หญิงถูกบอกเลิก!! มีอาการหายใจเร็ว จัดการอย่างไร?
30 ผู้เข้าชม

หนุ่มสาวสองคนมาพบแพทย์ด้วยประวัติทะเลาะกัน บอกเลิกกัน ผู้หญิงมีอาการหายใจเร็ว (Hyperventilation)?
1. การปลอบโยนและฝึกการหายใจ
2. การหายใจด้วยหน้ากากสูดลมหายใจซ้ำ
3. ยาไดอะซีแพม
ตอบ 1. การปลอบโยนและฝึกการหายใจ (Reassurance and Breathing Exercise)
จากการประเมินผู้ป่วยหญิงที่มีอาการหายใจเร็ว (Hyperventilation) หลังจากประสบกับการทะเลาะวิวาทและการถูกบอกเลิก อาการนี้จัดเป็นภาวะหายใจเกิน (Hyperventilation Syndrome) ที่มีสาเหตุมาจากความเครียดทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งต้องการการจัดการที่เหมาะสมและทันท่วงที
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของภาวะนี้เริ่มจากความเครียดทางอารมณ์ที่รุนแรงไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติส่วนซิมพาเทติก ทำให้เกิดการหายใจเร็วและลึกเกินความต้องการของร่างกาย การหายใจเร็วนี้ทำให้มีการขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายมากเกินไป นำไปสู่ภาวะ hypocapnia หรือระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำ ภาวะ hypocapnia ก่อให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดในสมอง โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงในสมองขนาดเล็ก ลดการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ มือจีบเกร็ง ชารอบปาก และรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
การจัดการผู้ป่วยรายนี้ควรเริ่มต้นด้วย **1. การปลอบโยนและฝึกการหายใจ (Reassurance and Breathing Exercise)** เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุดสำหรับภาวะ hyperventilation จากสาเหตุทางจิตใจ
เทคนิคการฝึกการหายใจที่เหมาะสมประกอบด้วย การสอนผู้ป่วยให้หายใจช้าลง โดยหายใจเข้าออกลึกๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ การหายใจโดยใช้กะบังลมแทนการหายใจด้วยหน้าอก การฝึกหายใจโดยเป่าลมออกช้าๆ ระหว่างริมฝีปากที่หรี่เล็กน้อย (pursed-lip breathing) และการหายใจแบบ 4-7-8 โดยหายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที และหายใจออก 8 วินาที
การปลอบโยนผู้ป่วยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความวิตกกังวลและความกลัวจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและสามารถควบคุมได้ โดยให้ผู้ป่วยนั่งในท่าที่สบายและรู้สึกปลอดภัย
สำหรับ **2. การหายใจด้วยหน้ากากสูดลมหายใจซ้ำ (Re-breathing Mask Breathing)** แม้จะเป็นวิธีการที่เคยใช้ในอดีต แต่ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีการแรก เนื่องจากอาจทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงได้ และอาจเพิ่มความวิตกกังวลให้ผู้ป่วย
ส่วน **3. ยาไดอะซีแพม (Diazepam)** เป็น benzodiazepine ที่ออกฤทธิ์ลดความวิตกกังวลและคลายกล้ามเนื้อ ควรสงวนไว้สำหรับกรณีที่อาการรุนแรงมากหรือไม่ตอบสนองต่อวิธีการอื่นๆ เนื่องจากการใช้ยาอาจทำให้ผู้ป่วยติดยาได้ และอาจกดการหายใจ
หลังจากที่อาการหายใจเร็วดีขึ้นแล้ว ควรประเมินสภาพจิตใจผู้ป่วยอย่างละเอียด และพิจารณาการส่งต่อเพื่อการปรึกษาด้านสุขภาพจิต หากผู้ป่วยยังมีความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าต่อไป
โดยสรุป then การปลอบโยนและฝึกการหายใจเป็นวิธีการจัดการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากแก้ไขได้ทั้งสาเหตุทางกายและทางจิตใจ มีความปลอดภัยสูง และช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีการจัดการกับอาการด้วยตนเองในอนาคต
1. การปลอบโยนและฝึกการหายใจ
2. การหายใจด้วยหน้ากากสูดลมหายใจซ้ำ
3. ยาไดอะซีแพม
ตอบ 1. การปลอบโยนและฝึกการหายใจ (Reassurance and Breathing Exercise)
จากการประเมินผู้ป่วยหญิงที่มีอาการหายใจเร็ว (Hyperventilation) หลังจากประสบกับการทะเลาะวิวาทและการถูกบอกเลิก อาการนี้จัดเป็นภาวะหายใจเกิน (Hyperventilation Syndrome) ที่มีสาเหตุมาจากความเครียดทางจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งต้องการการจัดการที่เหมาะสมและทันท่วงที
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของภาวะนี้เริ่มจากความเครียดทางอารมณ์ที่รุนแรงไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติส่วนซิมพาเทติก ทำให้เกิดการหายใจเร็วและลึกเกินความต้องการของร่างกาย การหายใจเร็วนี้ทำให้มีการขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายมากเกินไป นำไปสู่ภาวะ hypocapnia หรือระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำ ภาวะ hypocapnia ก่อให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดในสมอง โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงในสมองขนาดเล็ก ลดการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ มือจีบเกร็ง ชารอบปาก และรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
การจัดการผู้ป่วยรายนี้ควรเริ่มต้นด้วย **1. การปลอบโยนและฝึกการหายใจ (Reassurance and Breathing Exercise)** เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุดสำหรับภาวะ hyperventilation จากสาเหตุทางจิตใจ
เทคนิคการฝึกการหายใจที่เหมาะสมประกอบด้วย การสอนผู้ป่วยให้หายใจช้าลง โดยหายใจเข้าออกลึกๆ ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ การหายใจโดยใช้กะบังลมแทนการหายใจด้วยหน้าอก การฝึกหายใจโดยเป่าลมออกช้าๆ ระหว่างริมฝีปากที่หรี่เล็กน้อย (pursed-lip breathing) และการหายใจแบบ 4-7-8 โดยหายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที และหายใจออก 8 วินาที
การปลอบโยนผู้ป่วยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความวิตกกังวลและความกลัวจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและสามารถควบคุมได้ โดยให้ผู้ป่วยนั่งในท่าที่สบายและรู้สึกปลอดภัย
สำหรับ **2. การหายใจด้วยหน้ากากสูดลมหายใจซ้ำ (Re-breathing Mask Breathing)** แม้จะเป็นวิธีการที่เคยใช้ในอดีต แต่ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีการแรก เนื่องจากอาจทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลงได้ และอาจเพิ่มความวิตกกังวลให้ผู้ป่วย
ส่วน **3. ยาไดอะซีแพม (Diazepam)** เป็น benzodiazepine ที่ออกฤทธิ์ลดความวิตกกังวลและคลายกล้ามเนื้อ ควรสงวนไว้สำหรับกรณีที่อาการรุนแรงมากหรือไม่ตอบสนองต่อวิธีการอื่นๆ เนื่องจากการใช้ยาอาจทำให้ผู้ป่วยติดยาได้ และอาจกดการหายใจ
หลังจากที่อาการหายใจเร็วดีขึ้นแล้ว ควรประเมินสภาพจิตใจผู้ป่วยอย่างละเอียด และพิจารณาการส่งต่อเพื่อการปรึกษาด้านสุขภาพจิต หากผู้ป่วยยังมีความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าต่อไป
โดยสรุป then การปลอบโยนและฝึกการหายใจเป็นวิธีการจัดการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากแก้ไขได้ทั้งสาเหตุทางกายและทางจิตใจ มีความปลอดภัยสูง และช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีการจัดการกับอาการด้วยตนเองในอนาคต


