แชร์

สีน้ำมูกบอกโรค?

อัพเดทล่าสุด: 9 ก.พ. 2026
24 ผู้เข้าชม

สีและลักษณะของน้ำมูกสามารถเป็น ตัวบ่งชี้อาการเบื้องต้น ของสุขภาพระบบทางเดินหายใจได้ แต่มักไม่ใช่วิธีวินิจฉัยโรคที่แน่นอน
ใส, บาง, เป็นน้ำ
ปกติ / ภูมิแพ้ / เริ่มเป็นหวัด
• ร่างกายขับสิ่งแปลกปลอมหรือสารก่อภูมิแพ้
• อาการภูมิแพ้มักคันจมูก จาม น้ำมูกไหลต่อเนื่อง
• หากใสและไหลมากอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของไข้หวัด
ขาว, ขุ่นข้น
การอักเสบ หรือ ติดเชื้อ (เริ่มต้น)
• เยื่อจมูกบวม น้ำมูกข้นขึ้น ไหลช้าลง
• มักพบในไข้หวัดช่วง 2-3 วันแรก หรือภาวะขาดน้ำ
เหลือง
ระบบภูมิคุ้มกันกำลังทำงาน
• มีเม็ดเลือดขาวจำนวนมากออกมากำจัดเชื้อโรค
• หากมีไม่เกิน 10-14 วัน และไม่มีอาการรุนแรงอื่น มักหายได้เอง (หวัดปกติ)
• ข้อควรระวัง: หากเป็นนานกว่า 2 สัปดาห์ หรือมีไข้สูง อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
เขียว
การต่อสู้กับเชื้อโรคที่รุนแรงขึ้น
• มีเอนไซม์จากเม็ดเลือดขาว (Myeloperoxidase) ปนออกมา
• ไม่จำเป็นต้องหมายถึงติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป ไวรัสบางชนิดก็ทำให้น้ำมูกเขียวได้
• มักเข้มข้นและเหนียว
สีชมพู/แดง
มีเลือดปนออกมาเล็กน้อย
• เกิดจากเส้นเลือดฝอยในจมูกแตกจาก การบาดเจ็บ แคะจมูก แห้งเกินไป หรือการอักเสบรุนแรง
• ส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง หากเป็นเพียงเส้นเลือดฝอยเล็กๆ
• หากเลือดออกมากหรือบ่อย ควรปรึกษาแพทย์
สีน้ำตาล
มีเลือดเก่า / สูดดมสิ่งแปลกปลอม
• อาจมีเลือดออกมาแล้วเก่า หรือสูดฝุ่นดิน ควันบุหรี่
• พบบ่อยในผู้สูบบุหรี่ หรืออยู่ในพื้นที่ฝุ่นควันมาก
• หากมีอาการไอมีเสมหะสีน้ำตาลด้วย ควรรีบตรวจ
สีดำ
ติดเชื้อรา (พบน้อย) / มลภาวะรุนแรง
• พบในผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก หรือสูดฝุ่นควันเขม่ามาก
• ควรพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

ต้องไปพบแพทย์เมื่อไหร่?
สีน้ำมูกเป็นเพียงหนึ่งในหลายอาการ ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการเหล่านี้ ร่วมด้วย:
-มีไข้สูง (มากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส) นานเกิน 3 วัน
-อาการไม่ดีขึ้นหลังผ่านไป 10-14 วัน หรือแย่ลงหลังจาก 5-7 วันแรก
-ปวดไซนัสรุนแรง (ปวดบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก ระหว่างคิ้ว หรือฟันบน) หรือ ปวดหัวมาก
-หายใจมีกลิ่นเหม็นรุนแรง หรือ เสมหะมีเลือดปนจำนวนมาก
-มีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก
-ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อยู่แล้ว (เช่น เป็นโรคเบาหวาน, กำลังได้รับเคมีบำบัด)
การดูแลตัวเองเบื้องต้น
-ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้น้ำมูกไม่ข้นเกินไปและขับออกง่าย
-ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (Normal Saline) เพื่อชะล้างน้ำมูก สิ่งระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้น
-พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานไปต่อสู้กับเชื้อโรค
-ใช้เครื่องทำความชื้นในห้อง หากอากาศแห้งเกินไป
-หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา ในจมูก เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล

สรุปสำคัญ
สีน้ำมูกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ต้องดูจากอาการอื่นๆ และระยะเวลาร่วมด้วย
น้ำมูกสีเหลืองหรือเขียว ≠ ต้องกินยาปฏิชีวนะทันที การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นทำให้เกิดภาวะดื้อยาได้
เวลาและอาการโดยรวมสำคัญกว่าสี ให้สังเกตว่าอาการดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร
หากคุณมีน้ำมูกสีผิดปกติร่วมกับอาการอื่นๆ ที่น่ากังวลตามที่กล่าวไว้ข้างต้น การพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ


บทความที่เกี่ยวข้อง
หญิง 19 ปี น้ำหนัก 30 กก. กลัวอ้วน ไม่กินอาหารแคลสูง ใช้ยาระบาย วินิจฉัยอะไร?
ผู้ป่วยหญิงมีอาการซีด หมอให้กินเหล็กเสริมหลังอาหาร 3 มื้อ?
วิธีจัดการที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดเป็นอันดับแรกคือ ให้รับประทานยาพร้อมหรือหลังอาหารทันที เพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะ ซึ่งในตัวเลือกที่ให้มาคือ เปลี่ยนเป็นให้ก่อนอาหาร (หมายถึงให้ยึดติดกับมื้ออาหารมากขึ้น)
ชาวนา อายุ 50 ปี ไข้ ไอ มา 1 เดือน ?
จากประวัติผู้ป่วยชายไทยวัย 50 ปี ที่เป็นเบาหวาน มีอาการไข้ไอนาน 1 เดือน ร่วมกับภาพรังสีปอดอักเสบและ อัลตราซาวนด์พบตับม้ามโตและมีฝีขนาดเล็กหลายจุดในม้าม (splenic microabscesses) การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นมากที่สุดคือ โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) ซึ่งเกิดจากเชื้อ Burkholderia pseudomallei
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ