ผู้ป่วยไข้-ซีด-ตาเหลือง พบ bite cell วินิจฉัยอะไร?
อัพเดทล่าสุด: 9 ก.พ. 2026
57 ผู้เข้าชม

ผู้ป่วยมีอาการไข้ ซีด และตัวเหลือง ตรวจร่างกาย: ซีด ตาขาวเหลือง ไม่พบตับหรือม้ามโต ผลตรวจเลือดพบเม็ดเลือดแดงสีปกติขนาดเล็ก (normochromic microcytic) และพบ bite cell ?
A. โรคขาดเอนไซม์ G6PD
B. โรคธาลัสซีเมีย
ตอบ A. โรคขาดเอนไซม์ G6PD (G6PD Deficiency)
จากอาการผู้ป่วยที่มีไข้ ซีด และดีซ่าน ร่วมกับผลการตรวจร่างกายที่พบว่าซีดและตาเหลืองแต่ไม่มีตับหรือม้ามโต และผลการตรวจเลือดพบว่าเม็ดเลือดแดงมีลักษณะ normochromic microcytic และพบ bite cell ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงเอง
การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ **โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD Deficiency)**
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีเริ่มจากเอนไซม์จีซิกพีดีซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการ pentose phosphate pathway ทำหน้าที่สร้าง NADPH เพื่อรักษาระดับ reduced glutathione ในเม็ดเลือดแดง เมื่อขาดเอนไซม์นี้ เม็ดเลือดแดงจะไม่สามารถต้านทาน oxidative stress ได้ adequately ทำให้เกิดการทำลายฮีโมโกลบินและเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง นำไปสู่ภาวะ hemolytic anemia อย่างเฉียบพลัน
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือผู้ป่วยมีประวัติไข้ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่กระตุ้นให้เกิด oxidative stress หรืออาจเกิดจากยาที่ผู้ป่วยได้รับเพื่อรักษาไข้ ตามด้วยอาการของภาวะซีดและดีซ่านจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงอย่างรวดเร็ว
การพบ bite cell ในเลือดรอบข้างเป็นลักษณะทาง morphology ที่เฉพาะมากสำหรับภาวะ oxidative hemolysis โดยเฉพาะในโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี Bite cell เกิดจากการที่มาโครฟาจในม้ามไปกัดเอาส่วนของเม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลายโดย oxidative stress ออกไป ทำให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเหมือนถูกกัดขาด ส่วนลักษณะ normochromic microcytic อาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงที่เหลืออยู่มีขนาดเล็กลงหลังการถูกทำลาย
สำหรับโรคธาลัสซีเมีย แม้จะมีลักษณะ microcytic ได้ แต่โดยทั่วไปจะเป็นภาวะเรื้อรังและไม่น่าจะทำให้เกิดอาการเฉียบพลันแบบนี้ นอกจากนี้ในธาลัสซีเมียมักจะพบตับม้ามโตร่วมด้วย และไม่พบ bite cell ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ oxidative hemolysis
การตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีทำได้โดยการตรวจระดับเอนไซม์จีซิกพีดีในเลือด หรือการตรวจ fluorescent spot test ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่ง่ายและให้ผลที่เชื่อถือได้
การจัดการผู้ป่วยรายนี้ประกอบด้วยการหยุดยาหรือสารที่อาจกระตุ้นการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง การรักษาการติดเชื้อที่เป็นตัวกระตุ้น หากมี การให้เลือดในกรณีที่ภาวะซีดรุนแรง และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
โดยสรุป then โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้งประวัติไข้มาก่อน การพบ bite cell ที่เฉพาะเจาะจง และลักษณะเฉียบพลันของอาการ
A. โรคขาดเอนไซม์ G6PD
B. โรคธาลัสซีเมีย
ตอบ A. โรคขาดเอนไซม์ G6PD (G6PD Deficiency)
จากอาการผู้ป่วยที่มีไข้ ซีด และดีซ่าน ร่วมกับผลการตรวจร่างกายที่พบว่าซีดและตาเหลืองแต่ไม่มีตับหรือม้ามโต และผลการตรวจเลือดพบว่าเม็ดเลือดแดงมีลักษณะ normochromic microcytic และพบ bite cell ข้อมูลทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงเอง
การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ **โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD Deficiency)**
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีเริ่มจากเอนไซม์จีซิกพีดีซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการ pentose phosphate pathway ทำหน้าที่สร้าง NADPH เพื่อรักษาระดับ reduced glutathione ในเม็ดเลือดแดง เมื่อขาดเอนไซม์นี้ เม็ดเลือดแดงจะไม่สามารถต้านทาน oxidative stress ได้ adequately ทำให้เกิดการทำลายฮีโมโกลบินและเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง นำไปสู่ภาวะ hemolytic anemia อย่างเฉียบพลัน
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือผู้ป่วยมีประวัติไข้ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่กระตุ้นให้เกิด oxidative stress หรืออาจเกิดจากยาที่ผู้ป่วยได้รับเพื่อรักษาไข้ ตามด้วยอาการของภาวะซีดและดีซ่านจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงอย่างรวดเร็ว
การพบ bite cell ในเลือดรอบข้างเป็นลักษณะทาง morphology ที่เฉพาะมากสำหรับภาวะ oxidative hemolysis โดยเฉพาะในโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี Bite cell เกิดจากการที่มาโครฟาจในม้ามไปกัดเอาส่วนของเม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลายโดย oxidative stress ออกไป ทำให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะเหมือนถูกกัดขาด ส่วนลักษณะ normochromic microcytic อาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงที่เหลืออยู่มีขนาดเล็กลงหลังการถูกทำลาย
สำหรับโรคธาลัสซีเมีย แม้จะมีลักษณะ microcytic ได้ แต่โดยทั่วไปจะเป็นภาวะเรื้อรังและไม่น่าจะทำให้เกิดอาการเฉียบพลันแบบนี้ นอกจากนี้ในธาลัสซีเมียมักจะพบตับม้ามโตร่วมด้วย และไม่พบ bite cell ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ oxidative hemolysis
การตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีทำได้โดยการตรวจระดับเอนไซม์จีซิกพีดีในเลือด หรือการตรวจ fluorescent spot test ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่ง่ายและให้ผลที่เชื่อถือได้
การจัดการผู้ป่วยรายนี้ประกอบด้วยการหยุดยาหรือสารที่อาจกระตุ้นการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง การรักษาการติดเชื้อที่เป็นตัวกระตุ้น หากมี การให้เลือดในกรณีที่ภาวะซีดรุนแรง และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
โดยสรุป then โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้งประวัติไข้มาก่อน การพบ bite cell ที่เฉพาะเจาะจง และลักษณะเฉียบพลันของอาการ
บทความที่เกี่ยวข้อง
หญิงอายุ 25 ปี มาด้วยอาการนอนไม่หลับ นํ้าตาไหล หาวบ่อย คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เกิดจากข้อใด?
เตรียมสอบ MEQ กับโจทย์ Adult Seizure ตัวอย่างข้อสอบภาวะชักในผู้ใหญ่ ครอบคลุมการซักประวัติแยก seizure mimic, การส่งตรวจ MRI/EEG ที่เหมาะสม, การให้ยากันชักครั้งแรก, และการให้คำแนะนำผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน อัปเดตแนวทางใหม่!


