แชร์

ชาย 30 ปีเป็น heart failure กิน furosemide 2 ปี ผลตรวจเลือดจะพบอะไรผิดปกติมากที่สุด?

อัพเดทล่าสุด: 22 ม.ค. 2026
95 ผู้เข้าชม

ชาย 30 ปี เป็น heart failure กิน furosemide 2 ปี ผลตรวจเลือดจะพบอะไรผิดปกติมากที่สุด?

A. Hyperuricemia

B. Hyperchloremia

C. Hypercalcemia

D. Hypernatremia

E. Hyperkalemia

คำตอบที่ถูกต้องคือ A. Hyperuricemia
เหตุผลโดยละเอียด
Furosemide เป็นยาขับปัสสาวะกลุ่ม Loop diuretic ใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure) กลไกการทำงานคือยับยั้ง Na⁺-K⁺-2Cl⁻ cotransporter ใน thick ascending limb ของ Henle’s loop ของไต ทำให้ขับเกลือโซเดียม คลอไรด์ โพแทสเซียม และน้ำออกทางปัสสาวะมาก
การใช้ Furosemide เป็นเวลานาน (2 ปี) มีแนวโน้มทำให้เกิด ผลข้างเคียงด้านอิเล็กโทรไลต์และกรดยูริก ที่สำคัญคือ:
Hyperuricemia (กรดยูริกในเลือดสูง) - พบบ่อยมากที่สุดในบริบทนี้
กลไก: Furosemide เพิ่มการดูดซึมกรดยูริกกลับที่ proximal tubule จากการที่ปริมาตรน้ำในร่างกายลดลง (volume depletion) และการแลกเปลี่ยนยูเรตกับแลคเตทและสารอื่นๆ ในไต ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น
ความสำคัญ: เป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ loop diuretic และ thiazide diuretic นานๆ และอาจนำไปสู่โรคเกาต์ (gout) ได้
Hypokalemia (โพแทสเซียมในเลือดต่ำ) - พบบ่อย แต่โจทย์ถามว่า "พบอะไรผิดปกติมากที่สุด" และตัวเลือกมีแต่ "Hyper-" ดังนั้น Hypokalemia (โพแทสเซียมต่ำ) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยและสำคัญมาก ไม่ได้อยู่ในตัวเลือก
Hyponatremia (โซเดียมในเลือดต่ำ) - อาจพบได้ แต่ไม่บ่อยเท่า Hypokalemia หรือ Hyperuricemia
Hypocalcemia (แคลเซียมในเลือดต่ำ) - พบได้น้อย เพราะ Loop diuretic เพิ่มการขับแคลเซียมทางปัสสาวะ (ต่างจาก Thiazide ที่ลดการขับแคลเซียม)
เมื่อดูตัวเลือกที่มี (ทั้งหมดเป็น "Hyper-"):
Hyperkalemia (E) พบได้ยากมากจากการใช้ Furosemide เพราะยานี้ทำให้เสียโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะ (Hypokalemia) มากกว่า
Hypernatremia (D) และ Hyperchloremia (B) พบได้ไม่บ่อยในผู้ป่วยที่ใช้ Furosemide เป็นเวลานาน เพราะยาขับทั้งโซเดียมและคลอไรด์ออก มักทำให้ระดับปกติหรือต่ำ
Hypercalcemia (C) ไม่ได้เกิดจาก Furosemide โดยตรง และพบได้น้อย
ดังนั้น จากตัวเลือกทั้งหมด Hyperuricemia (A) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยและชัดเจนที่สุด จากการใช้ Furosemide เป็นเวลานาน (2 ปี)
อธิบายแต่ละตัวเลือก:
A. Hyperuricemia (กรดยูริกสูง)
ถูกต้อง: เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยมากของยา loop diuretic (เช่น Furosemide) และ thiazide diuretic จากการใช้เป็นเวลานาน เนื่องจากยาเพิ่มการดูดซึมกรดยูริกกลับที่ไต
B. Hyperchloremia (คลอไรด์สูง)
ไม่ถูกต้อง: Furosemide ขับคลอไรด์ออกทางปัสสาวะร่วมกับโซเดียม การใช้ยาเป็นเวลานานอาจทำให้คลอไรด์ปกติหรือต่ำได้ แต่พบภาวะคลอไรด์สูงได้น้อยและไม่ใช่ลักษณะเด่น
C. Hypercalcemia (แคลเซียมสูง)
ไม่ถูกต้อง: Loop diuretic เช่น Furosemide เพิ่มการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ ดังนั้นอาจทำให้แคลเซียมต่ำ (Hypocalcemia) ได้บ้าง แต่ไม่ทำให้แคลเซียมสูง
D. Hypernatremia (โซเดียมสูง)
ไม่ถูกต้อง: Furosemide ขับโซเดียมออกมาก ภาวะโซเดียมสูงจึงพบได้น้อยในผู้ป่วยที่ได้รับยานี้เป็นประจำ ส่วนใหญ่จะได้โซเดียมปกติหรือต่ำ
E. Hyperkalemia (โพแทสเซียมสูง)
ไม่ถูกต้อง: Furosemide ทำให้เสียโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะมาก (Hypokalemia) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงสำคัญและพบบ่อย ภาวะโพแทสเซียมสูง (Hyperkalemia) จึงไม่เกิดจากยา Furosemide โดยตรง (ยกเว้นผู้ป่วยมีโรคไตร่วมด้วยหรือได้รับโพแทสเซียมเสริมมากเกิน)
สรุป: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและเป็นลักษณะเฉพาะของการใช้ Furosemide เป็นเวลานาน (2 ปี) คือ Hyperuricemia ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเกาต์ได้
 
 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
เฉลย:โรคคาวาซากิ Kawasaki Disease
โรคคาวาซากิ (Kawasaki Disease) คือโรคหลอดเลือดอักเสบเฉียบพลันที่พบได้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจในเด็กที่ได้มา (acquired heart disease) หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดหัวใจโป่งพอง (coronary aneurysm) ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
 เด็ก 2 ขวบ อาเจียนเป็นสีเขียวหลังกินอาหาร แปลว่าอะไร? อันตรายไหม? วินิจฉัยอย่างไร?
เด็กอายุ 2 ปี อาเจียนสีเขียวหลังกินอาหาร (Green or Bilious Vomiting) เป็นสัญญาณอันตรายที่อาจหมายถึง ลำไส้อุดตัน (Intestinal Obstruction) เช่น จากลำไส้กลืนกัน (Intussusception) ลำไส้บิดเกลียว (Malrotation with Volvulus) หรือลำไส้ตันแต่กำเนิด ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจเพิ่มเติมเช่น อัลตราซาวนด์หรือเอ็กซเรย์ และรับการรักษาเร่งด่วน
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้