หญิงมีผื่นคัน ตุ่มน้ำใส มักมีอาการเมื่อใส่ตุ้มหู ทา steroid อาการดีขึ้น ควรส่ง test ใดเพื่อหาสาเหตุ?

หญิง 30 ปี มีผื่นคัน ตุ่มน้ำใส มักมีอาการเมื่อใส่ตุ้มหู ทาsteroid อาการดีขึ้น ควรส่ง test ใดเพื่อหาสาเหตุ?
A. Patch test
B. IgE
C. Skin biopsy
D. Prick test
E. Intradermal test
คำตอบที่ถูกต้องคือ A. Patch test
เหตุผลโดยละเอียด
ประวัติและอาการของผู้ป่วยชี้ไปที่ โรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (Contact dermatitis) แบบแพ้ (Allergic contact dermatitis) มากที่สุด:
อาการ: ผื่นคัน มีตุ่มน้ำใส ซึ่งเป็นลักษณะของผื่นผิวหนังอักเสบ (eczematous reaction)
ปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน: มักมีอาการเมื่อ ใส่ตุ้มหู ซึ่งเป็นวัตถุที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง
การตอบสนองต่อการรักษา: อาการดีขึ้นเมื่อทาสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบที่ใช้รักษาโรคผิวหนังอักเสบ
กลไกที่น่าจะเป็น: การแพ้สัมผัสเป็นปฏิกิริยา ภูมิแพ้แบบความจำเพาะ (type IV hypersensitivity หรือ delayed-type hypersensitivity) ซึ่งจะเกิดอาการหลังสัมผัสสารก่อแพ้ไปแล้ว 48-72 ชั่วโมง
Patch test คือการทดสอบมาตรฐานเพื่อวินิจฉัย Allergic contact dermatitis โดยเฉพาะ
วิธีการ: นำสารก่อแพ้ที่สงสัย (ในกรณีนี้คือส่วนประกอบของตุ้มหู เช่น นิกเกิล โคบอลต์ เป็นต้น) วางบนแผ่นพิเศษและปิดติดผิวหนังบริเวณหลังเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จากนั้นอ่านผลอีกครั้งที่ 72 หรือ 96 ชั่วโมง เพื่อดูปฏิกิริยาบวมแดง คัน หรือตุ่มน้ำใส ซึ่งแสดงว่าผู้ป่วยแพ้สารนั้น
เหมาะกับกรณีนี้: เพราะเป็นการทดสอบเพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาแบบ delayed hypersensitivity ซึ่งตรงกับอาการที่สัมพันธ์กับการใส่ตุ้มหู
อธิบายแต่ละตัวเลือก:
A. Patch test
ถูกต้อง: เป็นการทดสอบที่ตรงประเด็นที่สุดสำหรับการหาสาเหตุ การแพ้สัมผัส (contact allergy) ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุของอาการในผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากอาการสัมพันธ์กับตุ้มหูโดยชัดเจน
B. IgE
ไม่ถูกต้อง: การตรวจหาระดับ IgE ในเลือดหรือการทดสอบที่ตรวจหา IgE เฉพาะเจาะจง (เช่น ImmunoCAP) ใช้สำหรับวินิจฉัยโรคภูมิแพ้แบบ Immediate hypersensitivity (Type I) เช่น แพ้อากาศ หอบหืด แพ้อาหาร ซึ่งจะเกิดอาการภายในไม่กี่นาทีหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ไม่ใช่แบบ delayed ที่พบในกรณีนี้
C. Skin biopsy
ไม่ถูกต้อง: การตัดชิ้นเนื้อผิวหนังไปตรวจทางพยาธิวิทยาช่วยวินิจฉัยลักษณะของโรคผิวหนัง แต่ ไม่ได้ระบุถึงสาเหตุที่เฉพาะเจาะจง ว่าแพ้สารอะไร มักใช้ในกรณีที่การวินิจฉัยยังไม่ชัดเจนหรือต้องการแยกโรคอื่นๆ (เช่น โรคผิวหนังจากเชื้อรา, โรคสะเก็ดเงิน) ไม่ใช่การทดสอบขั้นแรกเพื่อหาสารก่อแพ้ในกรณีที่ประวัติชัดเจนเช่นนี้
D. Prick test
ไม่ถูกต้อง: เป็นการทดสอบภูมิแพ้แบบผิวหนังสำหรับ Immediate hypersensitivity (Type I) โดยหยอดสารสกัดที่สงสัยบนผิวหนังแล้วใช้ปลายแหลมกดทิ้งไว้ จะอ่านผลภายใน 15-20 นาที (ดูปฏิกิริยาลมพิษ) ใช้ตรวจสอบการแพ้อากาศ, อาหาร, ยา หรือสารก่อภูมิแพ้ในอากาศที่ทำให้เกิดอาการแบบเฉียบพลัน ไม่เหมาะสำหรับการวินิจฉัย allergic contact dermatitis
E. Intradermal test
ไม่ถูกต้อง: คล้ายกับ prick test แต่เป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในชั้นผิวหนัง (intradermal) ส่วนใหญ่ใช้ตรวจภูมิแพ้แบบ Type I เช่น การทดสอบภูมิแพ้ต่อยา (เช่น เพนิซิลลิน) หรือต่อพิษแมลงกัดต่อย ไม่ใช่ การทดสอบสำหรับ allergic contact dermatitis
สรุป: จากประวัติที่อาการสัมพันธ์กับการใส่ตุ้มหู และผื่นเป็นแบบตุ่มน้ำใสที่ตอบสนองต่อสเตียรอยด์ สงสัยว่าเป็น Allergic contact dermatitis การทดสอบที่เหมาะสมที่สุดเพื่อยืนยันและหาสารก่อแพ้จำเพาะ (เช่น นิกเกิล จากตุ้มหู) คือ Patch test


