แชร์

ติดเชื้อ HIV จากการทำสวย !!

อัพเดทล่าสุด: 10 ก.พ. 2026
49 ผู้เข้าชม

PRP (Platelet-Rich Plasma) หรือ พลาสม่าที่อุดมไปด้วยเกล็ดเลือด คือสารที่ได้จากการนำเลือดของผู้ป่วยมาปั่นแยก เพื่อให้ได้ส่วนที่เป็น พลาสมาและเกล็ดเลือดในความเข้มข้นสูง ซึ่งอุดมไปด้วย ปัจจัยการเจริญเติบโต (Growth Factors) จากนั้นนำกลับไปฉีดเข้าบริเวณที่ต้องการ เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ

ความเสี่ยงในการติดเชื้อ HIV จากการทำ PRP นั้นต่ำมากจนเกือบเป็นศูนย์ หากสถานบริการปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมการติดเชื้อ แต่ก็มีทางเป็นไปได้ในทางทฤษฎีจากอุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ

รายละเอียดและข้อควรรู้:

วิธีการติดเชื้อ HIV:
HIV ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงของเยื่อเมือกหรือกระแสเลือดกับของเหลวในร่างกายที่มีเชื้อในปริมาณมาก ได้แก่ เลือด, น้ำอสุจิ, ของเหลวในช่องคลอด, และน้ำนมแม่ HIV ไม่ติดต่อผ่าน การสัมผัสผิวหนังทั่วไป, อากาศ, น้ำลาย (เว้นแต่มีเลือดปนจำนวนมาก), หรือการสัมผัสกับสิ่งของโดยทั่วไป

ความเสี่ยงจาก PRP และการทำสวยทั่วไป:
PRP (Platelet-Rich Plasma) เป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการเจาะเลือดและการฉีดกลับเข้าไปในร่างกาย ซึ่งหากทำโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในสถานที่ที่ได้มาตรฐาน (เช่น คลินิกหรือโรงพยาบาล) จะใช้อุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (เช่น เข็ม, กระบอกฉีดยา, ถุงมือ) และอุปกรณ์อื่นๆ จะผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง ความเสี่ยงจึงเป็นศูนย์ในทางปฏิบัติ
ความเสี่ยงทางทฤษฎี อาจเกิดขึ้นได้ เฉพาะในกรณีที่ร้ายแรงมาก เช่น: สถานบริการใช้อุปกรณ์ที่ปนเปื้อนเลือดที่มีเชื้อ HIV (เช่น เข็ม, ขวดดูดเลือด, ขวดใส่สารสกัด PRP) ร่วมกันระหว่างผู้รับบริการหลายคน โดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อที่ถูกต้องหรือฆ่าเชื้อไม่หมด

อุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งถูกนำกลับมาใช้ซ้ำ
การทำสวยอื่นๆ เช่น การสัก เจาะร่างกาย การทำเล็บ (ที่อาจมีบาดแผล) ก็มีความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน หากใช้อุปกรณ์ร่วมกันที่ไม่สะอาด

การป้องกันและสิ่งที่ควรตรวจสอบ:
เลือกสถานบริการที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น คลินิกผิวหนังหรือโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์
สังเกตการปฏิบัติงาน: ผู้ให้บริการควรสวมถุงมือใหม่สำหรับทุกคน, ใช้อุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (และเปิดใหม่อยู่ต่อหน้าคุณ), และมีกระบวนการฆ่าเชื้อเครื่องมือที่ชัดเจน
อย่าลังเลที่จะถาม: ถามเกี่ยวกับความสะอาด วิธีการฆ่าเชื้อ และความปลอดภัยก่อนรับบริการ

หากคุณกังวลว่าได้รับความเสี่ยง:
โปรดเข้าใจว่า: ความเสี่ยงจากการทำสวยในสถานที่ที่มีมาตรฐานต่ำ พบได้บ่อยกว่า จากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ซึ่งมีชีวิตนอกร่างกายได้นานกว่าและติดต่อได้ง่ายกว่า HIV ส่วนความเสี่ยง HIV จริงๆ นั้นต่ำมาก
หากมีเหตุให้กังวลอย่างมาก (เช่น เห็นการ reuse อุปกรณ์หรือมีเหตุการณ์ที่เลือดปนเปื้อนชัดเจน) ควรปรึกษาแพทย์หรือ สถานบริการให้คำปรึกษาเรื่องเอชไอวี เพื่อประเมินความเสี่ยง
การตรวจ HIV: หากมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริง ควรตรวจเลือดหลังผ่านระยะฟักตัวของเชื้อ (ประมาณ 2-4 สัปดาห์ขึ้นไป) เพื่อให้ได้ผลที่แน่นอน

สรุป: การติดเชื้อ HIV จากการทำ PRP หรือทำสวยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากในปัจจุบัน หากเลือกสถานที่ที่มีมาตรฐานและสุขอนามัยดี อย่างไรก็ตาม การรู้เท่าทันและเลือกบริการอย่างระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่เพียงแต่ HIV แต่รวมถึงการติดเชื้ออื่นๆ ด้วย

องค์ประกอบสำคัญใน PRP
กระบวนการปั่นแยกจะทำให้ได้ PRP ที่มีองค์ประกอบหลัก 2 อย่าง:
พลาสมา (Plasma): ส่วนที่เป็นของเหลวของเลือด ทำหน้าที่เป็นตัวพา
เกล็ดเลือด (Platelets): ใน PRP จะมีความเข้มข้นสูงกว่าปกติในเลือดทั่วไป ประมาณ 3-5 เท่า โดยเกล็ดเลือดเหล่านี้เป็นแหล่งกักเก็บ ปัจจัยการเจริญเติบโต (Growth Factors) ที่สำคัญ เช่น:
PDGF (กระตุ้นการสร้างเซลล์และหลอดเลือดใหม่)
TGF-β (ช่วยสร้างคอลลาเจน)
VEGF (ช่วยสร้างหลอดเลือดใหม่)
EGF (กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อผิว)

การนำไปใช้ทางการแพทย์
PRP ถูกนำมาใช้ในหลายสาขา เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้ ร่างกายรักษาตัวเอง (Autologous) คือใช้วัสดุจากตัวผู้ป่วยเอง จึงลดความเสี่ยงการแพ้หรือการปฏิเสธ

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำ PRP
-ไม่ใช่การรักษามาตรฐานขั้นแรก (First-line): มักใช้เมื่อการรักษาพื้นฐานอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้ว หรือใช้เป็นวิธีเสริม
-ผลการรักษาไม่แน่นอนและหลากหลาย: ประสิทธิภาพขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น เทคนิคการเตรียม PRP (ความเข้มข้น, ชนิด), อาการของผู้ป่วย, ตำแหน่งที่ฉีด
-ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ สถานที่ต้องได้มาตรฐาน (ตามที่อธิบายในคำตอบก่อนหน้าเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการติดเชื้อ)
-มีผลข้างเคียงได้: เช่น ปวดบวมช้ำบริเวณที่ฉีด, มีการอักเสบเพิ่มชั่วคราว, มีความเสี่ยงต่ำมากต่อการติดเชื้อหรือทำลายเนื้อเยื่อหากทำไม่ถูกต้อง
-อาจต้องทำหลายครั้ง: มักต้องฉีดมากกว่า 1 ครั้ง และห่างกันหลายสัปดาห์เพื่อให้ได้ผลดี
-ค่าใช้จ่าย: ค่อนข้างสูงและมักไม่ได้รับการคุ้มครองจากประกันสุขภาพทั่วไป

วิธีป้องกันและเลือกสถานที่ทำ PRP อย่างปลอดภัย

เพื่อให้คุณมั่นใจในการทำ PRP ควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้:
เลือกสถานพยาบาลและผู้ทำที่มีใบอนุญาตชัดเจน: ควรทำโดย แพทย์ ในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน เช่น โรงพยาบาล หรือคลินิกที่มีชื่อเสียง ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการ (เช่น กระทรวงสาธารณสุข) หลีกเลี่ยงการทำที่บ้าน, ร้านเสริมสวย หรือสถานที่ที่ขาดการควบคุม

สังเกตขั้นตอนความปลอดภัย:
-ผู้ทำต้องสวมถุงมือใหม่ทุกครั้ง และเปลี่ยนเข็ม/กระบอกฉีดยาใหม่ต่อหน้าคุณ
-ห้องหรือบริเวณที่ทำต้องสะอาด เรียบร้อย ไม่มีของเกะกะ
-อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ใช้ควรเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและแกะออกจากบรรจุภัณฑ์ใหม่ต่อหน้าคุณ
-สอบถามเกี่ยวกับกระบวนการ: คุณมีสิทธิ์ถามแพทย์หรือผู้ทำว่าเลือดจะถูกจัดการอย่างไร, ใช้ชุดอุปกรณ์ปั่นแยกเลือดแบบใด (ควรเป็นแบบใช้ครั้งเดียว หรือแบบที่ผ่านการฆ่าเชื้อได้สมบูรณ์)
-รู้สิทธิ์ของผู้ป่วย: ขอข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอน, ผลข้างเคียง และความเสี่ยงก่อนการรักษา (ยินยอมเป็นหนังสือ)
หากคุณกำลังพิจารณาการทำ PRP และกังวลเรื่องความปลอดภัย แนะนำให้ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลใหญ่ เพื่อประเมินความเหมาะสมและทำในสถานที่ที่มีมาตรฐานสูงสุด

การทำ PRP ที่ได้มาตรฐานและปลอดเชื้อจากสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV น้อยมากจนเกือบเป็นศูนย์ หากกระบวนทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อสากล (Universal Precautions) อย่างเคร่งครัดความเสี่ยงหลักมักมาจาก การทำในสถานที่ที่ไม่มีมาตรฐาน ซึ่งอาจขาดการฆ่าเชื้ออุปกรณ์และการจัดการเลือดที่ถูกต้อง


บทความที่เกี่ยวข้อง
แม่มีลูก 1 คน แก่เร็วขึ้น 11 ปี จริงหรือ? วิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร?
งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการมีลูกอาจเร่งกระบวนการสูงวัยระดับเซลล์ได้จริง ผ่านกลไก การหดสั้นของเทโลเมียร์ (Telomere Shortening) และความเครียดออกซิเดชัน แต่นี่ไม่ใช่กฎตายตัว! บทความนี้วิเคราะห์งานวิจัยว่าทำไมการมีลูก 1 คนอาจสัมพันธ์กับเซลล์ที่ "แก่" ขึ้น 11 ปี พร้อมวิธีดูแลสุขภาพเพื่อชะลอวัยสำหรับคุณแม่
โรงพยาบาลไลฟ์สดผ่าตัด โชว์ของสงวนคนไข้หญิง!!!
โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจีน ถ่ายทอดสดภาพส่วนตัวของคนไข้หญิงระหว่างการผ่าตัดแบบ "ไลฟ์" บนแพลตฟอร์มสาธารณะ โดยอ้างว่าเพื่อการเรียนการสอน เหตุการณ์ส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อความเป็นส่วนตัวของคนไข้ และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าขาดจริยธรรม
สีน้ำมูกบอกโรคอะไร? ดูสีอะไรเป็นสัญญาณอันตราย รักษาอย่างไร?
น้ำมูกแต่ละสีอาจบ่งบอกอาการป่วยต่างกัน! คู่มือนี้ช่วยเช็ก น้ำมูกสีใส ขาว เขียว เหลือง น้ำตาล เทา ดำ และน้ำมูกปนเลือด ว่าเป็นสัญญาณของโรคหวัด ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย รู้วิธีดูแลรักษาเบื้องต้นและเมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ