แชร์

การจัดการผู้ป่วยช็อกจากเลือดออกในช่องท้อง

อัพเดทล่าสุด: 8 ต.ค. 2025
152 ผู้เข้าชม

ผู้ป่วยชายอายุ 30 ปี ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ การตรวจร่างกาย: ชีพจร 130 ครั้ง/นาที, ความดันโลหิต 70/50 mmHg, รู้สึกตัวดี ช่องท้อง: โตและกดเจ็บที่บริเวณท้องด้านขวาบน (RUQ) การจัดการรักษาที่เหมาะสมที่สุดคืออะไร?
จากการประเมินผู้ป่วยชายอายุ 30 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์และมีสัญญาณชีพที่บ่งชี้ถึงภาวะช็อครุนแรง ได้แก่ ชีพจร 130 ครั้งต่อนาทีและความดันโลหิต 70/50 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับการตรวจพบช่องท้องด้านขวาบนโป่งตึงและกดเจ็บ ชุดอาการนี้สอดคล้องกับภาวะช็อกจากเลือดออกภายในช่องท้องอย่างรุนแรงซึ่งต้องการการจัดการรักษาอย่างเร่งด่วน
พยาธิสรีรวิทยาของภาวะช็อกในผู้ป่วยรายนี้เริ่มจากอุบัติเหตุที่มีพลังงานสูงทำให้อวัยวะในช่องท้องได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะตับซึ่งเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาเลี้ยงมากและมีความเปราะบาง การบาดเจ็บที่ตับทำให้มีเลือดออกปริมาณมากสู่ช่องท้อง นำไปสู่การลดลงของปริมาณเลือดที่ไหลเวียน ความดันเลือดต่ำ และการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนวัติซึ่งแสดงออกด้วยการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ

-การจัดการรักษาที่เหมาะสมต้องดำเนินการเป็นขั้นตอนอย่างรวดเร็ว ขั้นแรกเริ่มด้วยการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโดยให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำผ่านสายสวนขนาดใหญ่สองเส้นหรือมากกว่า ให้สารน้ำ crystalloid เช่น normal saline หรือ lactated Ringer's solution ในปริมาณมากและเร็ว เพื่อรักษาความดันเลือดและ perfusion ของอวัยวะสำคัญอย่างไรก็ตามการให้สารน้ำอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องให้เลือดและส่วนประกอบของเลือดทันทีเนื่องจากผู้ป่วยเสียเลือดจำนวนมาก ควรให้เลือด type O negative หรือ type-specific หากมีพร้อม และพิจารณาตามหลัก damage control resuscitation โดยให้เลือดและ fresh frozen plasma ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

-ระหว่างการฟื้นฟูสภาพ ควรทำการตรวจ FAST ultrasound เพื่อยืนยันการมีเลือดในช่องท้องอย่างรวดเร็ว การตรวจนี้สามารถทำได้ที่ bedside และให้ผลในเวลาอันสั้น มีความไวสูงในการตรวจพบเลือดในช่องท้องเมื่อยืนยันแล้วว่ามีเลือดออกในช่องท้อง และผู้ป่วยมีภาวะช็อกที่ไม่คงที่ การจัดการที่เหมาะสมที่สุดคือการส่งผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดทันทีสำหรับการผ่าตัดเปิดช่องท้องฉุกเฉณ์ การผ่าตัดนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อห้ามเลือดการปนเปื้อนในช่องท้องระหว่างการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะทำการห้ามเลือดที่ตับโดยวิธีการต่างๆ เช่น direct suture, hepatorrhaphy, packing ด้วยผ้าซับเลือด หรือในกรณีรุนแรงอาจต้องทำ hepatic resection ชั่วคราว นอกจากตับแล้วต้องตรวจสอบอวัยวะอื่นในช่องท้องเช่น ม้าม ลำไส้ และเส้นเลือดใหญ่

-หลังการผ่าตัดผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลต่อในหอผู้ป่วยวิกฤตเพื่อปรับสภาพร่างกาย ให้เลือดและผลิตภัณฑ์เลือดต่อเนื่อง รักษาอุณหภูมิร่างกาย และแก้ไขภาวะกรดและ coagulation abnormalities ความรวดเร็วในการส่งผ่าตัดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความล่าช้าในการห้ามเลือดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยช็อกจากเลือดออก การตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเช่น CT scan ไม่เหมาะสมในผู้ป่วยที่ไม่คงที่เช่นนี้ เนื่องจากจะทำให้การรักษาล่าช้าและอาจเสียชีวิตได้การพยากรณ์โรคของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยความรวดเร็วในการได้รับการผ่าตัด ปริมาณเลือดที่เสียไป ความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ตับ และภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด


บทความที่เกี่ยวข้อง
หญิง 35 ปี ตรวจพบ mild papilledema จากการกินยา อาหารเสริมเวลานาน?
จากอาการปวดหัว คลื่นไส้ ผิวหนังอักเสบ ปวดข้อ น้ำหนักลด ความจำเสื่อม ร่วมกับการตรวจพบ Papilledema และ Hyperostosis ในผู้ป่วยที่กินอาหารเสริมมานาน 1 ปี ชี้ชัดไปที่ ภาวะเป็นพิษจากวิตามินเอเกิน (Retinol toxicity)
ผู้ป่วยชาย 15 ปี เป็น... peroxisome disease ผิดปกติที่ peroxisomal enzyme ที่กระบวนการใด?
โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเอนไซม์ใน peroxisome (Peroxisomal enzyme disorders) ส่งผลกระทบต่อ กระบวนการออกซิเดชันของกรดไขมัน (โดยเฉพาะ Very Long Chain Fatty Acids) ภายใน peroxisome มากที่สุด
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้