แชร์

คนไข้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ไม่เคยสูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า เห็นภาพหลอน สับสนทิศทาง ควรหลีกเลี่ยงยาใด?

อัพเดทล่าสุด: 22 ม.ค. 2026
100 ผู้เข้าชม

คนไข้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ไม่เคยสูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า เห็นภาพหลอน สับสนทิศทาง ควรหลีกเลี่ยงยาใด?

A. Anticholinergic

B. Dopamine agonist

C. Adrenergic antagonist

D. Benzodiazepine

E. Serotonin reuptake inhibitor

คำตอบที่ถูกต้องคือ A. Anticholinergic
เหตุผลโดยละเอียด
ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย (Terminal stage cancer) ที่มีอาการ เห็นภาพหลอน (Hallucinations) และ สับสนทิศทาง (Disorientation) กำลังแสดงอาการของ ภาวะเพ้อ (Delirium) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยระยะท้าย
Delirium ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สามารถทำให้อาการเพ้อแย่ลงหรือเป็นตัวกระตุ้นได้คือ ยา กลุ่มต่างๆ
ยากลุ่ม Anticholinergic มีผลข้างเคียงที่เด่นชัดคือ อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง (CNS effects) เนื่องจากขัดขวางการทำงานของสารสื่อประสาทอะซิติลโคลีนในสมอง ซึ่งรวมถึง:
ความสับสน (Confusion)
อาการเพ้อ (Delirium)
เห็นภาพหลอน (Hallucinations)
ความจำเสื่อม
ปากแห้ง ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก/คั่ง
การให้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการเพ้อหรือประสาทหลอนอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้อาการทางจิตประสาทแย่ลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเป็นอันดับแรก
อธิบายแต่ละตัวเลือก:
A. Anticholinergic (ยาต้านโคลิเนอร์จิก)
ถูกต้อง: เป็นกลุ่มยาที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด ในผู้ป่วยที่มีหรือเสี่ยงต่อภาวะเพ้อ (เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ, ระยะท้ายของโรค) เนื่องจากยาจะทำให้อาการสับสนและประสาทหลอนรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ยาในกลุ่มนี้มักใช้เพื่อลดอาการคลื่นไส้ (เช่น hyoscine) หรือเป็นส่วนประกอบของยาแก้ปวดบางชนิด
B. Dopamine agonist (ยากระตุ้นโดปามีน)
ไม่ถูกต้อง: อาจทำให้เกิดอาการทางจิตได้ (เช่น ภาพหลอน) แต่ไม่ได้เป็นกลุ่มยาหลักที่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย และไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเทียบกับ anticholinergic ซึ่งมีผลข้างเคียงนี้เด่นชัดและพบบ่อยกว่าในสถานการณ์นี้
C. Adrenergic antagonist (ยาต้านแอดรีเนอร์จิก)
ไม่ถูกต้อง: เช่น ยาลดความดันกลุ่ม beta-blocker หรือ alpha-blocker ผลข้างเคียงหลักคือความดันต่ำ หัวใจเต้นช้า ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของอาการเพ้อหรือประสาทหลอน
D. Benzodiazepine (ยาเบนโซไดอะซีปีน)
ไม่ถูกต้อง: เป็นยาที่ใช้รักษาอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ และอาจใช้ร่วมในบางกรณีของภาวะเพ้อ แต่การใช้ในผู้ป่วยสูงอายุหรือมีอาการเพ้ออยู่แล้ว อาจทำให้อาการสับสนและง่วงซึมเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงนี้รุนแรงน้อยกว่าและเป็นที่ยอมรับในการใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่าง ต่างจาก anticholinergic ที่มีแนวโน้มทำให้อาการเพ้อแย่ลงชัดเจนและหลีกเลี่ยงได้
E. Serotonin reuptake inhibitor (ยาเอสเอสอาร์ไอ)
ไม่ถูกต้อง: เป็นยาต้านเศร้า ผลข้างเคียงอาจรวมถึงอาการกระสับกระส่าย คลื่นไส้ ไม่ใช่สาเหตุหลักของอาการเพ้อเฉียบพลัน และอาจถูกใช้รักษาภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยระยะท้าย
สรุป: ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่มีอาการเพ้อ (เห็นภาพหลอน สับสน) การใช้ยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก (Anticholinergic) เป็นสิ่งต้องห้ามหรือหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้อาการทางจิตประสาทแย่ลงอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้การดูแลผู้ป่วยยากขึ้น

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคกิแลง บาร์แร ซินโดรม  (Guillain-Barré Syndrome)
โรคกิแลง บาร์แร ซินโดรม (Guillain-Barré Syndrome, GBS) เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้ไม่บ่อยแต่รุนแรง เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์ประสาทส่วนปลาย (peripheral nerves) ทำให้เกิดอาการอ่อนแรงเฉียบพลัน มักเกิดหลังการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสีย หรือการติดเชื้อ COVID-19 ประมาณ 1-3 สัปดาห์ก่อนเริ่มมีอาการ
ทารกแรกเกิดตรวจพบ... meningomyelocele เกิดจากความผิดปกติ ในช่วงหลังการปฏิสนธิกี่วัน?
ทารกแรกเกิดตรวจพบความพิการแต่กำเนิด Meningomyelocele (เปิดไขสันหลัง) ขนาด 4 ซม. เกิดจากความผิดปกติของท่อประสาท (Neural Tube Defect) ในช่วงหลังปฏิสนธิประมาณวันที่ 26-28 หรือสัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์ ตรงกับช่วงที่ท่อประสาท (Neural Tube) ปิดไม่สมบูรณ์
การตรวจวินิจฉัยภาวะทวารหนักปิดในทารกแรกเกิด
ทารกแรกเกิดครบกำหนด มีภาวะทวารหนักปิด (imperforate anus) การตั้งครรภ์ของมารดาไม่มีภาวะแทรกซ้อน การตรวจร่างกายทารกอยู่ในขอบเขตปกติ การตรวจสืบค้นที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร?
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้