แชร์

หญิง 20 ปี หายใจลำบากเฉียบพลัน มีเสียง stridor และวี้ด พ่นยาแล้วไม่ดีขึ้น ทำอะไรต่อ?

อัพเดทล่าสุด: 22 ต.ค. 2025
126 ผู้เข้าชม

หญิง 20 ปี หายใจลำบากเฉียบพลัน มีเสียง stridor และวี้ด พ่นยาแล้วไม่ดีขึ้น ทำอะไรต่อ?
ผู้ป่วยหญิงอายุ 20 ปี มีอาการหายใจลำบาก 15 นาทีก่อนมาโรงพยาบาล ตรวจร่างกาย: มีเสียง stridor, เสียงวี้ดขณะหายใจออก พ่นยาขยายหลอดลม SABA 3 ครั้งแล้วไม่ดีขึ้น
A. ยาต้านโคลิเนอร์จิก เนบูลายส์
B. ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน
C. ยาเทอร์บูทาลีน เนบูลายส์
D. ยาอีพิเนฟริน เนบูลายส์
E. ยาเธโอฟิลลีนทางหลอดเลือดดำ

เฉลย:  D. ยาอีพิเนฟรินเนบูลายส์ (Epinephrine Nebulization) เป็นการรักษาที่เหมาะสมและมีความน่าจะเป็นสูงที่สุดที่จะได้ผลในสถานการณ์นี้
จากประวัติผู้ป่วยหญิงอายุ 20 ปี ที่มีอาการหายใจลำบากเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 15 นาที ตรวจร่างกายพบเสียงสไตรดอร์และเสียงวี้ดขณะหายใจออก และที่สำคัญคือไม่ตอบสนองต่อการพ่นยาขยายหลอดลมกลุ่ม SABA จำนวน 3 ครั้งแล้ว อาการทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึง ภาวะหอบหืดฉับพลันรุนแรงที่ดื้อต่อการรักษาเบื้องต้น (Acute Severe Asthma Refractory to Initial Therapy) หรือที่อาจเรียกกว่า Status Asthmaticus ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิต
เมื่อพิจารณาตัวเลือกการรักษาที่มีอยู่ D. ยาอีพิเนฟรินเนบูลายส์ (Epinephrine Nebulization) เป็นการรักษาที่เหมาะสมและมีความน่าจะเป็นสูงที่สุดที่จะได้ผลในสถานการณ์นี้
เหตุผลเชิงลึกทางการแพทย์ที่เลือกอีพิเนฟริน:
1. กลไกการออกฤทธิ์ที่ครอบคลุมหลายระบบ:
อีพิเนฟรินเป็นสารสื่อประสาทและฮอร์โมนตามธรรมชาติที่ออกฤทธิ์ได้ทั้งที่ alpha-adrenergic receptors และ beta-adrenergic receptors อย่างสมดุล การออกฤทธิ์ที่ beta-2 receptors ในปอดทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบรอบหลอดลมอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การออกฤทธิ์ที่ alpha-receptors ช่วยทำให้หลอดเลือดบริเวณเยื่อบุหลอดลมหดตัว ลดการบวมและอาการบวมน้ำของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งเป็นพยาธิสภาพสำคัญในภาวะหอบหืดรุนแรง
2. ความได้เปรียบทางเภสัชจลนศาสตร์:
เมื่อให้ในรูปแบบเนบูลายส์ อีพิเนฟรินจะถูกดูดซึมผ่านเยื่อบุหลอดลมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เริ่มออกฤทธิ์ภายใน 1-3 นาที และมีผลสูงสุดภายใน 5-15 นาที ซึ่งเร็วกว่ายาขยายหลอดลมอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อ SADA แล้ว ความรวดเร็วในการออกฤทธิ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
3. การแก้ไขพยาธิสภาพได้หลายระดับ:
ภาวะหอบหืดรุนแรงไม่เพียงแต่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การบวมน้ำ และการสร้างเสมหะจำนวนมาก อีพิเนฟรินสามารถจัดการกับหลายกลไกนี้พร้อมกัน ทั้งการคลายกล้ามเนื้อหลอดลม การลดการบวม และการลดการสร้างเสมหะ
การวิเคราะห์ตัวเลือกอื่นๆ อย่างละเอียด:
A. ยาต้านโคลิเนอร์จิกเนบูลายส์:
แม้จะมีประโยชน์ในการบล็อก cholinergic-mediated bronchoconstriction แต่ยานี้ใช้เวลา 15-30 นาทีในการเริ่มออกฤทธิ์ ซึ่งช้าเกินไปสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และมักใช้เป็นยาร่วมมากกว่ายาเดี่ยว
B. ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน:
มีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมการอักเสบแต่ใช้เวลาอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงในการเริ่มออกฤทธิ์ จึงไม่เหมาะสมเป็น therapy แรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรให้ควบคู่ไปกับการรักษาอื่นๆ
C. ยาเทอร์บูทาลีนเนบูลายส์:
เป็น selective beta-2 agonist เช่นเดียวกับ SABA ที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองมาแล้ว การเปลี่ยนมาใช้ยาในกลุ่มเดียวกันอีกจึงมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้ผลเช่นกัน
E. ยาเธโอฟิลลีนทางหลอดเลือดดำ:
เป็น methylxanthine ที่มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันโดยไปยับยั้ง phosphodiesterase และบล็อก adenosine receptors อย่างไรก็ตาม ยานี้มี therapeutic index แคบ มีพิษต่อหัวใจและระบบประสาทสูง และออกฤทธิ์ช้าไม่เหมาะกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
แนวทางการจัดการผู้ป่วยอย่างเป็นระบบหลังให้อีพิเนฟริน:
-ติดตามการตอบสนองอย่างใกล้ชิด ภายใน 15-30 นาทีหลังให้ยา
-ให้ systemic corticosteroids ทันที ไม่ว่าจะเป็น methylprednisolone ทางหลอดเลือดดำหรือ prednisolone ทางปาก
-พิจารณา magnesium sulfate ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อหลอดลม
-เตรียมพร้อมสำหรับการช่วยหายใจ หากอาการไม่ดีขึ้น
-ตรวจ arterial blood gas เพื่อประเมินภาวะกรด-ด่างและ ventilation
ข้อควรระวังในการใช้อีพิเนฟริน:
แม้อีพิเนฟรินจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจร่วมด้วย เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เกิด cardiac arrhythmias ได้ อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ประโยชน์มักมีมากกว่าความเสี่ยง
โดยสรุป การให้อีพิเนฟรินเนบูลายส์เป็นการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีกลไกการออกฤทธิ์ที่ครอบคลุมหลายพยาธิสภาพของโรค ออกฤทธิ์รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงในกรณีที่ดื้อต่อ SABA ตามมาตรฐานการรักษาภาวะหอบหืดรุนแรง


บทความที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury)
ฝึกทำข้อสอบ MEQ เรื่อง Acute Kidney Injury (AKI) ตัวอย่างโจทย์ภาวะไตวายเฉียบพลัน ครอบคลุมการแยกสาเหตุ pre-renal, intra-renal, post-renal, การแปลผล urine electrolytes และ fractional excretion of sodium (FENa), การให้ fluid resuscitation, การปรับขนาดยาตาม eGFR, และข้อบ่งชี้ในการฟอกเลือดด่วน
ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Decompensated Heart Failure)
ฝึกทำข้อสอบ MEQ เรื่อง Acute Decompensated Heart Failure ตัวอย่างโจทย์ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ครอบคลุมการประเมิน volume overload vs low perfusion, การให้ยาขับปัสสาวะ Furosemide, การปรับยาในผู้ป่วย hypotensive, การให้ inotropes และ vasodilator อย่างเหมาะสม รวมถึงการให้คำแนะนำผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน
ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)
ฝึกทำข้อสอบ MEQ เรื่อง Thyrotoxicosis ตัวอย่างโจทย์ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ตั้งแต่การซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อแยกสาเหตุ, การแปลผล thyroid function test, การเลือกใช้ยา methimazole, PTU, beta-blocker, และการจัดการภาวะ thyroid storm ที่รุนแรง เหมาะสำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ