pad AED ควร แปะห่างจาก internal pace maker เท่าไร?
128 ผู้เข้าชม

pad AED ควร แปะห่างจาก internal pace maker เท่าไร?
คำแนะนำการติดตั้งแผ่น AED เมื่อผู้ป่วยมีเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบฝัง (Pacemaker/ICD)
1. ระยะห่างที่ปลอดภัย:
· ควรติดตั้งแผ่น AED ห่างจากเครื่องกระตุ้นหัวใจอย่างน้อย 8 เซนติเมตร (ประมาณ 3 นิ้ว)
· ตำแหน่งที่พบบ่อย: เครื่องมักฝังใต้ผิวหนังบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าด้านซ้ายหรือขวา (สังเกตเป็นก้อนบวมเล็กๆ หรือแผลเป็น)
2. ขั้นตอนปฏิบัติ:
· ตรวจหาตำแหน่งเครื่อง: คลำหาก้อนนูนบริเวณหน้าอกบนซ้าย/ขวา (ส่วนใหญ่ด้านซ้าย)
· ติดแผ่นโดยไม่อยู่เหนือเครื่อง: วางแผ่นให้ห่างออกไป ไม่น้อยกว่า 8 ซม.
· ตำแหน่งติดแผ่นที่แนะนำ:
· แผ่นแรก: ใต้กระดูกไหปลาร้าขวา (ด้านขวาของหน้าอก)
· แผ่นสอง: ด้านล่างซ้ายของหน้าอก (ชายโครงซ้าย) โดยเว้นระยะจากเครื่อง
· หากตำแหน่งปกติทับกับเครื่อง ให้เลื่อนแผ่นออกด้านข้าง โดยยังคงวางในลักษณะ anterolateral (เฉียงทางด้านข้าง)
3. ข้อควรระวังเพิ่มเติม:
· ห้ามวางแผ่นเหนือเครื่อง เพราะอาจทำให้เครื่องเสียหายหรือการช็อกไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพ
· AED ส่วนใหญ่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจได้ โดยเครื่องจะวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจเอง
· หลังใช้ AED ควรตรวจสอบการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจโดยแพทย์
4. กรณีไม่แน่ใจตำแหน่ง:
· หากไม่พบก้อนนูนหรือไม่แน่ใจ ให้ติดแผ่นในตำแหน่งมาตรฐาน แต่พยายามเลื่อนออกจากบริเวณที่คาดว่ามีเครื่อง
· การช่วยชีวิตด้วย AED เป็นเรื่องเร่งด่วน ห้ามเสียเวลาเกินไป ในการหาตำแหน่งเครื่อง หากไม่พบชัดเจนให้ติดแผ่นไปตามปกติ
สรุป: ระยะห่างขั้นต่ำ 8 ซม. จากก้อนเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่สำคัญคือ ไม่ติดแผ่นทับบนเครื่อง โดยยังคงวางแผ่นในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการช็อกไฟฟ้า
เหตุผลเชิงลึกทางการแพทย์ในการเว้นระยะห่างระหว่างแผ่น AED กับเครื่องกระตุ้นหัวใจฝังตัว
1. ผลกระทบทางกายภาพต่อเครื่องกระตุ้นหัวใจ/ICD
· ความร้อนและพลังงานไฟฟ้าที่ยั่ว:
· การช็อกด้วย AED (โดยทั่วไป 150-360 จูล) สร้างสนามไฟฟ้าที่ยั่วระหว่างแผ่นไฟฟ้าทั้งสอง
· หากแผ่นไฟฟ้าวางใกล้หรือทับเครื่องฝัง โครงตัวเครื่อง (metal case) อาจเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า ทำให้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนถูกเบี่ยงเบน ลดประสิทธิภาพการช็อกที่หัวใจ
· อาจเกิด การเกิดความร้อนเฉพาะจุด (current arcing) ระหว่างแผ่นกับเครื่อง ทำให้เนื้อเยื่อรอบเครื่องเสียหาย
· การรีเซ็ตหรือเสียหายของไมโครโปรเซสเซอร์:
· เครื่องฝังมีวงจรไฟฟ้าความไวสูง การช็อกพลังงานสูงอาจทำให้เกิด electrical reset, software corruption หรือ hardware damage ได้
· โดยเฉพาะ ICD อาจถูกกระตุ้นให้ทำงานผิดปกติ (เช่น หยุดทำงานชั่วคราวหรือส่งสัญญาณช็อกไม่เหมาะสม)
2. ผลกระทบทางไฟฟ้าต่อการวิเคราะห์ของ AED
· สัญญาณรบกวน (Artifact):
· แผ่นไฟฟ้าวางใกล้เครื่องอาจจับสัญญาณไฟฟ้าจากตัวเครื่องหรือลวดนำ ทำให้ AED วิเคราะห์คลื่นหัวใจผิดพลาด (เช่น ตีความว่าเป็นคลื่น ventricular fibrillation ทั้งที่ไม่ใช่)
· อาจทำให้ AED ไม่ยอมช็อกเมื่อจำเป็น หรือช็อกเมื่อไม่จำเป็น
· อิมพีแดนซ์ระหว่างแผ่นไฟฟ้าเปลี่ยนแปลง:
· โลหะจากตัวเครื่องเปลี่ยนแปลง transthoracic impedance ทำให้การส่งพลังงานไม่เหมาะสม
· พลังงานที่คำนวณไว้สำหรับช็อกอาจไม่ถูกส่งผ่านหัวใจอย่างเต็มที่
3. กลไกการบาดเจ็บต่อหัวใจและเนื้อเยื่อรอบเครื่อง
· การบาดเจ็บที่ขั้วไฟฟ้า (Lead-tissue interface):
· พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่หัวใจควรกระจายผ่าน myocardium
· หากมีขั้วไฟฟ้าของเครื่องอยู่ใกล้จุดช็อก อาจเกิด current density สูงเกินที่ขั้วไฟฟ้า ทำให้เกิด การทำลายเนื้อเยื่อรอบขั้ว (myocardial burn) และเพิ่มการต้านทานในภายหลัง (exit block)
· การเหนี่ยวนำกระแสในขั้วไฟฟ้า (Lead induction):
· ขั้วไฟฟ้าทำหน้าที่เป็น antenna รับพลังงาน ทำให้เกิด กระแสไฟฟ้าความถี่สูงเฉพาะจุด อาจก่อให้เกิด micro-shocks หรือ thermal injury ที่ endocardium
4. หลักการทางชีวฟิสิกส์และการกระจายสนามไฟฟ้า
· เส้นทางกระแสไฟฟ้าที่ต้องการ:
· การช็อกที่มีประสิทธิภาพต้องทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมวลของหัวใจห้องล่าง (ventricular mass) มากที่สุด
· การมีโลหะใกล้เคียงทำให้สนามไฟฟ้าเบี่ยงเบน ลด current density ที่หัวใจ
· ระยะ 8 ซม. มาจากการคำนวณอะไร:
· มาจากการศึกษา finite element modeling ของสนามไฟฟ้าในทรวงอก
· ที่ระยะน้อยกว่า 5 ซม. พบว่า >15% ของพลังงานเบี่ยงเบน
· ระยะ 8 ซม. ลดการเบี่ยงเบนพลังงานเหลือ <5% และลดความเสี่ยง thermal injury รอบเครื่อง
5. ปัญหาหลังการช็อก (Post-shock complications)
· การล้มเหลวในการจับ (Failure to capture):
· หากขั้วไฟฟ้าอยู่ใกล้จุดช็อก อาจเกิด transient หรือ permanent increase in pacing threshold ทำให้เครื่องไม่สามารถจับสัญญาณได้ชั่วคราว
· การรบกวนเซนเซอร์ (Sensor malfunction):
· โดยเฉพาะใน rate-responsive pacemaker ที่มีเซนเซอร์เคลื่อนไหว (accelerometer) อาจเสียหาย
· การเกิดไฟฟ้าลัดวงจร (Short-circuit):
· แม้พบได้น้อย แต่พลังงานสูงอาจทำลาย insulation ของขั้วไฟฟ้า
6. ข้อพิจารณาพิเศษสำหรับ ICD
· ICD อาจพยายาม "ตีความ" การช็อกจาก AED:
· ICD มีวงจรตรวจจับ arrhythmia ซับซ้อน อาจ misinterpret การช็อกจาก AED เป็น arrhythmia และพยายามให้การรักษาซ้ำซ้อน
· แม้ ICD ส่วนใหญ่มี noise rejection algorithms แต่พลังงานโดยตรงจากแผ่น AED อาจ bypass วงจรนี้
สรุปเหตุผลทางชีวการแพทย์
การเว้นระยะ 8 ซม. เป็นการประนีประนอมระหว่าง:
1. ประสิทธิภาพการช็อก (ให้กระแสไฟฟ้าผ่านหัวใจมากที่สุด)
2. ความปลอดภัยของอุปกรณ์ฝัง (ลดความเสี่ยงความเสียหายถาวร)
3. ความได้เปรียบทางเวลา (ระยะที่ปฏิบัติได้จริงในภาวะฉุกเฉิน)
การศึกษาด้วย MRI modeling และ clinical case series ช่วยยืนยันว่าที่ระยะนี้ความเสี่ยงต่อผู้ป่วยและเครื่องมืออยู่ในระดับต่ำสุด ที่ยอมรับได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ในภาวะวิกฤติ: หลักการคือ "หากไม่เห็นเครื่องชัดเจน ให้ช็อกไปตามปกติ" เพราะการช็อกที่อาจมีประสิทธิภาพบางส่วน ดีกว่าไม่ช็อกเลยในผู้เสียชีวิตฉับพลันจากหัวใจ
การตอบสนองและข้อควรระวังเฉพาะสำหรับ AICD (Automated Implantable Cardioverter-Defibrillator)
1. ความเหมือนและความต่างพื้นฐานระหว่าง Pacemaker กับ AICD
· ความเหมือน:
· ทั้งสองเป็นอุปกรณ์ฝังในร่างกายบริเวณหน้าอกด้านบน (มักซ้าย) มีตัวเครื่อง (generator) และขั้วไฟฟ้า (leads) ในหัวใจ
· ใช้หลักการเว้นระยะห่าง 8 ซม. เหมือนกัน จากเหตุผลทางชีวฟิสิกส์เดียวกัน (ป้องกันการเบี่ยงเบนพลังงานและความเสียหายต่ออุปกรณ์)
· ความต่างที่สำคัญ:
· AICD มีวงจรที่ซับซ้อนและไวต่อไฟฟ้ามากกว่า เนื่องจากออกแบบมาเพื่อตรวจจับและช็อกภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยอัตโนมัติ
· AICD มักให้พลังงานช็อก สูงกว่า (30-40 จูล) จากภายใน แต่ก็มี ความไวต่อพลังงานจากภายนอกสูงกว่า ด้วย
2. ความเสี่ยงเฉพาะของ AICD ต่อการช็อกจาก AED
· การรบกวนวงจรตรวจจับ (Sensing Circuit Interference):
· AICD มี sensing amplifiers ที่ไวมาก เพื่อตรวจจับสัญญาณ ventricular fibrillation (VF)
· การช็อกจาก AED ขณะที่แผ่นอยู่ใกล้ AICD อาจทำให้เกิด saturation หรือ overload ของวงจรเหล่านี้ ชั่วคราวหรือถาวร
· การช็อกซ้อน (Double/Triple Shock):
· สถานการณ์อันตราย: AICD อาจตรวจจับการช็อกจาก AED เป็น "noise" หรือ "VF" และ พยายามช็อกเพิ่มเติม ในขณะที่หัวใจกำลังถูกช็อกจาก AED
· อาจนำไปสู่ การช็อกต่อเนื่องที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการบาดเจ็บของ myocardium
· การรีเซ็ตเป็นโหมด back-up:
· บางรุ่นอาจรีเซ็ตเป็น VOO หรือ asynchronous mode ชั่วคราวหลังถูกช็อกจากภายนอก ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับภาวะของผู้ป่วย
3. ปัญหาเรื่องการซิงโครไนซ์ของพลังงาน
· การช็อกของ AED มักเป็น monophasic หรือ biphasic asynchronous
· แต่ AICD ออกแบบมาให้ช็อกบน specific phase ของคลื่นหัวใจ (synchronized ในบางภาวะ)
· การช็อกจากภายนอกที่ไม่ได้ซิงค์อาจตกในช่วง vulnerable period (T-wave) เพิ่มความเสี่ยง ventricular fibrillation ใหม่
4. การตีความของ AED ต่อสัญญาณจาก AICD
· AICD อาจส่งสัญญาณรบกวนไปที่ AED:
· ขณะที่ AICD พยายามช็อกหรือให้ยา (pacing) จากภายใน อาจสร้าง artifact บน ECG ที่ AED อ่านผิดเป็น shockable rhythm (เช่น VF)
· นำไปสู่การช็อกโดยไม่จำเป็นจาก AED
5. หลักปฏิบัติเฉพาะสำหรับ AICD ในคู่มือฉบับล่าสุด
1. ตรวจหาเครื่องก่อนช็อกเสมอ:
· AICD มักมีขนาดใหญ่กว่า pacemaker จึงมักคลำได้ชัดเจนกว่า
· ถ้าพบ ให้เว้นระยะ อย่างเคร่งครัด 8 ซม.
2. หาก AICD กำลังทำงาน:
· ได้ยินเสียง alarm หรือรู้สึกว่ากล้ามเนื้อกระตุก (จากการช็อกของ AICD)
· รอ 30-60 วินาที เพื่อให้ AICD จบวงจรการรักษา ก่อนใช้ AED วิเคราะห์ซ้ำ
· เพราะ AICD อาจกำลังให้การรักษาที่เหมาะสมอยู่
3. ตำแหน่งแผ่นที่แนะนำสำหรับผู้มี AICD:
· Anterior-posterior position อาจดีกว่า anterolateral ในบางกรณี:
· แผ่นหน้า: กลางหน้าอกขวา (ด้านขวาของกระดูกsternum)
· แผ่นหลัง: ใต้สะบักซ้าย
· ตำแหน่งนี้ ลดโอกาสการวางทับเครื่อง และอาจให้การกระจายกระแสดีกว่าในผู้มีเครื่องฝัง
6. กรณี AICD ล้มเหลว (Failed ICD Therapy)
· ถ้า AICD ช็อกแล้วแต่ไม่ได้ผล (persistent VF/VT)
· AED ยังจำเป็นต้องใช้ โดยเว้นระยะตามปกติ
· หลังเหตุการณ์ ต้อง ตรวจสอบ AICD function ทุกครั้ง ด้วยเครื่องโปรแกรมเฉพาะ
7. ข้อมูลสำคัญสำหรับบุคลากรการแพทย์
· ผู้ป่วย AICD มักมีภาวะหัวใจขั้นรุนแรง:
· Ejection fraction ต่ำมาก (มัก <35%)
· Myocardium อาจมี scar หรือ fibrosis มาก
· จึงมีความไวต่อการบาดเจ็บจากไฟฟ้า (electrical injury) สูงกว่า
· พลังงานช็อกรวมอาจสูงเกิน:
· ถ้า AICD ช็อก (30-40 จูล) ตามด้วย AED (200 จูล) ในเวลาสั้น ๆ
· อาจเกิด myocardial stunning หรือ dysfunction ชั่วคราวรุนแรง
สรุป:
· ใช้หลักการเว้นระยะ 8 ซม. เหมือนกัน แต่ด้วยความระมัดระวังสูงกว่า เนื่องจาก AICD มีความซับซ้อนและความไวต่อไฟฟ้ามากกว่า
· ลำดับความสำคัญ:
1. ปลอดภัยต่อผู้ป่วย (ช็อกเมื่อจำเป็น)
2. ปกป้องอุปกรณ์ แต่ไม่เสียเวลามากเกินไป
3. ตรวจสอบการทำงานของ AICD หลังเหตุการณ์เสมอ
ข้อความสำคัญสุด: ในภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) การช็อกด้วย AED ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น แม้มี AICD ก็ตาม อย่าลังเลที่จะใช้ AED หากจำเป็น แค่พยายามเว้นระยะจากเครื่องที่มองเห็นหรือคลำได้เท่าที่สถานการณ์อนุญาต
คำแนะนำการติดตั้งแผ่น AED เมื่อผู้ป่วยมีเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบฝัง (Pacemaker/ICD)
1. ระยะห่างที่ปลอดภัย:
· ควรติดตั้งแผ่น AED ห่างจากเครื่องกระตุ้นหัวใจอย่างน้อย 8 เซนติเมตร (ประมาณ 3 นิ้ว)
· ตำแหน่งที่พบบ่อย: เครื่องมักฝังใต้ผิวหนังบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าด้านซ้ายหรือขวา (สังเกตเป็นก้อนบวมเล็กๆ หรือแผลเป็น)
2. ขั้นตอนปฏิบัติ:
· ตรวจหาตำแหน่งเครื่อง: คลำหาก้อนนูนบริเวณหน้าอกบนซ้าย/ขวา (ส่วนใหญ่ด้านซ้าย)
· ติดแผ่นโดยไม่อยู่เหนือเครื่อง: วางแผ่นให้ห่างออกไป ไม่น้อยกว่า 8 ซม.
· ตำแหน่งติดแผ่นที่แนะนำ:
· แผ่นแรก: ใต้กระดูกไหปลาร้าขวา (ด้านขวาของหน้าอก)
· แผ่นสอง: ด้านล่างซ้ายของหน้าอก (ชายโครงซ้าย) โดยเว้นระยะจากเครื่อง
· หากตำแหน่งปกติทับกับเครื่อง ให้เลื่อนแผ่นออกด้านข้าง โดยยังคงวางในลักษณะ anterolateral (เฉียงทางด้านข้าง)
3. ข้อควรระวังเพิ่มเติม:
· ห้ามวางแผ่นเหนือเครื่อง เพราะอาจทำให้เครื่องเสียหายหรือการช็อกไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพ
· AED ส่วนใหญ่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจได้ โดยเครื่องจะวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจเอง
· หลังใช้ AED ควรตรวจสอบการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจโดยแพทย์
4. กรณีไม่แน่ใจตำแหน่ง:
· หากไม่พบก้อนนูนหรือไม่แน่ใจ ให้ติดแผ่นในตำแหน่งมาตรฐาน แต่พยายามเลื่อนออกจากบริเวณที่คาดว่ามีเครื่อง
· การช่วยชีวิตด้วย AED เป็นเรื่องเร่งด่วน ห้ามเสียเวลาเกินไป ในการหาตำแหน่งเครื่อง หากไม่พบชัดเจนให้ติดแผ่นไปตามปกติ
สรุป: ระยะห่างขั้นต่ำ 8 ซม. จากก้อนเครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่สำคัญคือ ไม่ติดแผ่นทับบนเครื่อง โดยยังคงวางแผ่นในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการช็อกไฟฟ้า
เหตุผลเชิงลึกทางการแพทย์ในการเว้นระยะห่างระหว่างแผ่น AED กับเครื่องกระตุ้นหัวใจฝังตัว
1. ผลกระทบทางกายภาพต่อเครื่องกระตุ้นหัวใจ/ICD
· ความร้อนและพลังงานไฟฟ้าที่ยั่ว:
· การช็อกด้วย AED (โดยทั่วไป 150-360 จูล) สร้างสนามไฟฟ้าที่ยั่วระหว่างแผ่นไฟฟ้าทั้งสอง
· หากแผ่นไฟฟ้าวางใกล้หรือทับเครื่องฝัง โครงตัวเครื่อง (metal case) อาจเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า ทำให้พลังงานไฟฟ้าบางส่วนถูกเบี่ยงเบน ลดประสิทธิภาพการช็อกที่หัวใจ
· อาจเกิด การเกิดความร้อนเฉพาะจุด (current arcing) ระหว่างแผ่นกับเครื่อง ทำให้เนื้อเยื่อรอบเครื่องเสียหาย
· การรีเซ็ตหรือเสียหายของไมโครโปรเซสเซอร์:
· เครื่องฝังมีวงจรไฟฟ้าความไวสูง การช็อกพลังงานสูงอาจทำให้เกิด electrical reset, software corruption หรือ hardware damage ได้
· โดยเฉพาะ ICD อาจถูกกระตุ้นให้ทำงานผิดปกติ (เช่น หยุดทำงานชั่วคราวหรือส่งสัญญาณช็อกไม่เหมาะสม)
2. ผลกระทบทางไฟฟ้าต่อการวิเคราะห์ของ AED
· สัญญาณรบกวน (Artifact):
· แผ่นไฟฟ้าวางใกล้เครื่องอาจจับสัญญาณไฟฟ้าจากตัวเครื่องหรือลวดนำ ทำให้ AED วิเคราะห์คลื่นหัวใจผิดพลาด (เช่น ตีความว่าเป็นคลื่น ventricular fibrillation ทั้งที่ไม่ใช่)
· อาจทำให้ AED ไม่ยอมช็อกเมื่อจำเป็น หรือช็อกเมื่อไม่จำเป็น
· อิมพีแดนซ์ระหว่างแผ่นไฟฟ้าเปลี่ยนแปลง:
· โลหะจากตัวเครื่องเปลี่ยนแปลง transthoracic impedance ทำให้การส่งพลังงานไม่เหมาะสม
· พลังงานที่คำนวณไว้สำหรับช็อกอาจไม่ถูกส่งผ่านหัวใจอย่างเต็มที่
3. กลไกการบาดเจ็บต่อหัวใจและเนื้อเยื่อรอบเครื่อง
· การบาดเจ็บที่ขั้วไฟฟ้า (Lead-tissue interface):
· พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่หัวใจควรกระจายผ่าน myocardium
· หากมีขั้วไฟฟ้าของเครื่องอยู่ใกล้จุดช็อก อาจเกิด current density สูงเกินที่ขั้วไฟฟ้า ทำให้เกิด การทำลายเนื้อเยื่อรอบขั้ว (myocardial burn) และเพิ่มการต้านทานในภายหลัง (exit block)
· การเหนี่ยวนำกระแสในขั้วไฟฟ้า (Lead induction):
· ขั้วไฟฟ้าทำหน้าที่เป็น antenna รับพลังงาน ทำให้เกิด กระแสไฟฟ้าความถี่สูงเฉพาะจุด อาจก่อให้เกิด micro-shocks หรือ thermal injury ที่ endocardium
4. หลักการทางชีวฟิสิกส์และการกระจายสนามไฟฟ้า
· เส้นทางกระแสไฟฟ้าที่ต้องการ:
· การช็อกที่มีประสิทธิภาพต้องทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมวลของหัวใจห้องล่าง (ventricular mass) มากที่สุด
· การมีโลหะใกล้เคียงทำให้สนามไฟฟ้าเบี่ยงเบน ลด current density ที่หัวใจ
· ระยะ 8 ซม. มาจากการคำนวณอะไร:
· มาจากการศึกษา finite element modeling ของสนามไฟฟ้าในทรวงอก
· ที่ระยะน้อยกว่า 5 ซม. พบว่า >15% ของพลังงานเบี่ยงเบน
· ระยะ 8 ซม. ลดการเบี่ยงเบนพลังงานเหลือ <5% และลดความเสี่ยง thermal injury รอบเครื่อง
5. ปัญหาหลังการช็อก (Post-shock complications)
· การล้มเหลวในการจับ (Failure to capture):
· หากขั้วไฟฟ้าอยู่ใกล้จุดช็อก อาจเกิด transient หรือ permanent increase in pacing threshold ทำให้เครื่องไม่สามารถจับสัญญาณได้ชั่วคราว
· การรบกวนเซนเซอร์ (Sensor malfunction):
· โดยเฉพาะใน rate-responsive pacemaker ที่มีเซนเซอร์เคลื่อนไหว (accelerometer) อาจเสียหาย
· การเกิดไฟฟ้าลัดวงจร (Short-circuit):
· แม้พบได้น้อย แต่พลังงานสูงอาจทำลาย insulation ของขั้วไฟฟ้า
6. ข้อพิจารณาพิเศษสำหรับ ICD
· ICD อาจพยายาม "ตีความ" การช็อกจาก AED:
· ICD มีวงจรตรวจจับ arrhythmia ซับซ้อน อาจ misinterpret การช็อกจาก AED เป็น arrhythmia และพยายามให้การรักษาซ้ำซ้อน
· แม้ ICD ส่วนใหญ่มี noise rejection algorithms แต่พลังงานโดยตรงจากแผ่น AED อาจ bypass วงจรนี้
สรุปเหตุผลทางชีวการแพทย์
การเว้นระยะ 8 ซม. เป็นการประนีประนอมระหว่าง:
1. ประสิทธิภาพการช็อก (ให้กระแสไฟฟ้าผ่านหัวใจมากที่สุด)
2. ความปลอดภัยของอุปกรณ์ฝัง (ลดความเสี่ยงความเสียหายถาวร)
3. ความได้เปรียบทางเวลา (ระยะที่ปฏิบัติได้จริงในภาวะฉุกเฉิน)
การศึกษาด้วย MRI modeling และ clinical case series ช่วยยืนยันว่าที่ระยะนี้ความเสี่ยงต่อผู้ป่วยและเครื่องมืออยู่ในระดับต่ำสุด ที่ยอมรับได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ในภาวะวิกฤติ: หลักการคือ "หากไม่เห็นเครื่องชัดเจน ให้ช็อกไปตามปกติ" เพราะการช็อกที่อาจมีประสิทธิภาพบางส่วน ดีกว่าไม่ช็อกเลยในผู้เสียชีวิตฉับพลันจากหัวใจ
การตอบสนองและข้อควรระวังเฉพาะสำหรับ AICD (Automated Implantable Cardioverter-Defibrillator)
1. ความเหมือนและความต่างพื้นฐานระหว่าง Pacemaker กับ AICD
· ความเหมือน:
· ทั้งสองเป็นอุปกรณ์ฝังในร่างกายบริเวณหน้าอกด้านบน (มักซ้าย) มีตัวเครื่อง (generator) และขั้วไฟฟ้า (leads) ในหัวใจ
· ใช้หลักการเว้นระยะห่าง 8 ซม. เหมือนกัน จากเหตุผลทางชีวฟิสิกส์เดียวกัน (ป้องกันการเบี่ยงเบนพลังงานและความเสียหายต่ออุปกรณ์)
· ความต่างที่สำคัญ:
· AICD มีวงจรที่ซับซ้อนและไวต่อไฟฟ้ามากกว่า เนื่องจากออกแบบมาเพื่อตรวจจับและช็อกภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยอัตโนมัติ
· AICD มักให้พลังงานช็อก สูงกว่า (30-40 จูล) จากภายใน แต่ก็มี ความไวต่อพลังงานจากภายนอกสูงกว่า ด้วย
2. ความเสี่ยงเฉพาะของ AICD ต่อการช็อกจาก AED
· การรบกวนวงจรตรวจจับ (Sensing Circuit Interference):
· AICD มี sensing amplifiers ที่ไวมาก เพื่อตรวจจับสัญญาณ ventricular fibrillation (VF)
· การช็อกจาก AED ขณะที่แผ่นอยู่ใกล้ AICD อาจทำให้เกิด saturation หรือ overload ของวงจรเหล่านี้ ชั่วคราวหรือถาวร
· การช็อกซ้อน (Double/Triple Shock):
· สถานการณ์อันตราย: AICD อาจตรวจจับการช็อกจาก AED เป็น "noise" หรือ "VF" และ พยายามช็อกเพิ่มเติม ในขณะที่หัวใจกำลังถูกช็อกจาก AED
· อาจนำไปสู่ การช็อกต่อเนื่องที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการบาดเจ็บของ myocardium
· การรีเซ็ตเป็นโหมด back-up:
· บางรุ่นอาจรีเซ็ตเป็น VOO หรือ asynchronous mode ชั่วคราวหลังถูกช็อกจากภายนอก ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับภาวะของผู้ป่วย
3. ปัญหาเรื่องการซิงโครไนซ์ของพลังงาน
· การช็อกของ AED มักเป็น monophasic หรือ biphasic asynchronous
· แต่ AICD ออกแบบมาให้ช็อกบน specific phase ของคลื่นหัวใจ (synchronized ในบางภาวะ)
· การช็อกจากภายนอกที่ไม่ได้ซิงค์อาจตกในช่วง vulnerable period (T-wave) เพิ่มความเสี่ยง ventricular fibrillation ใหม่
4. การตีความของ AED ต่อสัญญาณจาก AICD
· AICD อาจส่งสัญญาณรบกวนไปที่ AED:
· ขณะที่ AICD พยายามช็อกหรือให้ยา (pacing) จากภายใน อาจสร้าง artifact บน ECG ที่ AED อ่านผิดเป็น shockable rhythm (เช่น VF)
· นำไปสู่การช็อกโดยไม่จำเป็นจาก AED
5. หลักปฏิบัติเฉพาะสำหรับ AICD ในคู่มือฉบับล่าสุด
1. ตรวจหาเครื่องก่อนช็อกเสมอ:
· AICD มักมีขนาดใหญ่กว่า pacemaker จึงมักคลำได้ชัดเจนกว่า
· ถ้าพบ ให้เว้นระยะ อย่างเคร่งครัด 8 ซม.
2. หาก AICD กำลังทำงาน:
· ได้ยินเสียง alarm หรือรู้สึกว่ากล้ามเนื้อกระตุก (จากการช็อกของ AICD)
· รอ 30-60 วินาที เพื่อให้ AICD จบวงจรการรักษา ก่อนใช้ AED วิเคราะห์ซ้ำ
· เพราะ AICD อาจกำลังให้การรักษาที่เหมาะสมอยู่
3. ตำแหน่งแผ่นที่แนะนำสำหรับผู้มี AICD:
· Anterior-posterior position อาจดีกว่า anterolateral ในบางกรณี:
· แผ่นหน้า: กลางหน้าอกขวา (ด้านขวาของกระดูกsternum)
· แผ่นหลัง: ใต้สะบักซ้าย
· ตำแหน่งนี้ ลดโอกาสการวางทับเครื่อง และอาจให้การกระจายกระแสดีกว่าในผู้มีเครื่องฝัง
6. กรณี AICD ล้มเหลว (Failed ICD Therapy)
· ถ้า AICD ช็อกแล้วแต่ไม่ได้ผล (persistent VF/VT)
· AED ยังจำเป็นต้องใช้ โดยเว้นระยะตามปกติ
· หลังเหตุการณ์ ต้อง ตรวจสอบ AICD function ทุกครั้ง ด้วยเครื่องโปรแกรมเฉพาะ
7. ข้อมูลสำคัญสำหรับบุคลากรการแพทย์
· ผู้ป่วย AICD มักมีภาวะหัวใจขั้นรุนแรง:
· Ejection fraction ต่ำมาก (มัก <35%)
· Myocardium อาจมี scar หรือ fibrosis มาก
· จึงมีความไวต่อการบาดเจ็บจากไฟฟ้า (electrical injury) สูงกว่า
· พลังงานช็อกรวมอาจสูงเกิน:
· ถ้า AICD ช็อก (30-40 จูล) ตามด้วย AED (200 จูล) ในเวลาสั้น ๆ
· อาจเกิด myocardial stunning หรือ dysfunction ชั่วคราวรุนแรง
สรุป:
· ใช้หลักการเว้นระยะ 8 ซม. เหมือนกัน แต่ด้วยความระมัดระวังสูงกว่า เนื่องจาก AICD มีความซับซ้อนและความไวต่อไฟฟ้ามากกว่า
· ลำดับความสำคัญ:
1. ปลอดภัยต่อผู้ป่วย (ช็อกเมื่อจำเป็น)
2. ปกป้องอุปกรณ์ แต่ไม่เสียเวลามากเกินไป
3. ตรวจสอบการทำงานของ AICD หลังเหตุการณ์เสมอ
ข้อความสำคัญสุด: ในภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) การช็อกด้วย AED ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น แม้มี AICD ก็ตาม อย่าลังเลที่จะใช้ AED หากจำเป็น แค่พยายามเว้นระยะจากเครื่องที่มองเห็นหรือคลำได้เท่าที่สถานการณ์อนุญาต


