ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะชักในเด็ก (Pediatric Seizure)

ตัวอย่างข้อสอบ MEQ: ภาวะชักในเด็ก (Pediatric Seizure)
ตอนที่ 1: การนำเสนอผู้ป่วยและการซักประวัติ
เคส: วันอาทิตย์ เวลา 14.00 น. คุณเป็นแพทย์เวรในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลทั่วไปแห่งหนึ่ง พยาบาลแจ้งว่ามีผู้ป่วยเด็กชายอายุ 2 ปี ถูกนำส่งด้วยอาการ ชักเกร็งกระตุกทั้งตัว ที่บ้านมา 1 ครั้ง ก่อนมาโรงพยาบาลประมาณ 20 นาที มารดาแจ้งว่าชักนานประมาณ 5 นาที แล้วหยุดเอง แต่เด็กยังคง ซึมลง ไม่รู้สึกตัวดีเหมือนเดิม
คำถามที่ 1 (ข้อที่ 1/6)
จากอาการนำและประวัติเบื้องต้นนี้ สิ่งแรกที่คุณต้องประเมินและดำเนินการคืออะไร? (ระบุ 3 สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกสุด พร้อมเหตุผล) และคุณจะซักประวัติเพิ่มเติมจากมารดาในประเด็นสำคัญใดบ้าง? (ระบุอย่างน้อย 5 ประเด็น)
(เวลาในการตอบ: 8 นาที)
ตอนที่ 2: การตรวจร่างกายและการประเมินเบื้องต้น
ข้อมูลเพิ่มเติม: จากการซักประวัติมารดาได้ข้อมูลดังนี้
เด็กไม่เคยชักมาก่อน
มีไข้ต่ำๆ วัดได้ 37.8°C ที่บ้านเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อน
ก่อนชักมีอาการซึมลงเล็กน้อย ดูไม่ค่อยสบาย
ไม่มีประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะ ไม่มีประวัติท้องเสีย อาเจียน
พัฒนาการตามวัยปกติ (เดินได้ พูดเป็นคำๆ)
ผลตรวจร่างกายเบื้องต้น:
สัญญาณชีพ: อุณหภูมิ 38.5°C (หลังมา รพ.), BP 100/60 mmHg, PR 140/min, RR 30/min, O2 sat 94% room air
ระดับความรู้สึกตัว: ซึม ง่วงซึม ปลุกรู้บ้าง (GCS E3V4M5 = 12)
ตรวจระบบประสาท: pupils 3 mm RTL BE, no focal neurological deficit, no papilledema
คอ: no neck stiffness (ในเด็กเล็กอาจประเมินยาก)
ระบบอื่น: no rash, no petechiae, no meningeal signs
คำถามที่ 2 (ข้อที่ 2/6)
จากข้อมูลประวัติและตรวจร่างกาย ให้ระบุ การวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis) ที่เป็นไปได้ในเด็กวัยนี้ (ระบุอย่างน้อย 3 โรค พร้อมเหตุผล)
การชักในเด็กที่มีไข้ร่วมด้วย ควรแยกภาวะใดที่สำคัญที่สุด?
คุณจะส่งตรวจอะไรเป็นอันดับแรก? (ระบุอย่างน้อย 3 การตรวจ พร้อมเหตุผล)
(เวลาในการตอบ: 12 นาที)
ตอนที่ 3: ผลการตรวจและการวินิจฉัย
ผลการตรวจ:
Complete Blood Count (CBC): WBC 14,000 cells/µL (Neutrophil 70%, Lymphocyte 25%), Hb 11.5 g/dL, Platelet 250,000/µL
Blood chemistry: Glucose 90 mg/dL, Electrolytes ปกติ, BUN/Cr ปกติ
Lumbar puncture (หลัง CT normal):
ลักษณะน้ำไขสันหลัง: clear
Opening pressure: ปกติ
WBC: 50 cells/µL (Lymphocyte 80%)
Protein: 60 mg/dL (สูงเล็กน้อย)
Glucose: 55 mg/dL (serum glucose 90 → ratio > 0.5)
Gram stain: no organisms seen
CT Brain: normal
คำถามที่ 3 (ข้อที่ 3/6)
แปลผล CSF ที่ได้ พร้อมระบุ การวินิจฉัยที่สมบูรณ์ (Specific diagnosis)
การแปลผล CSF นี้แตกต่างจาก bacterial meningitis อย่างไร? (เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง)
จากผลการตรวจ ควรให้การรักษาเบื้องต้นอย่างไร? (ระบุการรักษาที่เหมาะสม)
(เวลาในการตอบ: 10 นาที)
ตอนที่ 4: การรักษาและการติดตาม
ข้อมูลต่อเนื่อง: ผู้ป่วยรับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ 24 ชั่วโมงต่อมา เด็กมีไข้สูงขึ้น 39°C แต่ไม่มีชักซ้ำ รู้สึกตัวดีขึ้น GCS 15 กินได้ ดื่มน้ำได้
คำถามที่ 4 (ข้อที่ 4/6)
การวินิจฉัยที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้คืออะไร? ให้เหตุผลประกอบ
ควรให้การรักษาเพิ่มเติมหรือไม่? อย่างไร?
ควรให้คำแนะนำแก่มารดาเกี่ยวกับการดูแลเมื่อเด็กมีไข้และป้องกันการชักซ้ำอย่างไร?
(เวลาในการตอบ: 10 นาที)
ตอนที่ 5: การพยากรณ์โรคและการให้ความรู้
ข้อมูลต่อเนื่อง: เด็กอาการดีขึ้น ไม่มีชักซ้ำ ไข้ลดลง แพทย์วางแผนจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน
คำถามที่ 5 (ข้อที่ 5/6)
การพยากรณ์โรค (prognosis) ของเด็กที่มี febrile seizure เป็นอย่างไร? (อธิบายความเสี่ยงต่อการชักซ้ำและการเกิด epilepsy ในอนาคต)
ควรให้ยากันชัก (antiepileptic drugs) แก่เด็กที่มี febrile seizure หรือไม่? ให้เหตุผล
ในรายที่มี febrile seizure ควรให้คำแนะนำแก่มารดาเกี่ยวกับการใช้ยาลดไข้และการดูแลเมื่อชักซ้ำอย่างไร?
(เวลาในการตอบ: 10 นาที)
ตอนที่ 6: การป้องกันและการนัดติดตาม
ข้อมูลต่อเนื่อง: มารดามีความกังวลว่าลูกจะเป็นโรคลมชัก และต้องการทราบว่าจะต้องพาเด็กมาตรวจติดตามอย่างไร
คำถามที่ 6 (ข้อที่ 6/6)
ปัจจัยใดบ้างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด epilepsy ในเด็กที่มี febrile seizure? (ระบุอย่างน้อย 4 ปัจจัย)
ควรนัดติดตามผู้ป่วยอย่างไร? (ระบุการนัดและข้อบ่งชี้ในการส่งต่ออายุรแพทย์โรคระบบประสาท)
ให้คำแนะนำแก่มารดาเกี่ยวกับการสังเกตอาการผิดปกติที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล
(เวลาในการตอบ: 12 นาที)
เฉลยข้อสอบ MEQ: ภาวะชักในเด็ก (Pediatric Seizure)
คำถามที่ 1 (ตอนที่ 1)
คำถาม: จากอาการนำและประวัติเบื้องต้นนี้ สิ่งแรกที่คุณต้องประเมินและดำเนินการคืออะไร? (ระบุ 3 สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกสุด พร้อมเหตุผล) และคุณจะซักประวัติเพิ่มเติมจากมารดาในประเด็นสำคัญใดบ้าง? (ระบุอย่างน้อย 5 ประเด็น)
เฉลย:
3 สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก:
สิ่งแรก: ประเมิน ABC และสัญญาณชีพอย่างเร่งด่วน
ต้องประเมินทางเดินหายใจ (Airway) ว่ามีสิ่งกีดขวางหรือไม่ เด็กหลังชักอาจมีน้ำลายหรือเศษอาหารอุดตัน ประเมินการหายใจ (Breathing) โดยดูอัตราการหายใจ อาการเขียว และประเมินการไหลเวียนโลหิต (Circulation) โดยวัดความดันโลหิต ชีพจร และ capillary refill
เหตุผล: ภาวะชักในเด็กอาจทำให้เกิดการหยุดหายใจ (apnea) หรือภาวะขาดออกซิเจน การประเมินและแก้ไข ABC เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันอันตรายต่อสมอง
สิ่งที่สอง: ให้การรักษาเพื่อหยุดชักถ้ามีชักซ้ำ
ผู้ป่วยมาหลังชักหยุดแล้ว แต่ถ้ามีชักซ้ำขณะอยู่ในโรงพยาบาล ต้องให้ยากันชักทางหลอดเลือดดำทันที:
Diazepam 0.3-0.5 มก./กก. ทาง PR หรือ IV
หรือ Lorazepam 0.1 มก./กก. ทาง IV
เหตุผล: การชักที่ยาวนาน (> 5 นาที) อาจนำไปสู่ status epilepticus ซึ่งทำให้สมองขาดออกซิเจนและเกิดอันตรายถาวรได้
สิ่งที่สาม: ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Bedside glucose)
เจาะปลายนิ้วตรวจ glucose ทันที
เหตุผล: ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) เป็นสาเหตุหนึ่งของการชักที่พบบ่อยในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก การแก้ไข hypoglycemia อย่างรวดเร็วสามารถหยุดชักได้
ประเด็นซักประวัติเพิ่มเติมจากมารดา (อย่างน้อย 5 ประเด็น):
ประเด็นที่ 1: ลักษณะการชักโดยละเอียด
ถามว่าชักทั้งตัวหรือแค่ซีกเดียว ตาเหลือกหรือไม่ ตัวแข็งหรือเกร็งกระตุก กัดลิ้นหรือไม่ กลั้นปัสสาวะอุจจาระหรือไม่ ชักนานเท่าไหร่ หยุดได้เองหรือต้องช่วยเหลือ
เหตุผล: แยกระหว่าง generalized seizure, focal seizure และบอกประเภทของ seizure
ประเด็นที่ 2: อาการก่อนชักและหลังชัก
ถามว่ามีไข้ก่อนชักหรือไม่ มีอาการซึม เบื่ออาหาร หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ก่อนชัก หลังชักเด็กซึมนานแค่ไหน รู้สึกตัวกลับมาเมื่อไหร่
เหตุผล: ไข้ก่อนชักบ่งชี้ febrile seizure การซึมนานหลังชัก (prolonged post-ictal period) อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติทางสมอง
ประเด็นที่ 3: ประวัติพัฒนาการ
ถามว่าพัฒนาการตามวัยเป็นอย่างไร (ยิ้ม ชันคอ นั่ง คลาน เดิน พูด) เทียบกับเด็กวัยเดียวกัน
เหตุผล: พัฒนาการล่าช้าอาจบ่งชี้ถึง underlying neurological disorder ที่ทำให้ชักง่าย
ประเด็นที่ 4: ประวัติครอบครัว
ถามว่ามีประวัติชัก ไข้ชัก หรือโรคลมชัก ในครอบครัวหรือไม่ (พ่อ แม่ พี่ น้อง)
เหตุผล: febrile seizure และ epilepsy มีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ 5: ประวัติการได้รับวัคซีน
ถามว่าเด็กได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์หรือไม่ โดยเฉพาะวัคซีน Hib, pneumococcal, MMR
เหตุผล: เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อ meningitis จากเชื้อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
ประเด็นที่ 6: ประวัติการเจ็บป่วยอื่นๆ
ถามว่ามีอาการไอ น้ำมูก อาเจียน ท้องเสีย หรืออาการติดเชื้ออื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่
เหตุผล: หาสาเหตุของไข้และการติดเชื้อที่อาจเป็นตัวกระตุ้น
ประเด็นที่ 7: ยาที่ใช้และประวัติแพ้ยา
ถามว่าเด็กได้รับยาอะไรมาก่อนหรือไม่ เช่น ยาลดไข้ ยาปฏิชีวนะ และมีประวัติแพ้ยาหรือไม่
เหตุผล: เพื่อประเมินสาเหตุอื่นๆ และความปลอดภัยในการให้ยา
คำถามที่ 2 (ตอนที่ 2)
คำถาม:
จากข้อมูลประวัติและตรวจร่างกาย ให้ระบุการวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis) ที่เป็นไปได้ในเด็กวัยนี้ (ระบุอย่างน้อย 3 โรค พร้อมเหตุผล)
การชักในเด็กที่มีไข้ร่วมด้วย ควรแยกภาวะใดที่สำคัญที่สุด?
คุณจะส่งตรวจอะไรเป็นอันดับแรก? (ระบุอย่างน้อย 3 การตรวจ พร้อมเหตุผล)
เฉลย:
การวินิจฉัยแยกโรค (อย่างน้อย 3 โรค):
การวินิจฉัย
เหตุผล
1. Febrile seizure (ไข้ชัก)
เด็กอายุ 2 ปี มีไข้ร่วมกับชัก ไม่มี neurological deficit พัฒนาการปกติ
2. Meningitis (เยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
มีไข้ ซึม หลังชัก (ต้อง exclude โดย LP)
3. Encephalitis (สมองอักเสบ)
มีไข้ ซึม ชัก อาจมี focal sign
4. Electrolyte imbalance
เช่น hyponatremia, hypoglycemia, hypocalcemia
5. Intracranial infection
เช่น brain abscess
6. Epilepsy (first presentation)
ชักจากโรคลมชักโดยมีไข้เป็นตัวกระตุ้น
การชักในเด็กที่มีไข้ร่วมด้วย ควรแยกภาวะใดที่สำคัญที่สุด?
ภาวะที่สำคัญที่สุดที่ต้องแยก: Meningitis (เยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
เหตุผล:
Meningitis เป็นภาวะฉุกเฉินที่คุกคามชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เสียชีวิตหรือพิการถาวร
อาการในเด็กเล็กอาจไม่ชัดเจน (no neck stiffness)
การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจน้ำไขสันหลัง (LP) ซึ่งเป็นหัตถการที่จำเป็น
การตรวจอันดับแรก (อย่างน้อย 3 การตรวจ):
การตรวจ
เหตุผล
1. Capillary blood glucose
hypoglycemia ซึ่งเป็นสาเหตุที่แก้ไขได้ทันที
2. Complete Blood Count (CBC)
ดู WBC บ่งชี้การติดเชื้อ (leukocytosis)
3. Electrolytes (Na, K, Ca, Mg)
electrolyte imbalance ที่ทำให้ชัก
4. Lumbar puncture (LP)
ถ้ามีข้อบ่งชี้ (ไข้ + ซึม + ชัก) เพื่อแยก meningitis
5. CT brain (ก่อน LP)
ถ้ามี focal sign, papilledema, หรือ prolonged unconsciousness
คำถามที่ 3 (ตอนที่ 3)
คำถาม:
แปลผล CSF ที่ได้ พร้อมระบุการวินิจฉัยที่สมบูรณ์ (Specific diagnosis)
การแปลผล CSF นี้แตกต่างจาก bacterial meningitis อย่างไร? (เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง)
จากผลการตรวจ ควรให้การรักษาเบื้องต้นอย่างไร? (ระบุการรักษาที่เหมาะสม)
เฉลย:
การแปลผล CSF:
ค่าที่วัดได้
ผล
การแปลผล
ลักษณะ
Clear
ปกติ
WBC
50 cells/µL (Lymphocyte 80%)
Pleocytosis เด่น lymphocyte → viral infection
Protein
60 mg/dL
สูงเล็กน้อย (ปกติ < 40) → inflammation
Glucose
55 mg/dL (ratio > 0.5)
ปกติ
Gram stain
No organisms seen
ไม่พบเชื้อแบคทีเรีย
การวินิจฉัยที่สมบูรณ์:
Viral meningitis (เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส) ร่วมกับ febrile seizure
การเปรียบเทียบ CSF ใน bacterial vs viral meningitis:
ลักษณะ
Viral meningitis
Bacterial meningitis
ลักษณะ
Clear
ขุ่น
WBC
5-500 cells/µL (Lymphocyte predominant)
> 500 cells/µL (Neutrophil predominant)
Protein
ปกติหรือสูงเล็กน้อย
สูงมาก (> 100 mg/dL)
Glucose
ปกติ (CSF/serum ratio > 0.5)
ต่ำ (ratio < 0.3)
Gram stain
ไม่พบเชื้อ
พบเชื้อ
การรักษาเบื้องต้น:
1. ไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ (ถ้า viral meningitis)
เหตุผล: CSF บ่งชี้ viral meningitis ไม่จำเป็นต้องให้ antibiotics
2. การรักษาตามอาการ (Supportive care):
ลดไข้: ให้ยาลดไข้ (Paracetamol) เมื่อมีไข้
ให้สารน้ำ: ทางหลอดเลือดดำหรือทางปากตามความเหมาะสม
สังเกตอาการ: ติดตามระดับความรู้สึกตัว อาการชักซ้ำ
3. รักษาตามสาเหตุ:
ถ้าสงสัย HSV encephalitis (focal sign, temporal lobe involvement) ให้ Acyclovir
แต่ในรายนี้ CSF เข้าได้กับ viral meningitis ทั่วไป รอผล culture และ PCR
คำถามที่ 4 (ตอนที่ 4)
คำถาม:
การวินิจฉัยที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้คืออะไร? ให้เหตุผลประกอบ
ควรให้การรักษาเพิ่มเติมหรือไม่? อย่างไร?
ควรให้คำแนะนำแก่มารดาเกี่ยวกับการดูแลเมื่อเด็กมีไข้และป้องกันการชักซ้ำอย่างไร?
เฉลย:
การวินิจฉัยที่เป็นไปได้มากที่สุด:
Simple febrile seizure ร่วมกับ viral meningitis (อ่อน)
เหตุผล:
เด็กอายุ 2 ปี (ช่วงที่พบบ่อยที่สุดของ febrile seizure)
มีไข้ร่วมกับชัก
ชัก generalized นาน < 15 นาที (5 นาที)
ไม่มี focal sign
ไม่มี recurrent seizure ใน 24 ชม.
CSF บ่งชี้ viral meningitis (ไม่รุนแรง)
เด็กอาการดีขึ้นหลัง 24 ชม.
การรักษาเพิ่มเติม:
ไม่จำเป็นต้องให้ยากันชักประจำ (antiepileptic drugs)
การรักษาที่ควรให้:
ยาลดไข้: Paracetamol (10-15 มก./กก.) ทุก 4-6 ชม. เมื่อมีไข้ (อุณหภูมิ > 38°C)
สังเกตอาการ: ดูอาการชักซ้ำ ซึมลง หรืออาการผิดปกติ
ให้สารน้ำ: เพียงพอ ป้องกันขาดน้ำ
รักษา viral meningitis: supportive care รอผล PCR/culture
คำแนะนำแก่มารดา:
1. การดูแลเมื่อเด็กมีไข้:
เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น
ให้ยาลดไข้ Paracetamol เมื่ออุณหภูมิ > 38°C (ไม่ต้องรอให้ไข้สูง)
แต่งตัวบางๆ ให้เด็กอยู่ในที่อากาศถ่ายเท
ให้ดื่มน้ำบ่อยๆ
2. การสังเกตอาการชักซ้ำ:
ถ้าชักซ้ำ ให้จับเวลา
จัดท่านอนตะแคง (recovery position) ป้องกันสำลัก
ไม่ต้องยัดอะไรเข้าไปในปาก
รีบพามาโรงพยาบาลถ้าชักนาน > 5 นาที หรือชักซ้ำ
3. การป้องกันการชักซ้ำ:
ไม่มียาป้องกัน febrile seizure ที่แนะนำเป็น routine
ยาลดไข้ไม่สามารถป้องกันการชักซ้ำได้ ทำให้เด็กสบายขึ้น)
สังเกตอาการผิดปกติที่ต้องมาโรงพยาบาล
คำถามที่ 5 (ตอนที่ 5)
คำถาม:
การพยากรณ์โรค (prognosis) ของเด็กที่มี febrile seizure เป็นอย่างไร? (อธิบายความเสี่ยงต่อการชักซ้ำและการเกิด epilepsy ในอนาคต)
ควรให้ยากันชัก (antiepileptic drugs) แก่เด็กที่มี febrile seizure หรือไม่? ให้เหตุผล
ในรายที่มี febrile seizure ควรให้คำแนะนำแก่มารดาเกี่ยวกับการใช้ยาลดไข้และการดูแลเมื่อชักซ้ำอย่างไร?
เฉลย:
การพยากรณ์โรค:
1. ความเสี่ยงต่อ febrile seizure ซ้ำ:
Overall: 30-40% ของเด็กที่มี febrile seizure ครั้งแรกจะมีโอกาสชักซ้ำ
ปัจจัยเสี่ยงต่อการชักซ้ำ:
อายุ < 18 เดือน
ระดับไข้ขณะชักครั้งแรก (ยิ่งไข้ต่ำ ยิ่งเสี่ยงซ้ำ)
ประวัติครอบครัว febrile seizure
ชักนาน < 1 ชั่วโมงหลังเริ่มมีไข้
2. ความเสี่ยงต่อการเกิด epilepsy ในอนาคต:
Overall: 2-5% (สูงกว่าประชากรทั่วไปเล็กน้อย)
ปัจจัยเสี่ยง:
Complex febrile seizure (ชักนาน >15 นาที, focal, ซ้ำใน 24 ชม.)
พัฒนาการล่าช้า
ประวัติครอบครัว epilepsy
Neurological abnormality
การให้ยากันชัก (Antiepileptic drugs):
ไม่ควรให้ยากันชักประจำเป็น routine
เหตุผล:
Febrile seizure เป็นภาวะที่ไม่รุนแรง การพยากรณ์โรคดี
ยากันชักมีผลข้างเคียง (sedation, cognitive effects)
ไม่มี evidence ว่ายากันชักป้องกัน febrile seizure ได้ดี
ข้อยกเว้น: ในรายที่มี recurrent febrile seizure บ่อย (> 3-4 ครั้ง/ปี) หรือ complex febrile seizure อาจพิจารณา intermittent prophylaxis (diazepam PR เมื่อมีไข้) โดยแพทย์เฉพาะทาง
คำแนะนำเพิ่มเติม:
การใช้ยาลดไข้:
ให้ Paracetamol หรือ Ibuprofen เมื่อมีไข้ (อุณหภูมิ > 38°C)
ยาลดไข้ ไม่สามารถป้องกัน febrile seizure ได้ แต่ช่วยให้เด็กสบายขึ้น
ไม่ควรให้ยาเกินขนาด (overdose)
การดูแลเมื่อชักซ้ำที่บ้าน:
จับเวลา
จัดท่านอนตะแคง
ไม่ต้องยัดอะไรในปาก
ถ้าชักนาน > 5 นาที ให้ยา diazepam PR (ถ้ามี prescription)
รีบนำส่งโรงพยาบาลถ้าชักนาน > 5 นาทีหรือชักซ้ำ
คำถามที่ 6 (ตอนที่ 6)
คำถาม:
ปัจจัยใดบ้างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด epilepsy ในเด็กที่มี febrile seizure? (ระบุอย่างน้อย 4 ปัจจัย)
ควรนัดติดตามผู้ป่วยอย่างไร? (ระบุการนัดและข้อบ่งชี้ในการส่งต่ออายุรแพทย์โรคระบบประสาท)
ให้คำแนะนำแก่มารดาเกี่ยวกับการสังเกตอาการผิดปกติที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล
เฉลย:
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด epilepsy (อย่างน้อย 4 ปัจจัย):
ปัจจัยเสี่ยง
คำอธิบาย
1. Complex febrile seizure
ชักนาน >15 นาที, focal seizure, ซ้ำใน 24 ชม.
2. พัฒนาการล่าช้า (developmental delay)
บ่งชี้ถึง underlying neurological abnormality
3. ประวัติครอบครัว epilepsy
โดยเฉพาะ first-degree relative
4. Neurological abnormality ก่อนชัก
เช่น cerebral palsy, microcephaly
5. Afebrile seizure ภายหลัง
ชักโดยไม่มีไข้
6. Abnormal EEG
โดยเฉพาะ epileptiform discharges
การนัดติดตามผู้ป่วย:
นัดครั้งแรก: 2-4 สัปดาห์ หลังจำหน่าย
การตรวจ:
ประเมินพัฒนาการ (developmental assessment)
ซักประวัติการชักซ้ำ
ให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผู้ปกครอง
นัดครั้งต่อไป:
ถ้าไม่มีชักซ้ำ ไม่จำเป็นต้องนัด routine
แนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตอาการและพามาพบแพทย์ถ้ามีอาการผิดปกติ
ข้อบ่งชี้ในการส่งต่ออายุรแพทย์โรคระบบประสาท (Pediatric neurologist):
Complex febrile seizure (ชักนาน >15 นาที, focal, recurrent in 24 hrs)
Recurrent febrile seizure (> 3-4 ครั้ง/ปี)
Abnormal neurological exam หรือพัฒนาการล่าช้า
Afebrile seizure เกิดขึ้นภายหลัง
Family history of epilepsy
Abnormal EEG
Parental anxiety หรือต้องการ second opinion
คำแนะนำเกี่ยวกับอาการผิดปกติที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล:
มาโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีอาการเหล่านี้:
ชักซ้ำ ภายใน 24 ชั่วโมง
ชักนาน > 5 นาที หรือไม่หยุด
ชักเฉพาะซีก (focal seizure)
ซึมลง ปลุกไม่ตื่น หลังชักนานกว่าปกติ (> 1 ชม.)
มีไข้สูงมาก (> 40°C) หรือไข้ไม่ลด
อาเจียนมาก กินไม่ได้ เสี่ยงขาดน้ำ
มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ เช่น แขนขาอ่อนแรง, ตาเหล่, ปากเบี้ยว
คอแข็ง (ในเด็กโต) หรือซึมลงมาก


