แชร์

ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันในผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Acute Respiratory Failure in COPD)

อัพเดทล่าสุด: 16 ก.พ. 2026
365 ผู้เข้าชม

ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันในผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Acute Respiratory Failure in COPD)

ตอนที่ 1: การนำเสนอผู้ป่วยและการซักประวัติ
เคส: วันเสาร์ เวลา 22.00 น. คุณเป็นแพทย์เวรในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง พยาบาลแจ้งว่ามีผู้ป่วยชายอายุ 70 ปี ถูกนำส่งด้วยอาการ หายใจเหนื่อยหอบมากขึ้น ใน 2-3 ชั่วโมงที่ผ่านมา ญาติแจ้งว่าผู้ป่วยมีประวัติ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) มานาน 10 ปี ปัจจุบันใช้ออกซิเจนที่บ้าน 2 ลิตรต่อนาที ร่วมกับพ่นยาสม่ำเสมอ

คำถามที่ 1 (ข้อที่ 1/6)
จากอาการนำและประวัติเบื้องต้นนี้ สิ่งแรกที่คุณต้องประเมินและดำเนินการคืออะไร? (ระบุ 3 สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกสุด พร้อมเหตุผล) และคุณจะซักประวัติเพิ่มเติมจากญาติในประเด็นสำคัญใดบ้าง? (ระบุอย่างน้อย 4 ประเด็น)
(เวลาในการตอบ: 8 นาที)

ตอนที่ 2: การตรวจร่างกายและการประเมินเบื้องต้น
ข้อมูลเพิ่มเติม: จากการซักประวัติญาติได้ข้อมูลดังนี้
· ผู้ป่วยมีอาการไอเพิ่มขึ้น มีเสมหะสีเหลืองเขียว 3 วันก่อนมาโรงพยาบาล
· มีไข้ต่ำๆ วัดได้ 37.8°C ที่บ้าน
· ผู้ป่วยหยุดพ่นยาประจำวันนี้เพราะเหนื่อยมาก พ่นไม่ทัน
· ไม่มีประวัติเจ็บหน้าอก ไม่มีใจสั่น
ผลตรวจร่างกายเบื้องต้น:
· สัญญาณชีพ: อุณหภูมิ 38.2°C, BP 150/90 mmHg, PR 120/min, RR 32/min, O2 sat 85% ที่ออกซิเจน 2 ลิตรต่อนาที
· ลักษณะการหายใจ: หายใจหอบ เหนื่อย พยายามหายใจ ใช้ accessory muscle ชัดเจน พบ pursed-lip breathing
· ตรวจปอด: heard decreased breath sound ทั้งสองข้าง, prolonged expiration, มี wheezing diffuse และ fine crackles ที่ฐานปอด
· ระบบอื่น: ไม่มี pedal edema, JVP ปกติ, ไม่มี cyanosis

คำถามที่ 2 (ข้อที่ 2/6)
1. จากข้อมูลประวัติและตรวจร่างกาย ให้ประเมิน ความรุนแรงของภาวะหายใจล้มเหลว ในผู้ป่วยรายนี้ พร้อมให้เหตุผล
2. คุณจะให้ออกซิเจนอย่างไร? (ระบุเป้าหมายและวิธีการให้) และต้องระวังอะไรเป็นพิเศษในผู้ป่วย COPD?
3. คุณจะส่งตรวจอะไรเป็นอันดับแรก? (ระบุอย่างน้อย 3 การตรวจ พร้อมเหตุผล)
(เวลาในการตอบ: 12 นาที)

ตอนที่ 3: ผลการตรวจและการรักษาเบื้องต้น
ผลการตรวจ:
· Arterial Blood Gas (ABG) ที่ FiO2 0.28 (ออกซิเจน 2 ลิตรทาง nasal cannula):
· pH 7.25
· PaCO2 75 mmHg
· PaO2 55 mmHg
· HCO3- 30 mEq/L
· Base Excess +4
· Chest X-ray: พบ hyperinflation, flat diaphragm, increased bronchovascular marking, ไม่มี consolidation ชัดเจน
· CBC: WBC 14,500 cells/µL (Neutrophil 80%), Hb 14 g/dL, Hct 42%
· Sputum Gram stain: พบ many WBC, mixed flora

คำถามที่ 3 (ข้อที่ 3/6)
1. แปลผล ABG ที่ได้ พร้อมระบุ ประเภทของภาวะหายใจล้มเหลว (Type of respiratory failure) และ ภาวะกรด-ด่าง (Acid-base disorder) ให้ละเอียด
2. การรักษาเบื้องต้นในขณะนี้ควรให้อะไรบ้าง? (ระบุการรักษาทางยาและการดูแลอื่นๆ อย่างน้อย 4 ข้อ พร้อมเหตุผล)
3. ผู้ป่วยรายนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือไม่? ให้เหตุผลประกอบ
(เวลาในการตอบ: 12 นาที)

ตอนที่ 4: ภาวะแทรกซ้อนและการปรับการรักษา
ข้อมูลต่อเนื่อง: หลังจากให้การรักษาเบื้องต้นด้วยยาพ่นขยายหลอดลม สเตียรอยด์ และยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยอาการยังไม่ดีขึ้น เริ่มซึมลง หายใจเหนื่อยมากขึ้น O2 sat 88% ที่ออกซิเจน 4 ลิตรต่อนาที
ABG ซ้ำ: pH 7.20, PaCO2 90 mmHg, PaO2 50 mmHg
คุณตัดสินใจใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ

คำถามที่ 4 (ข้อที่ 4/6)
1. ข้อบ่งชี้ในการใส่ท่อช่วยหายใจ ในผู้ป่วย COPD exacerbation มีอะไรบ้าง? (ระบุอย่างน้อย 4 ข้อ)
2. ขณะใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนใดเป็นพิเศษในผู้ป่วย COPD?
3. หลังจากเริ่มใช้เครื่องช่วยหายใจ คุณจะตั้งค่าเครื่องอย่างไรเบื้องต้น? (ระบุ mode, FiO2, tidal volume, respiratory rate)
(เวลาในการตอบ: 10 นาที)

ตอนที่ 5: การจัดการขณะใช้เครื่องช่วยหายใจ
ข้อมูลต่อเนื่อง: ผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจได้ 24 ชั่วโมง เริ่มรู้สึกตัวดีขึ้น แต่พบปัญหาเครื่องช่วยหายใจ报警ดังบ่อยๆ พารามิเตอร์ที่ได้: peak pressure 45 cmH2O, plateau pressure 30 cmH2O, auto-PEEP 12 cmH2O

คำถามที่ 5 (ข้อที่ 5/6)
1. จากค่าความดันที่ได้ ให้แปลผลว่าผู้ป่วยกำลังมีภาวะอะไร? (ระบุการวินิจฉัย)
2. ภาวะนี้เกิดจากสาเหตุใดบ้าง? (ระบุอย่างน้อย 3 สาเหตุ)
3. คุณจะแก้ไขอย่างไร? (ระบุแนวทางการปรับเครื่องช่วยหายใจและการดูแลผู้ป่วย)
(เวลาในการตอบ: 10 นาที)

ตอนที่ 6: การหย่าเครื่องช่วยหายใจและการเตรียมกลับบ้าน
ข้อมูลต่อเนื่อง: หลังจากรักษาในโรงพยาบาล 7 วัน ผู้ป่วยอาการดีขึ้นตามลำดับ ABG ขณะใช้เครื่องช่วยหายใจ: pH 7.38, PaCO2 48 mmHg, PaO2 80 mmHg ที่ FiO2 0.3 แพทย์พิจารณาหย่าเครื่องช่วยหายใจ (Weaning)

คำถามที่ 6 (ข้อที่ 6/6)
1. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาหย่าเครื่องช่วยหายใจ (Weaning criteria) มีอะไรบ้าง? (ระบุอย่างน้อย 4 ข้อ)
2. เมื่อถอดเครื่องช่วยหายใจแล้ว ผู้ป่วยยังต้องใช้ออกซิเจนต่อเนื่องที่บ้าน คุณจะให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติในการดูแลตนเองที่บ้านอย่างไรบ้าง? (ระบุอย่างน้อย 5 ข้อ)
3. ควรนัดติดตามผู้ป่วยอย่างไร? (ระบุการนัดและการตรวจที่ควรทำ)
(เวลาในการตอบ: 12 นาที)

สรุปสมรรถนะที่ข้อสอบชุดนี้ประเมิน
ตอนที่ สมรรถนะหลัก เวลา
1 การประเมิน ABC ในผู้ป่วยหายใจล้มเหลวและการซักประวัติ 8 นาที
2 การประเมินความรุนแรง การให้ออกซิเจน และการส่งตรวจ 12 นาที
3 การแปลผล ABG และการรักษาเบื้องต้นใน COPD exacerbation 12 นาที
4 ข้อบ่งชี้และการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วย COPD 10 นาที
5 การจัดการภาวะแทรกซ้อนขณะใช้เครื่องช่วยหายใจ (Dynamic hyperinflation) 10 นาที
6 การหย่าเครื่องช่วยหายใจและการให้คำแนะนำก่อนกลับบ้าน 12 นาที

เฉลยข้อสอบ MEQ: ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันในผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Acute Respiratory Failure in COPD)
คำถามที่ 1 (ตอนที่ 1)
คำถาม: จากอาการนำและประวัติเบื้องต้นนี้ สิ่งแรกที่คุณต้องประเมินและดำเนินการคืออะไร? (ระบุ 3 สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกสุด พร้อมเหตุผล) และคุณจะซักประวัติเพิ่มเติมจากญาติในประเด็นสำคัญใดบ้าง? (ระบุอย่างน้อย 4 ประเด็น)

เฉลย:
3 สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก:
สิ่งแรก: ประเมิน ABC และสัญญาณชีพอย่างเร่งด่วน
ต้องประเมินทางเดินหายใจ (Airway) ว่ามีสิ่งกีดขวางหรือไม่ เสมหะอุดตันหรือไม่ ประเมินการหายใจ (Breathing) โดยดูอัตราการหายใจ การใช้ accessory muscle อาการเขียว หรือภาวะหยุดหายใจ และประเมินการไหลเวียนโลหิต (Circulation) โดยวัดความดันโลหิต ชีพจร และดู signs of shock
เหตุผล: ผู้ป่วย COPD exacerbation ที่มีหายใจเหนื่อยหอบเฉียบพลันอาจมีภาวะหายใจล้มเหลว (respiratory failure) ซึ่งเป็นภาวะคุกคามชีวิต ต้องประเมินและแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนสิ่งอื่นใด หลักการ ABC เป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยวิกฤติทุกราย

สิ่งที่สอง: ให้ออกซิเจนอย่างเหมาะสม
ผู้ป่วยมี O2 saturation 85% ที่ออกซิเจน 2 ลิตรต่อนาที แสดงว่ามีภาวะขาดออกซิเจน (hypoxemia) ต้องเพิ่มออกซิเจนให้ได้เป้าหมาย O2 sat 88-92% ในผู้ป่วย COPD ที่เสี่ยงต่อการกดการหายใจจากออกซิเจนสูง (hypercapnic respiratory failure) โดยอาจเพิ่มเป็น 3-4 ลิตรต่อนาที หรือใช้ venturi mask ที่ FiO2 0.24-0.28 แล้วติดตาม ABG อย่างใกล้ชิด
เหตุผล: ผู้ป่วย COPD บางรายมีการหายใจที่ขับเคลื่อนโดย hypoxic drive การให้ออกซิเจนสูงเกินไปอาจกดการหายใจ ทำให้ PaCO2 สูงขึ้นและเกิด respiratory acidosis ได้ จึงต้องให้ออกซิเจนแบบควบคุม (controlled oxygen therapy)

สิ่งที่สาม: เตรียมอุปกรณ์และยาเพื่อขยายหลอดลมทันที
เตรียมยาพ่นขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์เร็ว เช่น Salbutamol (beta-agonist) ร่วมกับ Ipratropium (anticholinergic) ผ่านทาง nebulizer พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ช่วยหายใจ เช่น non-rebreather mask, Bag-valve mask และเตรียมทีมสำหรับการใส่ท่อช่วยหายใจหากจำเป็น
เหตุผล: สาเหตุหลักของ COPD exacerbation คือการหดเกร็งของหลอดลม (bronchospasm) ร่วมกับมีการอักเสบและเสมหะ การให้ยาขยายหลอดลมทันทีช่วยลดภาวะหายใจลำบากและเพิ่มออกซิเจนในเลือด เป็นการรักษาเฉพาะที่สำคัญที่สุด

ประเด็นซักประวัติเพิ่มเติมจากญาติ (อย่างน้อย 4 ประเด็น):
ประเด็นที่ 1: ลักษณะอาการที่เปลี่ยนแปลงและปัจจัยกระตุ้น
ถามว่าอาการเหนื่อยเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน มีไข้สูงหรือหนาวสั่นหรือไม่ มีอาการไอเพิ่มขึ้น เสมหะเปลี่ยนสีหรือปริมาณมากขึ้นหรือไม่ มีอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก หรือใจสั่นร่วมด้วยหรือไม่
เหตุผล: เพื่อหาสาเหตุของการกำเริบ (precipitating factor) ที่พบบ่อยใน COPD exacerbation ได้แก่ การติดเชื้อในระบบหายใจ (acute bronchitis, pneumonia), การหยุดยา, การสัมผัสสารระคายเคือง หรือภาวะหัวใจล้มเหลวร่วม การทราบสาเหตุช่วยวางแผนการรักษาที่จำเพาะ

ประเด็นที่ 2: ประวัติการใช้ยาและการรักษาที่บ้าน
ถามว่าผู้ป่วยใช้ยาพ่นประจำอะไรบ้าง ใช้สม่ำเสมอหรือไม่ พ่นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ มีการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดกินหรือไม่ ใช้ออกซิเจนที่บ้านกี่ลิตรต่อนาที และมีการปรับเปลี่ยนการรักษาเองหรือไม่
เหตุผล: เพื่อประเมิน adherence ในการรักษา และดูว่าการกำเริบครั้งนี้อาจเกิดจากการขาดยา โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น (ICS) หรือยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์นาน (LABA, LAMA) ซึ่งถ้าขาดจะทำให้อาการกำเริบได้

ประเด็นที่ 3: ประวัติการนอนโรงพยาบาลและการใช้เครื่องช่วยหายใจ
ถามว่าผู้ป่วยเคยนอนโรงพยาบาลด้วย COPD exacerbation บ่อยแค่ไหน เคยต้องใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องช่วยหายใจมาก่อนหรือไม่ เคยมีภาวะ respiratory acidosis หรือไม่
เหตุผล: เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคประจำตัว (severity of underlying COPD) และความเสี่ยงต่อการต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในครั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีประวัติ respiratory failure หรือเคยใส่ท่อช่วยหายใจมาก่อน มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจซ้ำ

ประเด็นที่ 4: โรคร่วมและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
ถามว่าผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต หรือไม่ มีประวัติสูบบุหรี่มากน้อยแค่ไหน (pack-years) และเลิกได้หรือยัง
เหตุผล: โรคร่วมโดยเฉพาะโรคหัวใจ (coronary artery disease, heart failure) เป็นปัจจัยที่ทำให้การพยากรณ์โรคแย่ลง และอาจเป็นสาเหตุของอาการหายใจเหนื่อยหอบร่วมด้วย (เช่น acute pulmonary edema) ซึ่งต้องให้การรักษาต่างออกไป

ประเด็นที่ 5: ประวัติการแพ้ยาและประวัติการฉีดวัคซีน
ถามว่าผู้ป่วยแพ้ยาอะไรหรือไม่ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ และเคยได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนนิวโมคอคคัสหรือไม่
เหตุผล: เพื่อความปลอดภัยในการเลือกใช้ยา และประเมินสถานะการป้องกันการติดเชื้อซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของ COPD exacerbation

วิธีให้คะแนน คำถามที่ 1 (คะแนนเต็ม 12 คะแนน)
เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน
ระบุการประเมิน ABC พร้อมเหตุผล 2
ระบุการให้ออกซิเจนอย่างเหมาะสม พร้อมเป้าหมาย O2 sat 88-92% 2
ระบุการให้ยาพ่นขยายหลอดลมทันที (Salbutamol + Ipratropium) 2
ระบุประเด็นซักประวัติข้อที่ 1 (ลักษณะอาการและปัจจัยกระตุ้น) พร้อมเหตุผล 1
ระบุประเด็นซักประวัติข้อที่ 2 (ประวัติการใช้ยา) พร้อมเหตุผล 1
ระบุประเด็นซักประวัติข้อที่ 3 (ประวัติการนอนโรงพยาบาล) พร้อมเหตุผล 1
ระบุประเด็นซักประวัติข้อที่ 4 (โรคร่วม) พร้อมเหตุผล 1
ระบุประเด็นซักประวัติข้อที่ 5 (ประวัติแพ้ยาและวัคซีน) พร้อมเหตุผล 1
การเขียนตอบชัดเจน ตรงประเด็น เป็นระบบ 1

คำถามที่ 2 (ตอนที่ 2)
คำถาม:
1. จากข้อมูลประวัติและตรวจร่างกาย ให้ประเมินความรุนแรงของภาวะหายใจล้มเหลวในผู้ป่วยรายนี้ พร้อมให้เหตุผล
2. คุณจะให้ออกซิเจนอย่างไร? (ระบุเป้าหมายและวิธีการให้) และต้องระวังอะไรเป็นพิเศษในผู้ป่วย COPD?
3. คุณจะส่งตรวจอะไรเป็นอันดับแรก? (ระบุอย่างน้อย 3 การตรวจ พร้อมเหตุผล)

เฉลย:
การประเมินความรุนแรงของภาวะหายใจล้มเหลว:
ผู้ป่วยรายนี้มีภาวะหายใจล้มเหลวรุนแรง (Severe acute respiratory failure) โดยมีหลักฐานดังนี้:
1. อาการและอาการแสดงทางคลินิก:
· หายใจเหนื่อยหอบมาก อัตราการหายใจ 32 ครั้งต่อนาที (tachypnea)
· ใช้ accessory muscle ในการหายใจ ชัดเจน
· O2 saturation ต่ำ 85% ทั้งที่ได้รับออกซิเจน 2 ลิตรต่อนาที (hypoxemia)
· มี pursed-lip breathing ซึ่งเป็น compensatory mechanism
2. สัญญาณชีพ:
· หัวใจเต้นเร็ว 120 ครั้งต่อนาที (tachycardia) จากภาวะ hypoxemia และ respiratory distress
· มีไข้ 38.2°C บ่งชี้ถึง infection
3. ลักษณะเฉพาะของ COPD exacerbation รุนแรง:
· มีอาการไอ เสมหะสีเขียว (purulent sputum) บ่งชี้ acute bronchitis
· หยุดพ่นยาเอง ทำให้การรักษาขาดตอน อาการยิ่งแย่ลง
· ตรวจพบ wheezing และ crackles แสดงถึง airflow obstruction และsecretion คั่ง
การให้ออกซิเจน:
เป้าหมายการให้ออกซิเจน: รักษาระดับ O2 saturation ให้อยู่ระหว่าง 88-92% (หรือ PaO2 55-70 mmHg)
เหตุผล: ในผู้ป่วย COPD ที่มีภาวะ hypercapnia เรื้อรัง (chronic CO2 retention) การให้ออกซิเจนสูงเกินไป (>92%) อาจทำให้:
· กด hypoxic drive ทำให้หายใจช้าลง
· เพิ่ม V/Q mismatch จาก loss of hypoxic vasoconstriction
· ทำให้ PaCO2 สูงขึ้น และเกิด respiratory acidosis รุนแรง

วิธีการให้ออกซิเจน:
1. เริ่มที่ออกซิเจน controlled oxygen therapy:
· ใช้ Venturi mask ที่ FiO2 0.24-0.28 (24-28%) ซึ่งให้ออกซิเจนได้แม่นยำ
· หรือเพิ่ม nasal cannula เป็น 3-4 ลิตรต่อนาที แล้วติดตาม O2 sat อย่างใกล้ชิด
2. ติดตามอย่างใกล้ชิด:
· ตรวจ ABG ซ้ำใน 30-60 นาที เพื่อประเมิน PaCO2 และ pH
· ถ้า O2 sat ยัง <88% ให้เพิ่ม FiO2 ทีละน้อย
· ถ้า O2 sat >92% ให้ลด FiO2 ลง
3. เตรียมพร้อมสำหรับการช่วยหายใจ:
· ถ้าผู้ป่วยซึมลง หายใจแย่ลง หรือ PaCO2 สูงขึ้น despite oxygen therapy ให้พิจารณา Non-invasive ventilation (NIV) หรือ intubation

สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วย COPD:
1. Oxygen-induced hypercapnia: การให้ออกซิเจนสูงเกินไปทำให้ PaCO2 สูงขึ้น อาจเกิด CO2 narcosis ผู้ป่วยซึมลง ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
2. ไม่ควรให้ออกซิเจน high flow โดยไม่ติดตาม: ห้ามใช้ non-rebreather mask 10-15 ลิตร/นาที ทันที โดยไม่มีการติดตาม ABG
3. ต้องตรวจ ABG ซ้ำเสมอ หลังจากปรับออกซิเจน เพื่อประเมินการตอบสนอง

การตรวจอันดับแรก (อย่างน้อย 3 การตรวจ):
การตรวจที่ 1: Arterial Blood Gas (ABG)
เหตุผล: เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดในการประเมินภาวะหายใจล้มเหลว บอกระดับ oxygenation (PaO2), ventilation (PaCO2), และ acid-base status (pH, HCO3-) ช่วย classify type of respiratory failure และการให้ออกซิเจนและการช่วยหายใจ
การตรวจที่ 2: Chest X-ray
เหตุผล: เพื่อหาสาเหตุของการกำเริบ เช่น pneumonia, pneumothorax, pulmonary edema, atelectasis และประเมินลักษณะของ COPD (hyperinflation, flat diaphragm) ช่วยแยกโรคอื่นที่อาจต้องให้การรักษาต่างออกไป
การตรวจที่ 3: Complete Blood Count (CBC)
เหตุผล: ดู WBC count และ differential เพื่อประเมินการติดเชื้อ (leukocytosis, band form) ดู Hb/Hct เพื่อประเมินภาวะ polycythemia ใน COPD เรื้อรัง และดู platelet count
การตรวจที่ 4: Sputum Gram stain and culture
เหตุผล: เพื่อ identify causative organisms ในกรณีที่สงสัย bacterial infection และ guide antibiotic therapy โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีเสมหะสีเขียว (purulent sputum)
การตรวจที่ 5: Serum electrolytes, BUN, Creatinine
เหตุผล: ประเมิน metabolic causes, ภาวะ dehydration หรือ renal impairment ซึ่งอาจส่งผลต่อ acid-base balance และการรักษา

วิธีให้คะแนน คำถามที่ 2 (คะแนนเต็ม 14 คะแนน)
เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน
ระบุความรุนแรง severe respiratory failure พร้อมเหตุผลจากอาการและสัญญาณชีพ 2
ระบุเป้าหมาย O2 sat 88-92% พร้อมเหตุผล 2
ระบุวิธีการให้ออกซิเจน (Venturi mask หรือ controlled oxygen) 1
ระบุสิ่งที่ต้องระวัง (oxygen-induced hypercapnia) 1
ระบุการตรวจ ABG พร้อมเหตุผล 2
ระบุการตรวจ Chest X-ray พร้อมเหตุผล 1
ระบุการตรวจ CBC พร้อมเหตุผล 1
ระบุการตรวจ Sputum exam พร้อมเหตุผล 1
ระบุการตรวจ Electrolytes, BUN/Cr พร้อมเหตุผล 1
ระบุการติดตาม ABG ซ้ำ 1
การเขียนตอบชัดเจน ตรงประเด็น เป็นระบบ 1

คำถามที่ 3 (ตอนที่ 3)
คำถาม:
1. แปลผล ABG ที่ได้ พร้อมระบุประเภทของภาวะหายใจล้มเหลว (Type of respiratory failure) และภาวะกรด-ด่าง (Acid-base disorder) ให้ละเอียด
2. การรักษาเบื้องต้นในขณะนี้ควรให้อะไรบ้าง? (ระบุการรักษาทางยาและการดูแลอื่นๆ อย่างน้อย 4 ข้อ พร้อมเหตุผล)
3. ผู้ป่วยรายนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือไม่? ให้เหตุผลประกอบ

เฉลย:
การแปลผล ABG:
ค่าที่ได้: pH 7.25, PaCO2 75 mmHg, PaO2 55 mmHg, HCO3- 30 mEq/L, Base Excess +4 ที่ FiO2 0.28
ขั้นตอนที่ 1: ดู pH
pH 7.25 (< 7.35) → Acidemia (ภาวะเลือดเป็นกรด)
ขั้นตอนที่ 2: ดู PaCO2
PaCO2 75 mmHg (> 45 mmHg) → Hypercapnia (คาร์บอนไดออกไซด์สูง)
เนื่องจาก pH เป็นกรดและ PaCO2 สูง → Respiratory acidosis (ภาวะกรดจากการหายใจ)
ขั้นตอนที่ 3: ดู HCO3-
HCO3- 30 mEq/L (> 26 mmHg) สูงกว่าปกติ แสดงว่ามี metabolic alkalosis ร่วมด้วย
ขั้นตอนที่ 4: ดูการชดเชย
ใน respiratory acidosis เฉียบพลัน ค่า HCO3- ควรเพิ่มขึ้น 1 mEq/L ทุก PaCO2 ที่เพิ่มขึ้น 10 mmHg จาก baseline 40 mmHg
· PaCO2 เพิ่มขึ้น 35 mmHg (75-40)
· คาดว่า HCO3- ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5 mEq/L จาก baseline 24 → 27.5 mEq/L
แต่ HCO3- ที่ได้คือ 30 mEq/L ซึ่งสูงกว่าที่คาด แสดงว่ามี ** metabolic alkalosis


บทความที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน (Acute Chest Pain)
ฝึกทำข้อสอบ MEQ เรื่อง Acute Chest Pain ตัวอย่างโจทย์ภาวะเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน ไล่ตั้งแต่การซักประวัติ วินิจฉัยแยกโรค STEMI vs NSTEMI ไปจนถึงการให้คำแนะนำผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน เหมาะสำหรับนักศึกษาแพทย์และแพทย์ประจำบ้าน
ชาย 50 ปี กินหน่อไม้ปี๊บ ไม่มีสติ ความดันสูง จัดการอย่างไร?
ผู้ป่วยชายอายุ 50 ปี มาโรงพยาบาลชุมชน ไม่มีสติหลังจากกินหน่อไม้ปี๊บ ตรวจร่างกาย: ไม่หายใจ ชีพจร 120 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 180/100 mmHg แพทย์จึงใส่ท่อช่วยหายใจแล้วส่งต่อมาที่โรงพยาบาลคุณ ตรวจร่างกายพบชีพจร 124 ครั้ง/นาที ความดัน 180/100 mmHg และยังใส่ท่อช่วยหายใจกับถังลมอยู่ คุณเป็นแพทย์จะทำอย่างไรดีที่สุด
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้