แชร์

เด็ก 10 ปี ใบหน้าอัมพาตหลังเป็นหวัด?

อัพเดทล่าสุด: 22 ต.ค. 2025
138 ผู้เข้าชม

เด็กหญิง 10 ปี อ่อนแรงหลังเป็นหวัด ใบหน้าอัมพาต สะท้อนปฏิกิริยาไม่มี วินิจฉัยอะไร?
ผู้ป่วยหญิงอายุ 10 ปี มีประวัติเป็นไข้หวัดธรรมดา 1 สัปดาห์ก่อน วันนี้มาพบแพทย์ด้วยอาการอ่อนแรง 2 วัน ตรวจร่างกาย: ใบหน้าอัมพาต, กำลังกล้ามเนื้อแขน II/V, กำลังกล้ามเนื้อขา I/V, สูญเสียการรับความรู้สึกแบบสมมาตร (ทั้งความรู้สึกเจ็บและการรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อ), สะท้อนปฏิกิริยาต่อเอ็นกล้ามเนื้อ: ไม่พบ
A. กลุ่มอาการกิลเลน-บาร์เร (GBS)
B. โรคโปลิโอ (poliomyelitis)
C. ไขสันหลังอักเสบตามขวาง (Transverse myelitis)
D. ปลายประสาทอักเสบจากภูมิคุ้มกัน (Autoimmune-induced neuropathy)
E. ภาวะพิษ (intoxication)

เฉลย: A. กลุ่มอาการกิลเลน-บาร์เร (GBS)
จากประวัติผู้ป่วยเด็กหญิงอายุ 10 ปี ที่มีประวัติการติดเชื้อหวัดธรรมดามาก่อน 1 สัปดาห์ และพัฒนามาเป็นอาการอ่อนแรงแบบสมมาตรภายใน 2 วัน ตรวจร่างกายพบใบหน้าอัมพาต กำลังกล้ามเนื้อแขนระดับ II/V กำลังกล้ามเนื้อขาระดับ I/V สูญเสียการรับความรู้สึกแบบสมมาตรทั้งความรู้สึกเจ็บและการรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อ และไม่มีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ อาการทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงโรคทางระบบประสาทที่รุนแรงและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ A. กลุ่มอาการกิลเลน-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome - GBS)
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของกลุ่มอาการกิลเลน-บาร์เร:
กลุ่มอาการกิลเลน-บาร์เรเป็นโรคของระบบประสาทส่วนปลายที่เกิดจากกลไก autoimmune หลังการติดเชื้อ กลไกการเกิดโรคเริ่มจากเชื้อโรคที่ติดเชื้อมาก่อน (ในกรณีนี้คือเชื้อหวัด) มีแอนติเจนบางส่วนที่คล้ายคลึงกับส่วนประกอบของ peripheral nerve myelin ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อโรคเหล่านี้ แต่แอนติบอดีดังกล่าวไปจับกับเยื่อไมอีลินของเส้นประสาทส่วนปลายโดย mistake เกิดการ激活ระบบ complement และดึงดูด macrophages เข้ามาทำลายปลอกไมอีลิน การทำลายปลอกไมอีลินนี้ทำให้การนำกระแสประสาทช้าลงหรือขาดหายไป ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนแรงและสูญเสียการรับความรู้สึก
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญที่สนับสนุนการวินิจฉัย:
รูปแบบการลุกลามของอาการอ่อนแรง: อาการอ่อนแรงในกิลเลน-บาร์เรมักเริ่มที่ขาทั้งสองข้างแล้วลุกลามขึ้นมาที่แขนและใบหน้า ซึ่งสอดคล้องกับผู้ป่วยรายนี้ที่มีกำลังกล้ามเนื้อขาอ่อนแรงมากกว่าแขน
การมีใบหน้าอัมพาต: การที่ผู้ป่วยมีใบหน้าอัมพาต bilateral เป็นลักษณะสำคัญที่ช่วยแยกกิลเลน-บาร์เรจากโรคอื่นๆ เนื่องจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 มักถูกกระทบกระเทือน
การสูญเสียการรับความรู้สึกทั้งแบบ superficial และ deep: การที่ผู้ป่วยสูญเสียทั้งความรู้สึกเจ็บ (pinprick) และการรับรู้ตำแหน่งข้อต่อ (proprioception) บ่งชี้ว่ามีการ involvement ของทั้ง small fiber และ large fiber sensory nerves
ภาวะไม่มีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (areflexia): เป็นลักษณะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของกิลเลน-บาร์เร เกิดจากการ interruption ของ reflex arc ที่ระดับ peripheral nerve
การวินิจฉัยแยกโรคอย่างละเอียด:
B. โรคโปลิโอ: เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่ไปทำลาย anterior horn cells ในไขสันหลัง ทำให้เกิดอัมพาตแบบไม่สมมาตรและไม่มีอาการชาหรือความรู้สึกผิดปกติ ซึ่งแตกต่างจากผู้ป่วยรายนี้ที่มีอาการสมมาตรและมี sensory involvement
C. ไขสันหลังอักเสบตามขวาง: เป็นการอักเสบของไขสันหลังในระดับหนึ่งๆ มักมี sensory level ที่ชัดเจนและมีอาการผิดปกติของ bladder และ bowel control ซึ่งไม่พบในผู้ป่วยรายนี้
D. ปลายประสาทอักเสบจากภูมิคุ้มกัน: เป็นคำกว้างๆ ที่อาจรวมหลายโรค แต่กิลเลน-บาร์เรเป็น subtype ที่เฉพาะเจาะจงที่มีลักษณะการดำเนินโรคและพยาธิวิทยาเป็นของตัวเอง
E. ภาวะพิษ: จากการสัมผัสสารพิษเช่น heavy metals หรือ solvents อาจทำให้เกิด peripheral neuropathy ได้ แต่มักมีประวัติการสัมผัสสารพิษชัดเจนและอาการมักค่อยเป็นค่อยามากกว่า
การตรวจเพิ่มเติมที่จำเป็น:
ควรส่งตรวจการเจาะน้ำไขสันหลังซึ่งมักพบ elevated protein with normal cell count (albuminocytologic dissociation) การตรวจการนำกระแสประสาทจะพบ evidence of demyelination เช่น slowed nerve conduction velocities และ prolonged distal latencies การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้ออาจพบ reduced recruitment pattern
การจัดการรักษาผู้ป่วย:
ผู้ป่วยรายนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกิลเลน-บาร์เรอาจลุกลามไปยังกล้ามเนื้อช่วยหายใจได้ ควรพิจารณาให้ intravenous immunoglobulin (IVIG) ในขนาด 2 กรัมต่อกิโลกรัมแบ่งให้ 2-5 วัน หรือทำ plasmapheresis 5 ครั้งในช่วง 1-2 สัปดาห์ ติดตาม respiratory function อย่างใกล้ชิดโดยวัด vital capacity ทุก 4-6 ชั่วโมง และเตรียมพร้อมสำหรับการช่วยหายใจหากจำเป็น
โดยสรุป กลุ่มอาการกิลเลน-บาร์เรเป็นการวินิจฉัยที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้ง temporal relationship กับการติดเชื้อมาก่อน รูปแบบการลุกลามของอาการอ่อนแรง การมีทั้ง motor และ sensory involvement และลักษณะสำคัญคือ areflexia


บทความที่เกี่ยวข้อง
ชายอายุ 25 ปี ท้องผูก ไม่มีถ่ายเป็นเลือด มีติ่งที่ dentate line รักษาอย่างไร?
ชายอายุ 25 ปี มาด้วยอาการท้องผูกเรื้อรัง ตรวจพบติ่งเนื้อที่ตำแหน่ง Dentate Line ไม่ข้ามมาที่ Anal Sphincter ตรวจอื่นปกติหมด ลักษณะนี้สอดคล้องกับ ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoid) ระยะ 1-2 การรักษาเริ่มต้นที่ การปรับพฤติกรรมการขับถ่าย กากใยอาหาร ดื่มน้ำเพียงพอ หลีกเลี่ยงการเบ่ง ร่วมกับยาเหน็บหรือยาทา หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณา Rubber Band Ligation, Sclerotherapy, หรือการใช้เครื่องมือจี้ด้วยความร้อน (Infrared Coagulation)
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TERMS & CONDITIONS และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ