ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน

ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน
ตอนที่ 1
เคส: คุณเป็นแพทย์เวรในห้องฉุกเฉิน วันอาทิตย์ เวลา 20.00 น. ผู้ป่วยชายอายุ 55 ปี ถูกพามาด้วยอาการ อาเจียนเป็นเลือดสดปนลิ่มเลือด จำนวนประมาณ 2 แก้ว (400-500 มล.) เกิดขึ้นกะทันหันก่อนมาถึงโรงพยาบาล 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยบ่นว่ามีอาการเวียนศีรษะเมื่อลุกนั่ง แต่ยังรู้สึกตัวดี
คำถามที่ 1 (ข้อที่ 1/5)
ในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ สิ่งแรกที่คุณต้องประเมินและดำเนินการคืออะไร? (ให้ระบุ 2 สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกสุด พร้อมเหตุผลสั้นๆ) และจากอาการนำนี้ คุณคิดถึงสาเหตุที่พบบ่อยของภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบนอะไรได้บ้าง? (ระบุ 3 สาเหตุ)
(เวลาในการตอบ: 8 นาที)
เฉลย
ตอนที่ 2
ข้อมูลเพิ่มเติม: ผู้ป่วยมีประวัติดื่มแอลกอฮอล์ (สุรา) มากเป็นประจำ สูบบุหรี่ และเคยปวดท้องบริเวณลิ้นปี่เรื้อรัง แต่ไม่เคยได้รับการตรวจส่องกล้องมาก่อน
ผลตรวจร่างกายเบื้องต้น:
สัญญาณชีพ: ชีพจร 118 ครั้ง/นาที (เร็วและเบา), ความดันโลหิตท่านอน 105/65 mmHg, ความดันโลหิตท่ายืน 85/50 mmHg, อัตราการหายใจ 22 ครั้ง/นาที
ตรวจพบผิวหนังเย็นชื้น (cold clammy skin), ตาและเยื่อบุตาขาวปกติ ไม่มีดีซ่าน, ท้องอ่อน ไม่กดเจ็บชัดเจน
ผลตรวจ Rectal exam: พบ stool color ดำเหมือนยางมะตอย (melena)
คำถามที่ 2 (ข้อที่ 2/5)
จากสัญญาณชีพ โดยเฉพาะความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic hypotension) ให้ประเมินว่าผู้ป่วยน่าจะมีการสูญเสียเลือดประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของปริมาตรเลือดในร่างกาย?
คุณจะจัดประเภทความรุนแรงของภาวะเลือดออกนี้ว่าอยู่ในระดับใด? และจะเริ่มการรักษาเพื่อคืนสภาพการไหลเวียนโลหิต (Resuscitation) อย่างไรใน 30 นาทีแรก?
(เวลาในการตอบ: 10 นาที)
เฉลย
ตอนที่ 3
ผลการตรวจและภาวะแทรกซ้อน: หลังให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างรวดเร็วแล้ว ภาวะความดันต่ำยังคงอยู่ คุณตัดสินใจให้เลือดกลุ่ม O negative ไป 2 ยูนิต ขณะเดียวกันผลแล็บเบื้องต้นกลับมา: Hemoglobin 7.8 g/dL (ต่ำ), BUN 48 mg/dL (สูงมากเมื่อเทียบกับ Cr ที่ 1.2 mg/dL) ผู้ป่วยเริ่มอาเจียนเป็นเลือดสดปริมาณมากขึ้นอีก
คำถามที่ 3 (ข้อที่ 3/5)
แปลผลการตรวจเลือด โดยเฉพาะอัตราส่วน BUN/Cr ที่สูงนี้ บ่งชี้ถึงอะไร?
จากสถานการณ์ที่เลือดออกต่อเนื่องและมีความดันต่ำอยู่ คุณจะต้องเร่งดำเนินการขั้นต่อไปเพื่อหาตำแหน่งและห้ามเลือดอย่างไร? (ระบุหัตถการหรือการตรวจที่จำเป็น พร้อมเหตุผล)
(เวลาในการตอบ: 10 นาที)
เฉลย
ตอนที่ 4
การรักษาเฉพาะทาง: ผู้ป่วยได้รับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน (Urgent EGD) อย่างเร่งด่วน ผลการส่องกล้องพบ แผลขนาดใหญ่บริเวณ(Duodenal bulb) ที่มี visible vessel ที่กำลังมีเลือดซึม แพทย์ผู้ทำหัตถการได้ทำการ ติดคลิป (Hemoclip) และฉีดยาอีพิเนฟรินรอบๆ จนเลือดหยุดได้สำเร็จ
คำถามที่ 4 (ข้อที่ 4/5)
การวินิจฉัยที่เป็นสาเหตุของเลือดออกในเคสนี้คืออะไร? และปัจจัยเสี่ยงใดของผู้ป่วยที่สัมพันธ์กับสาเหตุนี้?
หลังห้ามเลือดได้สำเร็จแล้ว ในช่วง 72 ชั่วโมงแรก คุณจะดูแลผู้ป่วยอย่างไรเพื่อป้องกันการเลือดออกซ้ำ? (ระบุมาตรการดูแลอย่างน้อย 3 ข้อ)
(เวลาในการตอบ: 7 นาที)
เฉลย
ตอนที่ 5
การจัดการระยะยาวและป้องกัน: ผู้ป่วยอาการคงที่หลังการส่องกล้อง ไม่มีเลือดออกซ้ำ คุณวางแผนจะให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ใน 3-4 วัน
คำถามที่ 5 (ข้อที่ 5/5)
ในการเตรียมจำหน่ายผู้ป่วยรายนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลและเลือดออกซ้ำอีกในอนาคต คุณจะให้การรักษาและคำแนะนำอะไรบ้าง? (ครอบคลุมทั้งการให้ยา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการติดตามตรวจ)
(เวลาในการตอบ: 5 นาที)
เฉลยข้อสอบ MEQ: ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน (UGIB)
คำถาม: ในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ สิ่งแรกที่คุณต้องประเมินและดำเนินการคืออะไร? และจากอาการนำนี้ คุณคิดถึงสาเหตุที่พบบ่อยของภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบนอะไรได้บ้าง?
เฉลย:
2 สิ่งที่ต้องทำอันดับแรก:
ประเมินและรักษาภาวะช็อก (ABC Resuscitation): ประเมินทางเดินหายใจ (Airway) ป้องกันการสำลักเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ซึมลง และประเมินสัญญาณชีพ (ความดันโลหิต, ชีพจร) เพื่อตรวจหาภาวะช็อกจากการเสียเลือด
ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำอย่างเร่งด่วน: ส่งเส้นเลือดใหญ่ (Large-bore IV access) เช่น 16-18 G อย่างน้อย 2 เส้น และเริ่มให้สารน้ำ Isotonic crystalloid (เช่น 0.9% NSS) อย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาปริมาณเลือดที่ไหลเวียน
สาเหตุพบบ่อยของ UGIB (3 สาเหตุ):
แผลเพปติก (Peptic ulcer disease): แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น
หลอดเลือดขอดในหลอดอาหาร (Esophageal varices): มักพบในผู้ป่วยโรคตับแข็ง
เยื่อบุทางเดินอาหารฉีกขาด (Mallory-Weiss tear): มักสัมพันธ์กับการอาเจียนรุนแรง
คำถาม:
จาก Orthostatic hypotension ให้ประเมินว่าผู้ป่วยน่าจะมีการสูญเสียเลือดประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?
จัดประเภทความรุนแรงและวางแผนการรักษาใน 30 นาทีแรกอย่างไร?
เฉลย:
การประเมินการสูญเสียเลือด: อาการความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic hypotension) ร่วมกับชีพจรเร็วและเบา บ่งชี้ถึง การสูญเสียเลือดประมาณ 15-30% ของปริมาตรเลือด (Class II-III hemorrhage)
ความรุนแรงและการรักษา:
ระดับความรุนแรง: รุนแรง เนื่องจากมีสัญญาณชีพไม่คงที่ (ความดันต่ำ) และมีอาการแสดงของการขาดน้ำ/ช็อก (ผิวหนังเย็นชื้น)
แผนรักษา 30 นาทีแรก:
ส่งเส้นเลือดและให้สารน้ำ ต่ออย่างรวดเร็ว
ส่งตรวจเลือด อย่างเร่งด่วน: CBC, Electrolyte, BUN/Cr, Coagulation profile, Crossmatch blood 4-6 units
พิจารณาให้เลือด หากไม่ตอบสนองต่อสารน้ำคริสตัลลอยด์หรือ Hb ต่ำมาก
คำถาม:
อัตราส่วน BUN/Cr ที่สูงบ่งชี้ถึงอะไร?
จากเลือดออกต่อเนื่อง คุณจะเร่งดำเนินการขั้นต่อไปอย่างไร?
เฉลย:
การแปลผล BUN/Cr สูง: อัตราส่วน BUN:Cr ที่สูง (มากกว่า 20:1) ในภาวะ UGIB มักบ่งบอกว่า มีเลือดสะสมในทางเดินอาหารส่วนบน โดยโปรตีนจากเลือดถูกย่อยและดูดซึมกลับที่ไตเป็นยูเรีย (BUN) สะท้อนถึงปริมาณเลือดออกที่มากและล่าสุด
การดำเนินการขั้นต่อไป: ต้องจัดทำ การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนอย่างเร่งด่วน (Urgent Esophagogastroduodenoscopy: EGD) ภายใน 24 ชั่วโมง (หรือเร็วกว่านี้หากไม่ตอบสนองต่อการรักษา) เพื่อ หาตำแหน่งเลือดออก และทำการห้ามเลือด (เช่น ติดคลิป, รัดด้วยยาง, ฉีดยา)
คำถาม:
การวินิจฉัยและปัจจัยเสี่ยงคืออะไร?
หลังห้ามเลือดแล้ว จะป้องกันการเลือดออกซ้ำใน 72 ชั่วโมงแรกอย่างไร?
เฉลย:
การวินิจฉัยและปัจจัยเสี่ยง:
การวินิจฉัย: แผลเพปติกที่มีการตกเลือดจากหลอดเลือดที่โป่งพอง (Bleeding peptic ulcer with visible vessel)
ปัจจัยเสี่ยง: ประวัติปวดท้องเรื้อรัง (อาจมีแผลเดิม) และการดื่มสุราซึ่งอาจเพิ่มการสร้างกรดและทำลายเยื่อบุ
มาตรการป้องกันเลือดออกซ้ำ (3 ข้อ):
ให้ยาลดกรดทางหลอดเลือดดำต่อเนื่อง: เช่น Proton Pump Inhibitor (PPI) IV (เช่น Pantoprazole 8 mg/hr) เพื่อรักษาค่า pH ในกระเพาะ >6 ซึ่งช่วยให้ลิ่มเลือดที่เกาะอยู่คงตัว
งดอาหารและน้ำทางปาก (NPO): ประมาณ 24-48 ชั่วโมงแรก ตามแผนของแพทย์ที่ทำหัตถการ
สังเกตอาการและสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด: ตรวจสัญญาณชีพทุก 1-4 ชั่วโมง สังเกตอาการซีด อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำเพิ่มเติม
คำถาม: ในการเตรียมจำหน่ายผู้ป่วย เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ คุณจะให้การรักษาและคำแนะนำอะไรบ้าง?
เฉลย:
การรักษาและคำแนะนำป้องกันการกลับเป็นซ้ำ:
การรักษาด้วยยา:
ยาลดกรด: เปลี่ยนเป็นยารับประทาน Proton Pump Inhibitor (PPI) เช่น Omeprazole 20 mg วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์เพื่อรักษาแผลให้หาย
กำจัดเชื้อ H. pylori: หากผลการตรวจจากชิ้นเนื้อระหว่างส่องกล้องเป็นบวก ต้องให้การรักษาด้วยยาต้านเชื้อแบคทีเรีย (Triple therapy) ครบคอร์ส
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม:
หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง: หยุดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
ระมัดระวังการใช้ยา: หลีกเลี่ยงยา NSAIDs (เช่น ไอบูโปรเฟน แอสไพริน) หากจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกยาที่ปลอดภัยกว่า
การติดตามตรวจ:
นัดติดตามอาการและรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง
พิจารณาส่องกล้องติดตาม (Follow-up EGD) ใน 8-12 สัปดาห์ เพื่อประเมินว่าหายดีแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะในแผลขนาดใหญ่
หมอเจี่ย


