ชาย 25 ปี ซีด-ตาเหลือง-เหนื่อย มีประวัติไข้มาก่อน พบเม็ดเลือดแดงผิดปกติ วินิจฉัยอะไร?
อัพเดทล่าสุด: 9 ก.พ. 2026
81 ผู้เข้าชม

ชาย 25 ปี ซีด-ตาเหลือง-เหนื่อย มีประวัติไข้มาก่อน พบเม็ดเลือดแดงผิดปกติ วินิจฉัยอะไร?
ผู้ป่วยชายไทยอายุ 25 ปี มีไข้ 1 สัปดาห์ก่อน กินยาลดไข้แล้วไข้ลงดี 3 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
การตรวจร่างกาย: สัญญาณชีพคงที่ ตาขาวซีด ตาเหลือง นอกนั้นปกติ
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ:
Hematocrit 25%
MCV 65 fL
WBC 5,000 cells/mm³ (Neutrophil 40%, Lymphocyte 60%)
Platelet 400,000 cells/mm³
พบ Microspherocyte 1+
พบ Schistocyte 1+
1.โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี
2.โรคพารอกซิสมัลน็อกเทิร์นัลฮีโมโกลบินูเรีย
3.โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน
4.โรคธาลัสซีเมีย (ฮีโมโกลบินเอช)
5.โรคเม็ดเลือดแดงทรงกลมจากพันธุกรรม
ตอบ 1. โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD Deficiency)
จากการประเมินผู้ป่วยชายไทยอายุ 25 ปี ที่มีประวัติไข้มาก่อน 1 สัปดาห์ ตามด้วยอาการเหนื่อยง่ายและอ่อนเพลีย ตรวจร่างกายพบภาวะซีดและดีซ่าน ผลการตรวจเลือดพบภาวะซีดรุนแรง (Hct 25%) เม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก (MCV 65) และที่สำคัญคือพบความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงสองชนิดพร้อมกัน ได้แก่ microspherocyte และ schistocyte ในเลือดรอบข้าง ข้อมูลทางคลินิกและทางห้องปฏิบัติการทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันที่มีกลไกการเกิดร่วมกันทั้งจากการบาดเจ็บภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงเองและปัจจัยภายนอกเซลล์
การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ **โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD Deficiency)** ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในประชากรชายไทยและมักแสดงอาการหลังมีการติดเชื้อหรือได้รับยาบางชนิด
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีเริ่มจากเอนไซม์จีซิกพีดีซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการ pentose phosphate pathway ทำหน้าที่สร้าง NADPH เพื่อรักษาระดับ reduced glutathione ในเม็ดเลือดแดง เมื่อขาดเอนไซม์นี้ เม็ดเลือดแดงจะไม่สามารถต้านทาน oxidative stress ได้ adequately ทำให้เกิดการทำลายฮีโมโกลบินและเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง นำไปสู่ภาวะ hemolytic anemia อย่างเฉียบพลัน
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือผู้ป่วยมีประวัติไข้มาก่อนซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่กระตุ้นให้เกิด oxidative stress ตามด้วยอาการของภาวะซีดและดีซ่านจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง การพบ microspherocyte เกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงสูญเสียพื้นที่ผิว membrane จากการถูกทำลายโดย oxidative stress ขณะที่ schistocyte อาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงที่เสียหายอย่างรุนแรงจนแตกเป็นชิ้นๆ
การวินิจฉัยแยกโรคต้องพิจารณาจากข้อค้นพบที่สำคัญอื่นๆ โรคพารอกซิสมัลน็อกเทิร์นัลฮีโมโกลบินูเรียมักมีอาการ hemoglobinuria ในตอนเช้าและมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำร่วมด้วย โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกันมักพบเฉพาะ microspherocyte โดยไม่พบ schistocyte และอาจมีประวัติ autoimmune disease โรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินเอชเป็นโรคเรื้อรังและมักมีอาการมาตั้งแต่เด็ก ส่วนโรคเม็ดเลือดแดงทรงกลมจากพันธุกรรมก็เป็นโรคเรื้อรังและมักมีประวัติครอบครัว
การตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีทำได้โดยการตรวจระดับเอนไซม์จีซิกพีดีในเลือด ซึ่งมักจะต่ำกว่าปกติในช่วงที่มีการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงอย่างรุนแรง หรือการตรวจ fluorescent spot test ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่ง่ายและให้ผลที่เชื่อถือได้
การจัดการผู้ป่วยรายนี้ประกอบด้วยการหยุดยาหรือสารที่อาจกระตุ้นการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง การรักษาการติดเชื้อที่เป็นตัวกระตุ้น หากมี การให้เลือดในกรณีที่ภาวะซีดรุนแรง และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังคือ acute renal failure จากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงอย่างรุนแรง
โดยสรุป then โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้งประวัติไข้มาก่อน การพบเม็ดเลือดแดงผิดปกติสองชนิดพร้อมกัน และความชุกของโรคในประชากรชายไทย
ผู้ป่วยชายไทยอายุ 25 ปี มีไข้ 1 สัปดาห์ก่อน กินยาลดไข้แล้วไข้ลงดี 3 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
การตรวจร่างกาย: สัญญาณชีพคงที่ ตาขาวซีด ตาเหลือง นอกนั้นปกติ
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ:
Hematocrit 25%
MCV 65 fL
WBC 5,000 cells/mm³ (Neutrophil 40%, Lymphocyte 60%)
Platelet 400,000 cells/mm³
พบ Microspherocyte 1+
พบ Schistocyte 1+
1.โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี
2.โรคพารอกซิสมัลน็อกเทิร์นัลฮีโมโกลบินูเรีย
3.โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน
4.โรคธาลัสซีเมีย (ฮีโมโกลบินเอช)
5.โรคเม็ดเลือดแดงทรงกลมจากพันธุกรรม
ตอบ 1. โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD Deficiency)
จากการประเมินผู้ป่วยชายไทยอายุ 25 ปี ที่มีประวัติไข้มาก่อน 1 สัปดาห์ ตามด้วยอาการเหนื่อยง่ายและอ่อนเพลีย ตรวจร่างกายพบภาวะซีดและดีซ่าน ผลการตรวจเลือดพบภาวะซีดรุนแรง (Hct 25%) เม็ดเลือดแดงขนาดเล็ก (MCV 65) และที่สำคัญคือพบความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงสองชนิดพร้อมกัน ได้แก่ microspherocyte และ schistocyte ในเลือดรอบข้าง ข้อมูลทางคลินิกและทางห้องปฏิบัติการทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลันที่มีกลไกการเกิดร่วมกันทั้งจากการบาดเจ็บภายในเซลล์เม็ดเลือดแดงเองและปัจจัยภายนอกเซลล์
การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ **โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD Deficiency)** ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในประชากรชายไทยและมักแสดงอาการหลังมีการติดเชื้อหรือได้รับยาบางชนิด
กลไกทางพยาธิสรีรวิทยาของโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีเริ่มจากเอนไซม์จีซิกพีดีซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการ pentose phosphate pathway ทำหน้าที่สร้าง NADPH เพื่อรักษาระดับ reduced glutathione ในเม็ดเลือดแดง เมื่อขาดเอนไซม์นี้ เม็ดเลือดแดงจะไม่สามารถต้านทาน oxidative stress ได้ adequately ทำให้เกิดการทำลายฮีโมโกลบินและเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง นำไปสู่ภาวะ hemolytic anemia อย่างเฉียบพลัน
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือผู้ป่วยมีประวัติไข้มาก่อนซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่กระตุ้นให้เกิด oxidative stress ตามด้วยอาการของภาวะซีดและดีซ่านจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง การพบ microspherocyte เกิดจากการที่เม็ดเลือดแดงสูญเสียพื้นที่ผิว membrane จากการถูกทำลายโดย oxidative stress ขณะที่ schistocyte อาจเกิดจากเม็ดเลือดแดงที่เสียหายอย่างรุนแรงจนแตกเป็นชิ้นๆ
การวินิจฉัยแยกโรคต้องพิจารณาจากข้อค้นพบที่สำคัญอื่นๆ โรคพารอกซิสมัลน็อกเทิร์นัลฮีโมโกลบินูเรียมักมีอาการ hemoglobinuria ในตอนเช้าและมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำร่วมด้วย โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกันมักพบเฉพาะ microspherocyte โดยไม่พบ schistocyte และอาจมีประวัติ autoimmune disease โรคธาลัสซีเมียชนิดฮีโมโกลบินเอชเป็นโรคเรื้อรังและมักมีอาการมาตั้งแต่เด็ก ส่วนโรคเม็ดเลือดแดงทรงกลมจากพันธุกรรมก็เป็นโรคเรื้อรังและมักมีประวัติครอบครัว
การตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีทำได้โดยการตรวจระดับเอนไซม์จีซิกพีดีในเลือด ซึ่งมักจะต่ำกว่าปกติในช่วงที่มีการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงอย่างรุนแรง หรือการตรวจ fluorescent spot test ซึ่งเป็นวิธีการตรวจที่ง่ายและให้ผลที่เชื่อถือได้
การจัดการผู้ป่วยรายนี้ประกอบด้วยการหยุดยาหรือสารที่อาจกระตุ้นการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง การรักษาการติดเชื้อที่เป็นตัวกระตุ้น หากมี การให้เลือดในกรณีที่ภาวะซีดรุนแรง และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังคือ acute renal failure จากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงอย่างรุนแรง
โดยสรุป then โรคขาดเอนไซม์จีซิกพีดีเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้งประวัติไข้มาก่อน การพบเม็ดเลือดแดงผิดปกติสองชนิดพร้อมกัน และความชุกของโรคในประชากรชายไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง
การรักษาฝีในปอด (Lung abscess) ต้องครอบคลุมเชื้อ Anaerobic bacteria เป็นสำคัญ ยาปฏิชีวนะเริ่มต้นมักเป็น Ceftriaxone ร่วมกับ Clindamycin หรือใช้ยาเดี่ยวที่ครอบคลุมเชื้อทั้งสองกลุ่มได้ดี เช่น Piperacillin-tazobactam หรือ Amoxicillin-clavulanate
ผู้ป่วยชายอายุ 60 ปี น้ำหนัก 65 กก. สูง 170 ซม. ความดันโลหิต 120/80 mmHg น้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 96 mg%


