แชร์

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ขณะไอในผู้สูงอายุเบาหวาน

อัพเดทล่าสุด: 2 ต.ค. 2025
183 ผู้เข้าชม

ผู้ป่วยหญิงสูงอายุ (ไม่ได้ระบุอายุที่แน่ชัด) เป็นโรคเบาหวาน (DM) มารับการรักษาด้วยอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (urinary incontinence) อาการเกิดขึ้นขณะไอ โดยผู้ป่วยมีประวัติคลอดทางช่องคลอด 3 ครั้ง และปฏิเสธว่ามีอาการปัสสาวะราดแบบรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างกะทันหัน (urgency) อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ประเภทใดที่ผู้ป่วยรายนี้เป็น?

จากประวัติและการตรวจอาการของผู้ป่วยรายนี้ สามารถวินิจฉัยได้ว่ากำลังประสบกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ประเภทความเค้น หรือ Stress Urinary Incontinence เป็นหลัก เนื่องจากการสูญเสียปัสสาวะเกิดขึ้นในขณะที่ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น เวลาไอ โดยที่ผู้ป่วยไม่มีความรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างรุนแรงมาก่อน ซึ่งตรงข้ามกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ประเภทบังคับไม่อยู่

-กลไกทางพยาธิวิทยาของภาวะนี้เกี่ยวข้องกับความอ่อนแอของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพยุงรอบท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อหูรูดท่อปัสสาวะภายในและภายนอก การคลอดบุตรทางช่องวัยหลายครั้งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในอุ้งเชิงกราน ประกอบกับผู้ป่วยอยู่ในวัยสูงอายุซึ่งระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงส่งผลให้เนื้อเยื่อในระบบสืบพันธุ์ขาดความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น นอกจากนี้โรคเบาหวานที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ก็อาจเร่งกระบวนการเหล่านี้ผ่านภาวะเส้นประสาทเสื่อมและหลอดเลือดเสื่อม condition

-การประเมินผู้ป่วยอย่างละเอียดควรประกอบด้วยการซักประวัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนครั้งและปริมาณปัสสาวะที่รั่วในแต่ละวัน ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และวิธีการจัดการกับอาการในปัจจุบัน การตรวจร่างกายควรรวมการประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานผ่านการตรวจภายใน เพื่อดูความหย่อนตัวของผนังช่องคลอดและมดลูก รวมถึงการตรวจระบบประสาทบริเวณอุ้งเชิงกราน

-การตรวจพิเศษที่อาจพิจารณาได้แก่ การตรวจความแรงของการไหลของปัสสาวะ การวัดปริมาณปัสสาวะคงค้าง การตรวจวัดความดันภายในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ซึ่งการตรวจเหล่านี้จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค

-แนวทางการรักษาแบ่งออกเป็นหลายระดับ เริ่มจากวิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ การใช้เครื่องมือช่วยอย่างซารีสอดช่องคลอดเพื่อพยุงท่อปัสสาวะ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่น ควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดครีมทาภายในเฉพาะที่อาจช่วยสภาพเนื้อเยื่อในช่องคลอดได้

หากวิธีการข้างต้นไม่ได้ผล การรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกต่อไป เช่น การฉีดสารเพิ่มปริมาณรอบท่อปัสสาวะ การผ่าตัดแขวนคอท่อปัสสาวะด้วยเทป ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลดีและมีการฟื้นตัวเร็ว อย่างไรก็ดีการเลือกวิธีการรักษาควรพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ สภาพร่างกายโดยรวมของผู้ป่วย และความพร้อมของโรงพยาบาล

สำหรับการดูแลตนเองที่บ้าน: ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติตัวเพื่อลดอาการ เช่น ฝึกการไออย่างถูกวิธีโดยเกร็งกล้ามเนื้อท้องน้อยก่อนไอ รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม ฝึกการกลั้นปัสสาวะเป็นช่วงๆ หลีกเลี่ยงอาการท้องผูกเพราะการเบ่งถ่ายจะทำให้อาการแย่ลง

โดยสรุปแล้วผู้ป่วยรายนี้มีอาการตรงกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ประเภทความเค้นซึ่งมีสาเหตุหลักจากความเสื่อมของโครงสร้างพยุงท่อปัสสาวะจากการคลอดบุตรและวัยที่เพิ่มขึ้น ร่วมกับผลกระทบจากโรคเบาหวาน การรักษาควรเริ่มจากวิธีการอนุรักษ์นิยมก่อนและพิจารณาการผ่าตัดเมื่ออาการรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก


บทความที่เกี่ยวข้อง
 เด็ก 2 ขวบ อาเจียนเป็นสีเขียวหลังกินอาหาร แปลว่าอะไร? อันตรายไหม? วินิจฉัยอย่างไร?
เด็กอายุ 2 ปี อาเจียนสีเขียวหลังกินอาหาร (Green or Bilious Vomiting) เป็นสัญญาณอันตรายที่อาจหมายถึง ลำไส้อุดตัน (Intestinal Obstruction) เช่น จากลำไส้กลืนกัน (Intussusception) ลำไส้บิดเกลียว (Malrotation with Volvulus) หรือลำไส้ตันแต่กำเนิด ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจเพิ่มเติมเช่น อัลตราซาวนด์หรือเอ็กซเรย์ และรับการรักษาเร่งด่วน
การคำนวณสารน้ำทดแทนในผู้ป่วยเสียเลือด
ผู้ป่วยชายถูกมีดแทงที่ท้อง ความดันโลหิตลดลง เสียเลือดประมาณ 500 มิลลิลิตร ต้องให้สารน้ำ isotonic saline ทางเส้นเลือดเท่าไร?
อันตรายจากการกินมันสำปะหลังดิบ
เด็กกินมันสําปะหลังดิบ ต่อมาตัวเขียว สารในมันสําปะหลัง มีผลอย่างไรกับร่างกาย?
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และ นโยบายคุกกี้