หญิง 22 ปี SLE ได้รับสเตียรอยด์ มีอาการทางจิตหูแว่ว วินิจฉัยอะไร?
3 ผู้เข้าชม

ผู้ป่วยหญิงอายุ 22 ปี เป็นโรค SLE ได้รับยาปริดนิโซโลน 3 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีอาการไข้ ปวดข้อ ผื่นขึ้น และมีอาการหูแว่วว่ามีคนจะมาทำร้ายตน โดยไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน
a. โรคจิตจากโรค SLE
b. อาการจิตหลอนจากการใช้ยาปริดนิโซโลน
c. โรคจิตชั่วคราว
ตอบ การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ a. โรคจิตจากโรค SLE (Psychotic disorder due to SLE)
จากการประเมินผู้ป่วยหญิงอายุ 22 ปี ที่เป็นโรค SLE และได้รับยาปริดนิโซโลนมาเพียง 3 วัน แล้วเกิดอาการทางจิตแบบเฉียบพลัน ได้แก่ อาการหูแว่วว่ามีคนจะมาทำร้ายตน ร่วมกับมีอาการไข้ ปวดข้อ และผื่นขึ้น โดยที่ไม่เคยมีอาการทางจิตมาก่อน ข้อมูลทางคลินิกทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและจิตเวชจากโรค SLE ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและจัดการอย่างเร่งด่วน
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของอาการทางจิตในโรค SLE เกิดจากการที่แอนติบอดีในโรค SLE โจมตีระบบประสาทส่วนกลาง แอนติบอดีต่อ phospholipid แอนติบอดีต่อ ribosomal P protein และแอนติบอดีต่อ NMDA receptor สามารถผ่าน blood-brain barrier ที่เสียหายเข้าไปทำลายเซลล์สมองได้ การอักเสบของหลอดเลือดเล็กในสมอง (cerebral vasculitis) ทำให้เกิดการขาดเลือดและเนื้อตายของเซลล์สมอง ส่วน cytokines การอักเสบเช่น interferon-alpha และ interleukin-6 ที่สูงขึ้นในโรค SLE ก็มีส่วนในการทำให้เกิดอาการทางจิตได้
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือผู้ป่วยมีอาการทางจิตที่เกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับอาการแสดงของโรค SLE ที่ยังควบคุมไม่ได้ ได้แก่ ไข้ ปวดข้อ และผื่นขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่ามี disease activity สูง การที่อาการทางจิตเกิดขึ้นหลังจากได้รับสเตียรอยด์มาเพียง 3 วัน เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปสำหรับ steroid-induced psychosis ที่มักจะเกิดหลังจากได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์
การวินิจฉัยแยกโรคต้องพิจารณาอย่างละเอียด สำหรับ steroid-induced psychosis มักจะเกิดในผู้ที่ได้รับสเตียรอยด์ในขนาดสูงเป็นเวลานานกว่า และมักไม่มีอาการแสดงอื่นของโรค SLE ที่ยัง active ร่วมด้วย ส่วน brief psychotic disorder มักเกิดในผู้ที่ไม่มีโรคทางกาย underlying และมักมี psychosocial stressor ที่ชัดเจน
การจัดการผู้ป่วยรายนี้ต้องเริ่มจากการประเมินความรุนแรงของอาการทางจิตและความปลอดภัยของผู้ป่วยและผู้อื่น การตรวจทางระบบประสาทอย่างละเอียด การส่งตรวจเลือดเพื่อประเมิน disease activity ของ SLE เช่น วัดระดับ complement, anti-dsDNA, และการตรวจ cerebrospinal fluid เพื่อแยกการติดเชื้อในระบบประสาท การทำ neuroimaging เพื่อหาความผิดปกติในสมอง
การรักษาประกอบด้วยการเพิ่มขนาดสเตียรอยด์เพื่อควบคุม disease activity ของ SLE การให้ยารักษาอาการจิตเช่น atypical antipsychotics และในกรณีรุนแรงอาจพิจารณาให้ immunosuppressive drugs หรือการทำ plasmapheresis
โดยสรุด then โรคจิตจากโรค SLE เป็นการวินิจฉัยที่มีความน่าจะเป็นสูงที่สุด เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้งการมีโรค SLE ที่ยัง active อยู่ และ timeline ของการเกิดอาการที่สัมพันธ์กับโรคมากกว่าการใช้สเตียรอยด์
a. โรคจิตจากโรค SLE
b. อาการจิตหลอนจากการใช้ยาปริดนิโซโลน
c. โรคจิตชั่วคราว
ตอบ การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ a. โรคจิตจากโรค SLE (Psychotic disorder due to SLE)
จากการประเมินผู้ป่วยหญิงอายุ 22 ปี ที่เป็นโรค SLE และได้รับยาปริดนิโซโลนมาเพียง 3 วัน แล้วเกิดอาการทางจิตแบบเฉียบพลัน ได้แก่ อาการหูแว่วว่ามีคนจะมาทำร้ายตน ร่วมกับมีอาการไข้ ปวดข้อ และผื่นขึ้น โดยที่ไม่เคยมีอาการทางจิตมาก่อน ข้อมูลทางคลินิกทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและจิตเวชจากโรค SLE ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและจัดการอย่างเร่งด่วน
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของอาการทางจิตในโรค SLE เกิดจากการที่แอนติบอดีในโรค SLE โจมตีระบบประสาทส่วนกลาง แอนติบอดีต่อ phospholipid แอนติบอดีต่อ ribosomal P protein และแอนติบอดีต่อ NMDA receptor สามารถผ่าน blood-brain barrier ที่เสียหายเข้าไปทำลายเซลล์สมองได้ การอักเสบของหลอดเลือดเล็กในสมอง (cerebral vasculitis) ทำให้เกิดการขาดเลือดและเนื้อตายของเซลล์สมอง ส่วน cytokines การอักเสบเช่น interferon-alpha และ interleukin-6 ที่สูงขึ้นในโรค SLE ก็มีส่วนในการทำให้เกิดอาการทางจิตได้
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือผู้ป่วยมีอาการทางจิตที่เกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับอาการแสดงของโรค SLE ที่ยังควบคุมไม่ได้ ได้แก่ ไข้ ปวดข้อ และผื่นขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่ามี disease activity สูง การที่อาการทางจิตเกิดขึ้นหลังจากได้รับสเตียรอยด์มาเพียง 3 วัน เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปสำหรับ steroid-induced psychosis ที่มักจะเกิดหลังจากได้รับสเตียรอยด์เป็นเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์
การวินิจฉัยแยกโรคต้องพิจารณาอย่างละเอียด สำหรับ steroid-induced psychosis มักจะเกิดในผู้ที่ได้รับสเตียรอยด์ในขนาดสูงเป็นเวลานานกว่า และมักไม่มีอาการแสดงอื่นของโรค SLE ที่ยัง active ร่วมด้วย ส่วน brief psychotic disorder มักเกิดในผู้ที่ไม่มีโรคทางกาย underlying และมักมี psychosocial stressor ที่ชัดเจน
การจัดการผู้ป่วยรายนี้ต้องเริ่มจากการประเมินความรุนแรงของอาการทางจิตและความปลอดภัยของผู้ป่วยและผู้อื่น การตรวจทางระบบประสาทอย่างละเอียด การส่งตรวจเลือดเพื่อประเมิน disease activity ของ SLE เช่น วัดระดับ complement, anti-dsDNA, และการตรวจ cerebrospinal fluid เพื่อแยกการติดเชื้อในระบบประสาท การทำ neuroimaging เพื่อหาความผิดปกติในสมอง
การรักษาประกอบด้วยการเพิ่มขนาดสเตียรอยด์เพื่อควบคุม disease activity ของ SLE การให้ยารักษาอาการจิตเช่น atypical antipsychotics และในกรณีรุนแรงอาจพิจารณาให้ immunosuppressive drugs หรือการทำ plasmapheresis
โดยสรุด then โรคจิตจากโรค SLE เป็นการวินิจฉัยที่มีความน่าจะเป็นสูงที่สุด เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้งการมีโรค SLE ที่ยัง active อยู่ และ timeline ของการเกิดอาการที่สัมพันธ์กับโรคมากกว่าการใช้สเตียรอยด์


