แชร์

หญิง เป็น SLE รักษาด้วย chloroquine... ต้องติดตามเฝ้าระวังค่าใดซึ่งเป็นผลข้างเคียง?

อัพเดทล่าสุด: 22 ม.ค. 2026
185 ผู้เข้าชม

หญิงอายุ 24 ปี เป็น SLE รักษาด้วย chloroquine ต้องติดตามเฝ้าระวังค่าใดซึ่งเป็นผลข้างเคียง?

A. Chest x-ray

B. Creatinine

C. CBC

D. Eye ground

E. Liver function test

คำตอบที่ถูกต้องคือ D. Eye ground (หรือ Fundoscopy/การตรวจตาด้านใน)
เหตุผลโดยละเอียด
ยา Chloroquine (และ Hydroxychloroquine) เป็นยาที่ใช้รักษาโรค SLE (Systemic Lupus Erythematosus) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
ผลข้างเคียงที่สำคัญและเป็นปัญหาเรื้อรัง ของการใช้ Chloroquine/Hydroxychloroquine เป็นเวลานาน (โดยเฉพาะเกิน 5 ปี หรือใช้ในขนาดสูง) คือ ความเป็นพิษต่อตา (Ocular Toxicity) โดยเฉพาะต่อเรตินา (Retina)
กลไก: ยาสะสมในเนื้อเยื่อเรตินา และอาจทำให้เกิด Retinopathy ซึ่งเป็นภาวะที่จอตาเสียหายอย่างถาวร โดยเริ่มจากบริเวณแมคูลา (Macula) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการมองเห็น ส่งผลให้การมองเห็นลดลง เห็นจุดบอดกลางภาพ (central scotoma) หรือตาบอดได้
การเฝ้าระวัง: ผู้ป่วยที่ได้รับ Chloroquine/Hydroxychloroquine จำเป็นต้อง ได้รับการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ การตรวจตาด้านใน (Fundoscopic examination หรือ Eye ground) และอาจรวมถึงการตรวจพิเศษเช่น Visual field test (ตรวจลานสายตา) และ Optical coherence tomography (OCT) เพื่อคัดกรองและตรวจพบความผิดปกติของเรตินาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
อธิบายแต่ละตัวเลือก:
A. Chest x-ray
ไม่ถูกต้อง: ไม่ใช่การตรวจติดตามผลข้างเคียงหลักของ Chloroquine ผลข้างเคียงของ Chloroquine ที่เกี่ยวกับปอดพบได้น้อยมาก (เช่น อาการไอเรื้อรัง) ไม่ใช่สิ่งที่ต้องตรวจติดตามเป็นหลัก
B. Creatinine
ไม่ถูกต้อง: ใช้ตรวจการทำงานของไต โรค SLE เองอาจทำให้ไตอักเสบได้ จึงอาจต้องตรวจเป็นระยะ แต่ ไม่ใช่ ผลข้างเคียงโดยตรงจากยา Chloroquine
C. CBC (Complete Blood Count)
ไม่ถูกต้อง: โรค SLE อาจมีผลต่อระบบเลือด (เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจาง) และอาจต้องตรวจติดตาม แต่ไม่ใช่ผลข้างเคียงหลักจากยา Chloroquine แม้ Chloroquine อาจทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้บ้าง แต่ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่รุนแรงและจำเพาะที่สุด
D. Eye ground (การตรวจตาด้านใน)
ถูกต้อง: เป็น การตรวจติดตามที่สำคัญและจำเป็นที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับ Chloroquine/Hydroxychloroquine เป็นเวลานาน เพื่อป้องกันและตรวจพบภาวะ Chloroquine-induced retinopathy ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้
E. Liver function test (การตรวจการทำงานของตับ)
ไม่ถูกต้อง: Chloroquine อาจมีผลต่อตับได้บ้าง แต่พบไม่บ่อยและไม่รุนแรงเท่าผลต่อตา จึงไม่ใช่การตรวจติดตามหลัก
สรุป: ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงและจำเพาะของยา Chloroquine/Hydroxychloroquine ที่ใช้รักษา SLE คือ ความเป็นพิษต่อตา (Retinopathy) ดังนั้นการตรวจติดตามที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจตาด้านใน (Eye ground หรือ Fundoscopy) เป็นระยะ
 
 


บทความที่เกี่ยวข้อง
การจัดการท่อช่วยหายใจเลื่อนลึกเกินไป
ผู้ป่วยชายอายุ 30 ปี ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน เนื่องจากตกจากต้นไม้ สัญญาณชีพ: อัตราการหายใจ 30 ครั้ง/นาที, อื่นๆ ปกติ ระดับความรู้ตัว: E2VtM5 (เปิดตาเมื่อถูกกระตุ้น, พูดไม่รู้เรื่อง, เคลื่อนไหวตามคำสั่งได้) ความลึกของท่อช่วยหายใจ (ET tube) อยู่ที่ 26 ซม. ได้ยินเสียงหายใจลดลงที่ปอดซ้าย การจัดการรักษาเบื้องต้นควรทำอย่างไร?
ดื่มนมมากไปอันตรายหรือไม่?
หญิงอายุ 50 ปี มีอาการท้องเสียและท้องอืดทุกครั้ง หลังรับประทานนมปริมาณมาก อาการดังกล่าวเกิดจากกลไกใด?
เช็คด่วน สัญญาณมะเร็งเต้านม ?
ผู้ป่วยหญิงอายุ 45 ปี มีก้อนที่เต้านมข้างซ้าย จากการตรวจร่างกายพบก้อนขนาด 2.5 เซนติเมตร ที่บริเวณหนึ่งในสี่ด้านบนนอกของเต้านม มีลักษณะขรุขระและขยับได้เล็กน้อย และคลำได้ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ขนาด 1.5 เซนติเมตร วินิจฉัยอย่างไร?
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้