แชร์

ดื่มนมมากไปอันตรายหรือไม่?

อัพเดทล่าสุด: 14 ต.ค. 2025
309 ผู้เข้าชม

หญิงอายุ 50 ปี มีอาการท้องเสียและท้องอืดทุกครั้ง หลังรับประทานนมปริมาณมาก อาการดังกล่าวเกิดจากกลไกใด?

A. CCK ลดลง

B. Pancreatic amylase ลดลง

C. Brush border enzyme ลดลง

D. cAMP เพิ่มขึ้น

E. Bile acid หลั่งเพิ่มขึ้น

เฉลย: C. Brush border enzyme ลดลง

เหตุผล:

การวิเคราะห์อาการ: ผู้ป่วยมีอาการ ทุกครั้งหลังดื่มนมปริมาณมาก อาการได้แก่ ท้องเสียและท้องอืด อาการเหล่านี้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการย่อยและดูดซึม น้ำตาลแลคโตส ในนม

กลไกปกติของการย่อยแลคโตส: ในคนปกติ เมื่อดื่มนมเข้าไป น้ำตาลแลคโตสจะถูกย่อยโดยเอนไซม์ แลคเตส (Lactase) ซึ่งเป็น Brush border enzyme ที่อยู่บนผิวของเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็ก แลคเตสจะย่อยแลคโตสให้เป็นกลูโคสและกาแลคโตส เพื่อให้ร่างกายดูดซึมต่อไป

กลไกการเกิดโรค (ในกรณีนี้): เมื่อร่างกายมี เอนไซม์แลคเตสลดลง (ซึ่งเป็นสาเหตุของ ภาวะขาดแลคเตส หรือ Lactose Intolerance) แลคโตสจากนมจะไม่ถูกย่อย แลคโตสที่ไม่ถูกย่อยเหล่านี้จะคงอยู่ในลำไส้และดึงน้ำเข้าสู่ช่องลำไส้ด้วยแรง osmotic (เกิด osmotic diarrhea) เมื่อแลคโตสเคลื่อนไปถึงลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียปกติจะมาเผาผลาญแลคโตสแทน ทำให้เกิดก๊าซ (มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน) ส่งผลให้ ท้องอืด แน่นท้อง และปวดท้อง

ทำไมตัวเลือกอื่นถึงผิด:

A. CCK ลดลง: CCK เกี่ยวข้องกับการหดรัดถุงน้ำดีและกระตุ้นการหลั่งเอนไซม์จากตับอ่อน ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการย่อยแลคโตส

B. Pancreatic amylase ลดลง: เอมย์เลสจากตับอ่อนย่อยแป้ง ไม่ได้ย่อยน้ำตาลแลคโตส

D. cAMP เพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของ cAMP เป็นกลไกของ cholera toxin ที่ทำให้เกิด secretory diarrhea ไม่ใช่กลไกของ lactose intolerance ซึ่งเป็น osmotic diarrhea

E. Bile acid หลั่งเพิ่มขึ้น: กรดน้ำดีช่วยในการย่อยไขมัน ไม่เกี่ยวข้องกับการย่อยแลคโตส

สรุป: อาการท้องเสียและท้องอืดหลังดื่มนม เกิดจาก ภาวะขาดแลคเตส (Lactose Intolerance) ซึ่งมีกลไกหลักมาจาก การทำงานของ Brush border enzyme (แลคเตส) ลดลง ดังนั้นคำตอบคือ C. Brush border enzyme ลดลง


บทความที่เกี่ยวข้อง
ชาย 50 ปี กินหน่อไม้ปี๊บ ไม่มีสติ ความดันสูง จัดการอย่างไร?
ผู้ป่วยชายอายุ 50 ปี มาโรงพยาบาลชุมชน ไม่มีสติหลังจากกินหน่อไม้ปี๊บ ตรวจร่างกาย: ไม่หายใจ ชีพจร 120 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 180/100 mmHg แพทย์จึงใส่ท่อช่วยหายใจแล้วส่งต่อมาที่โรงพยาบาลคุณ ตรวจร่างกายพบชีพจร 124 ครั้ง/นาที ความดัน 180/100 mmHg และยังใส่ท่อช่วยหายใจกับถังลมอยู่ คุณเป็นแพทย์จะทำอย่างไรดีที่สุด
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้