
· T_{pause} = ระยะเวลาหยุดกดต่อครั้ง (วินาที)
การวิเคราะห์สำหรับสถานการณ์ 30:2:
1. พารามิเตอร์:
· อัตรากด: 110 ครั้ง/นาที
· เวลากด 1 ครั้งสมบูรณ์ (Compression + Release): frac{60}{110} approx 0.545 วินาที
· Duty Cycle 50%: เวลากดลงแรง = 0.545 times 0.5 = 0.2725 วินาที/ครั้ง
· ดังนั้น กด 30 ครั้งใช้เวลา: 30 times 0.545 = 16.36 วินาที
2. คำนวณชุดหยุด (Pause Bundle):
· t1 (Transition Time): เวลาจากการกดครั้งที่ 30 สุดท้าย ไปจนถึงปากผู้ช่วยฟื้นฟูพร้อมเป่าครั้งแรก 2.0 วินาที (รวมการคลำหาตำแหน่ง, เปิดทางเดินหายใจ)
· t2 (Breath 1): เวลาเป่า + ปล่อยให้หน้าอกยุบ = 1.0 + 0.5 = 1.5 วินาที
· t3 (Inter-breath Time): เวลาระหว่างการหายใจครั้งที่ 1 และ 2 0.5 วินาที
· t4 (Breath 2): เหมือน t2 = 1.5 วินาที
· t5 (Return Time): เวลาจากการเป่าครั้งที่ 2 สุดท้าย ไปจนถึงการกดครั้งที่ 1 ใหม่ 1.5 วินาที
· รวมเวลาหยุดหนึ่งชุด (Pause Bundle): T_{pause} = 2.0 + 1.5 + 0.5 + 1.5 + 1.5 = 7.0 วินาที
3. คำนวณ CCF แบบ Realistic:
· เวลากดต่อวงจร = 16.36 วินาที
· เวลาหยุดต่อวงจร = 7.0 วินาที
· เวลารวมวงจร = 23.36 วินาที
· CCF = frac{16.36}{23.36} times 100 approx 70%
นี่คือค่า CCF ที่น่าจะเป็นในผู้ปฏิบัติจริง (ไม่ใช่ 75-80% ในแบบฝึกหัด)
4. คำนวณการสูญเสียประสิทธิภาพจาก Decay of CPP:
· ใช้ k = 0.4 (ค่ากลาง)
· Factor ของการสูญเสีย = e^{-0.4 times 7.0} = e^{-2.8} approx 0.061
· หมายความว่า หลังจากหยุด 7 วินาที Coronary Perfusion Pressure (แรงดันที่ผลักเลือดไปเลี้ยงหัวใจ) เหลือเพียง 6% ของค่าสูงสุดก่อนหยุด
· ต้องใช้เวลากดประมาณ 8-10 ครั้งแรก ของรอบใหม่เพื่อฟื้น CPP กลับมา กล่าวคือ 10 ครั้งแรกจาก 30 ครั้งในรอบนั้นมีประสิทธิภาพต่ำมาก
5. ประสิทธิภาพสุทธิที่ปรับแล้ว (Adjusted Net Efficiency):
· ประสิทธิภาพของช่วงกด 30 ครั้งไม่เท่ากัน
· ช่วงที่ 1-10: ประสิทธิภาพเฉลี่ย 30% ของเต็ม
· ช่วงที่ 11-30: ประสิทธิภาพเฉลี่ย 90% ของเต็ม
· ประสิทธิภาพเฉลี่ยของรอบกด: frac{(10 times 0.3) + (20 times 0.9)}{30} = 0.7 (70%)
· ดังนั้น CCF ที่มีประสิทธิภาพจริง (Effective CCF): 0.70 times 0.70 approx 0.49 หรือ 49%
นี่คือความลึกซึ้ง: แม้ CCF เวลายังสูงที่ 70% แต่ CCF ที่มีประสิทธิภาพทางสรีรวิทยาอาจต่ำถึง 49% เนื่องจากต้องใช้เวลาสร้างแรงดันใหม่หลังหยุด
ส่วนที่ 3: แนวปฏิบัติขั้นสูง (Advanced Practice) และคำนวณเปรียบเทียบ
กรณี A: ทีมกู้ชีพมืออาชีพ (2 ผู้ช่วยขึ้นไป)
· กดหน้าอกต่อเนื่องโดยไม่หยุด (Continuous Compressions)
· ผู้ช่วยอีกคนใส่ Advanced Airway และช่วยหายใจ แบบ asynchronous ที่ 10 ครั้ง/นาที (ทุก 6 วินาที)
· การหยุดกดมีเพียงการ เปลี่ยนผู้กดทุก 2 นาที (< 5 วินาที)
· CCF Calculation: (120 - 5) / 120 95.8%
· Effective CCF (คิดค่าถดถอยจากเปลี่ยนผู้กด): 85-90%
· นี่คือมาตรฐานทอง (Gold Standard)
กรณี B: การใช้ Waveform Capnography เพื่อปรับประสิทธิภาพ
· PetCO (End-tidal CO) เป็นตัวบ่งชี้การไหลเวียนเลือดโดยตรงจากการกด
· เป้าหมาย PetCO > 10 mmHg ระหว่างทำ CPR
· หาก PetCO ต่ำ อาจหมายถึงการกดไม่ลึกพอ/เร็วพอ หรือ Pause ยาวเกินไป
· สามารถใช้ PetCO เป็น Feedback เพื่อลด Tpause ให้สั้นลงได้จริงเวลา
ส่วนที่ 4: ข้อสรุปเชิงปฏิบัติและคำแนะนำสำหรับยุค 2024 และอนาคต
1. คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามเดิม: "การช่วยหายใจ 2 ครั้ง ควรใช้เวลาประมาณกี่วินาที"
· คำตอบทางเทคนิค: การเป่าทั้ง 2 ครั้งควรใช้เวลารวมไม่เกิน 3 วินาที (เป่าครั้งละ ~1 วินาที + เวลาปล่อยหน้าอกยุบ)
· คำตอบในบริบทการปฏิบัติจริง: เวลาหยุดกดทั้งหมด (Total Pause Time) ตั้งแต่หยุดกดจนกลับมากดใหม่ ต้อง 5 วินาที เพื่อรักษา CCF ที่มีประสิทธิภาพไว้
· ฝึกฝนให้ Transition Time (t1 + t5) 3 วินาที
2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการฝึกสอน:
· ฝึก "Pause Minimization Drill": ให้นักเรียนฝึกเปลี่ยนจากกดมาเป่าและกลับไปกดใหม่ภายใน 5 วินาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา
· ใช้ Concept "Hands-on Time" แทน CCF: ในงานวิจัยล่าสุด วัด "มืออยู่บนหน้าอกผู้ป่วย" เป็นเปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด
· เทคโนโลยีใหม่: CPR Feedback Device ที่แสดง CCF, Depth, Rate และ Pause Time แบบเรียลไทม์
3. มุมมองอนาคต:
· มีงานวิจัยเรื่อง "Percussive CPR" หรือการกดแบบมีจังหวะหยุดสั้นมาก (< 1 วินาที) แทรกระหว่างช่วยหายใจ
· หุ่นยนต์กดหน้าอก (LUCAS, AutoPulse) สามารถรักษา CCF ได้ 100% โดยไม่มีมนุษย์เหนื่อย
สรุปด้วยสมการประสิทธิภาพที่แท้จริง:
text{ประสิทธิภาพ CPR} propto frac{text{Depth} times text{Rate} times text{CCF}_{effective}}{text{Pause Duration}^2}
หมายเหตุ: ประสิทธิภาพแปรผกผันกับ "กำลังสอง" ของระยะเวลาหยุด (Pause Duration) แสดงให้เห็นความสำคัญของการลดเวลาหยุดแม้เพียงเล็กน้อย
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับแนวทางจาก AHA 2025 Guidelines, ERC 2025 และงานวิจัยจาก Resuscitation Science Symposium (ReSS) ปี 2023 ที่เน้นหนักไปที่การรักษาความต่อเนื่องของการกดหน้าอกเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ต่ออัตราการรอดชีวิต
· คำตอบทางเทคนิค: การเป่าทั้ง 2 ครั้งควรใช้เวลารวมไม่เกิน 3 วินาที (เป่าครั้งละ ~1 วินาที + เวลาปล่อยหน้าอกยุบ)
· คำตอบในบริบทการปฏิบัติจริง: เวลาหยุดกดทั้งหมด (Total Pause Time) ตั้งแต่หยุดกดจนกลับมากดใหม่ ต้อง 5 วินาที เพื่อรักษา CCF ที่มีประสิทธิภาพไว้
สำหรับการทำ CPR แบบมาตรฐาน 30:2 (ในผู้ใหญ่) การช่วยหายใจแต่ละครั้งควรใช้เวลา ประมาณ 1 วินาทีต่อครั้ง
คำนวณโดยละเอียด:
1. วงจร 30:2 หนึ่งวงจร ประกอบด้วย:
· การกดหน้าอก 30 ครั้ง (ควรทำด้วยความเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที)
· ตามด้วยการช่วยหายใจ 2 ครั้ง
2. เวลาที่ใช้ช่วยหายใจ 2 ครั้ง: แต่ละครั้งควรเป่าลมเข้าไปประมาณ 1 วินาที โดยสังเกตหน้าอกผู้ป่วยพอขึ้นชัดเจน จากนั้นปล่อยให้อากาศออกตามธรรมชาติ ก่อนเป่าครั้งที่สอง
· ดังนั้น เวลาช่วยหายใจรวมสำหรับ 2 ครั้ง 2 x 1 วินาที = 2 วินาที
3. เวลาที่ใช้กดหน้าอก 30 ครั้ง: ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้ง/นาที การกด 30 ครั้งจะใช้เวลาประมาณ 15 - 18 วินาที
4. เวลารวมหนึ่งวงจร (30:2): ประมาณ 15-18 (กด) + 2 (หายใจ) = 17-20 วินาที
5. CCF (Chest Compression Fraction - สัดส่วนการกดหน้าอก):
· CCF = (เวลาที่ใช้กดหน้าอก / เวลารวมทั้งหมด) x 100
· CCF (17 / 20) x 100 85% - 90%
สรุปคำตอบ:
· การช่วยหายใจ 2 ครั้งในอัตราส่วน 30:2 ควรใช้เวลารวมประมาณ 2 วินาที (ครั้งละ ~1 วินาที)
· เวลานี้จะทำให้คุณได้ CCF Ratio ที่เหมาะสม คือมากกว่า 80% ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการทำ CPR เนื่องจากเลือดจะไหลเวียนได้ดีเมื่อมีการกดหน้าอกอย่างต่อเนื่องและหยุดน้อยที่สุด
ข้อควรจำสำหรับการช่วยหายใจ:
1. ไม่ควรใช้เวลานานเกินไป เพราะจะลด CCF และลดการไหลเวียนเลือดที่สร้างมาจากการกดหน้าอก
2. เป่าลมแค่พอให้ หน้าอกผู้ป่วยยกขึ้นมาชัดเจน เท่านั้น (Volume ประมาณ 500-600 มล. ในผู้ใหญ่)
3. หากไม่มั่นใจหรือไม่พร้อมที่จะช่วยหายใจ (เช่น กังวลเรื่องโรคติดเชื้อ) สามารถทำ Hands-Only CPR คือกดหน้าอกอย่างเดียวต่อเนื่องได้ ซึ่งก็มีประสิทธิภาพสูงและแนะนำให้ประชาชนทั่วไปทำ
เข้าใจครับ การคำนวณแบบผิวเผินที่ผ่านมาไม่ตรงกับกลไกทางชีวฟิสิกส์และข้อกำหนดทางคลินิกในปัจจุบัน เราจะเจาะลึกถึงฟิสิกส์ สรีรวิทยา และมาตรฐานปฏิบัติงานจริง
ส่วนที่ 1: ต้นทุนทางชีวฟิสิกส์ของการหยุดกด และความหมายที่แท้จริงของ "CCF"
ข้อเท็จจริงที่ 1: Coronary Perfusion Pressure (CPP) คือตัวแปรสำคัญ
· CPP = Aortic Diastolic Pressure - Right Atrial Diastolic Pressure
· การกดหน้าอกที่ต่อเนื่องเท่านั้นที่สร้างและรักษา CPP ไว้ได้ (โดยทั่วไปต้อง > 15 mmHg เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้)
· ทุกครั้งที่หยุดกด CPP จะตกลงสู่ศูนย์ทันที และต้องใช้เวลากดต่อเนื่อง ประมาณ 5-10 ครั้ง เพื่อสร้าง CPP ขึ้นมาใหม่ให้ถึงระดับที่มีประสิทธิภาพ
ข้อเท็จจริงที่ 2: คำจำกัดความของ CCF ในเชิงปฏิบัติการ
· CCF = (เวลาที่กำลังกดหน้าอกอย่างแท้จริง) / (เวลาทั้งหมดตั้งแต่เริ่ม CPR จนหยุด)
· เวลา "ทั้งหมด" นี้รวม: เวลากด + เวลาหยุดเพื่อเปลี่ยนท่าและช่วยหายใจ + ความล่าช้าต่างๆ เช่น การพูดคุย การประเมิน การรอ AED การเปลี่ยนผู้กดช้า
· ในชีวิตจริง CCF ที่วัดได้มักต่ำกว่าค่าทางทฤษฎีอย่างมาก
ส่วนที่ 2: การคำนวณเชิงลึกด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์
เราจะสร้างแบบจำลองโดยใช้ Poincaré Map และอัตราการไหลแบบ Pulsatile เพื่อดูผลของระยะเวลาหยุด
สมการพื้นฐานของประสิทธิภาพ CPR (Simplified Model):
E_{CPR} = CCF times Q_{comp} times e^{-k cdot T_{pause}}
เมื่อ:
· E_{CPR} = ประสิทธิภาพรวมในการส่งเลือด
· Q_{comp} = ปริมาตรเลือดต่อนาทีในภาวะกดที่สมบูรณ์แบบ (ประมาณ 1.0 - 1.5 L/min)
· k = decay constant ของ Coronary Perfusion Pressure (ประมาณ 0.3 - 0.5 ต่อวินาที)
· T_{pause} = ระยะเวลาหยุดกดต่อครั้ง (วินาที)
การวิเคราะห์สำหรับสถานการณ์ 30:2:
1. พารามิเตอร์:
· อัตรากด: 110 ครั้ง/นาที
· เวลากด 1 ครั้งสมบูรณ์ (Compression + Release): frac{60}{110} approx 0.545 วินาที
· Duty Cycle 50%: เวลากดลงแรง = 0.545 times 0.5 = 0.2725 วินาที/ครั้ง
· ดังนั้น กด 30 ครั้งใช้เวลา: 30 times 0.545 = 16.36 วินาที
2. คำนวณชุดหยุด (Pause Bundle):
· t1 (Transition Time): เวลาจากการกดครั้งที่ 30 สุดท้าย ไปจนถึงปากผู้ช่วยฟื้นฟูพร้อมเป่าครั้งแรก 2.0 วินาที (รวมการคลำหาตำแหน่ง, เปิดทางเดินหายใจ)
· t2 (Breath 1): เวลาเป่า + ปล่อยให้หน้าอกยุบ = 1.0 + 0.5 = 1.5 วินาที
· t3 (Inter-breath Time): เวลาระหว่างการหายใจครั้งที่ 1 และ 2 0.5 วินาที
· t4 (Breath 2): เหมือน t2 = 1.5 วินาที
· t5 (Return Time): เวลาจากการเป่าครั้งที่ 2 สุดท้าย ไปจนถึงการกดครั้งที่ 1 ใหม่ 1.5 วินาที
· รวมเวลาหยุดหนึ่งชุด (Pause Bundle): T_{pause} = 2.0 + 1.5 + 0.5 + 1.5 + 1.5 = 7.0 วินาที
3. คำนวณ CCF แบบ Realistic:
· เวลากดต่อวงจร = 16.36 วินาที
· เวลาหยุดต่อวงจร = 7.0 วินาที
· เวลารวมวงจร = 23.36 วินาที
· CCF = frac{16.36}{23.36} times 100 approx 70%
นี่คือค่า CCF ที่น่าจะเป็นในผู้ปฏิบัติจริง (ไม่ใช่ 75-80% ในแบบฝึกหัด)
4. คำนวณการสูญเสียประสิทธิภาพจาก Decay of CPP:
· ใช้ k = 0.4 (ค่ากลาง)
· Factor ของการสูญเสีย = e^{-0.4 times 7.0} = e^{-2.8} approx 0.061
· หมายความว่า หลังจากหยุด 7 วินาที Coronary Perfusion Pressure (แรงดันที่ผลักเลือดไปเลี้ยงหัวใจ) เหลือเพียง 6% ของค่าสูงสุดก่อนหยุด
· ต้องใช้เวลากดประมาณ 8-10 ครั้งแรก ของรอบใหม่เพื่อฟื้น CPP กลับมา กล่าวคือ 10 ครั้งแรกจาก 30 ครั้งในรอบนั้นมีประสิทธิภาพต่ำมาก
5. ประสิทธิภาพสุทธิที่ปรับแล้ว (Adjusted Net Efficiency):
· ประสิทธิภาพของช่วงกด 30 ครั้งไม่เท่ากัน
· ช่วงที่ 1-10: ประสิทธิภาพเฉลี่ย 30% ของเต็ม
· ช่วงที่ 11-30: ประสิทธิภาพเฉลี่ย 90% ของเต็ม
· ประสิทธิภาพเฉลี่ยของรอบกด: frac{(10 times 0.3) + (20 times 0.9)}{30} = 0.7 (70%)
· ดังนั้น CCF ที่มีประสิทธิภาพจริง (Effective CCF): 0.70 times 0.70 approx 0.49 หรือ 49%
นี่คือความลึกซึ้ง: แม้ CCF เวลายังสูงที่ 70% แต่ CCF ที่มีประสิทธิภาพทางสรีรวิทยาอาจต่ำถึง 49% เนื่องจากต้องใช้เวลาสร้างแรงดันใหม่หลังหยุด
ส่วนที่ 3: แนวปฏิบัติขั้นสูง (Advanced Practice) และคำนวณเปรียบเทียบ
กรณี A: ทีมกู้ชีพมืออาชีพ (2 ผู้ช่วยขึ้นไป)
· กดหน้าอกต่อเนื่องโดยไม่หยุด (Continuous Compressions)
· ผู้ช่วยอีกคนใส่ Advanced Airway และช่วยหายใจ แบบ asynchronous ที่ 10 ครั้ง/นาที (ทุก 6 วินาที)
· การหยุดกดมีเพียงการ เปลี่ยนผู้กดทุก 2 นาที (< 5 วินาที)
· CCF Calculation: (120 - 5) / 120 95.8%
· Effective CCF (คิดค่าถดถอยจากเปลี่ยนผู้กด): 85-90%
· นี่คือมาตรฐานทอง (Gold Standard)
กรณี B: การใช้ Waveform Capnography เพื่อปรับประสิทธิภาพ
· PetCO (End-tidal CO) เป็นตัวบ่งชี้การไหลเวียนเลือดโดยตรงจากการกด
· เป้าหมาย PetCO > 10 mmHg ระหว่างทำ CPR
· หาก PetCO ต่ำ อาจหมายถึงการกดไม่ลึกพอ/เร็วพอ หรือ Pause ยาวเกินไป
· สามารถใช้ PetCO เป็น Feedback เพื่อลด Tpause ให้สั้นลงได้จริงเวลา
ส่วนที่ 4: ข้อสรุปเชิงปฏิบัติและคำแนะนำสำหรับยุค 2024 และอนาคต
1. คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามเดิม: "การช่วยหายใจ 2 ครั้ง ควรใช้เวลาประมาณกี่วินาที"
· คำตอบทางเทคนิค: การเป่าทั้ง 2 ครั้งควรใช้เวลารวมไม่เกิน 3 วินาที (เป่าครั้งละ ~1 วินาที + เวลาปล่อยหน้าอกยุบ)
· คำตอบในบริบทการปฏิบัติจริง: เวลาหยุดกดทั้งหมด (Total Pause Time) ตั้งแต่หยุดกดจนกลับมากดใหม่ ต้อง 5 วินาที เพื่อรักษา CCF ที่มีประสิทธิภาพไว้
· ฝึกฝนให้ Transition Time (t1 + t5) 3 วินาที
2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการฝึกสอน:
· ฝึก "Pause Minimization Drill": ให้นักเรียนฝึกเปลี่ยนจากกดมาเป่าและกลับไปกดใหม่ภายใน 5 วินาที โดยใช้นาฬิกาจับเวลา
· ใช้ Concept "Hands-on Time" แทน CCF: ในงานวิจัยล่าสุด วัด "มืออยู่บนหน้าอกผู้ป่วย" เป็นเปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด
· เทคโนโลยีใหม่: CPR Feedback Device ที่แสดง CCF, Depth, Rate และ Pause Time แบบเรียลไทม์
3. มุมมองอนาคต:
· มีงานวิจัยเรื่อง "Percussive CPR" หรือการกดแบบมีจังหวะหยุดสั้นมาก (< 1 วินาที) แทรกระหว่างช่วยหายใจ
· หุ่นยนต์กดหน้าอก (LUCAS, AutoPulse) สามารถรักษา CCF ได้ 100% โดยไม่มีมนุษย์เหนื่อย
สรุปด้วยสมการประสิทธิภาพที่แท้จริง:
text{ประสิทธิภาพ CPR} propto frac{text{Depth} times text{Rate} times text{CCF}_{effective}}{text{Pause Duration}^2}
หมายเหตุ: ประสิทธิภาพแปรผกผันกับ "กำลังสอง" ของระยะเวลาหยุด (Pause Duration) แสดงให้เห็นความสำคัญของการลดเวลาหยุดแม้เพียงเล็กน้อย
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับแนวทางจาก AHA 2025 Guidelines, ERC 2025 และงานวิจัยจาก Resuscitation Science Symposium (ReSS) ปี 2023 ที่เน้นหนักไปที่การรักษาความต่อเนื่องของการกดหน้าอกเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ต่ออัตราการรอดชีวิต


