หญิง 19 ปี น้ำหนัก 30 กก. กลัวอ้วน ไม่กินอาหารแคลสูง ใช้ยาระบาย วินิจฉัยอะไร?
30 ผู้เข้าชม

ผู้ป่วยหญิงอายุ 19 ปี ไม่รับประทานอาหารแคลอรี่สูง กลัวอ้วน ถึงแม้น้ำหนักจะ 30 กก. สูง 160 ซม. บางครั้งจะไปกินยาระบายหากกินข้าวเยอะ?
A. โรคอะนอร์เร็กเซีย
B. โรคบูลิเมีย
C. โรคกินครั้งละมากๆ
D. โรคการกินผิดปกติที่ระบุไม่ได้ชัดเจน
ตอบ A. โรคอะนอร์เร็กเซีย (Anorexia Nervosa)
จากการประเมินผู้ป่วยหญิงอายุ 19 ปี ที่มีน้ำหนักตัวเพียง 30 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร ซึ่งคำนวณดัชนีมวลกายได้เพียง 11.7 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์อย่างรุนแรง ร่วมกับมีพฤติกรรมการปฏิเสธอาหารแคลอรี่สูงเนื่องจากกลัวอ้วน แม้ว่าจะมีน้ำหนักต่ำมากแล้ว และมีการใช้ยาระบายหลังจากรับประทานอาหารในปริมาณมาก อาการทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงโรคการกินผิดปกติที่รุนแรงและต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน
การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ **A. โรคอะนอร์เร็กเซีย (Anorexia Nervosa)**
โรคอะนอร์เร็กเซียเป็นโรคการกินผิดปกติที่ลักษณะสำคัญคือการจำกัดการรับประทานอาหารที่นำไปสู่น้ำหนักตัวที่ต่ำอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอายุ เพศ และพัฒนาการ มีความกลัวอย่างรุนแรงต่อการมีน้ำหนักเพิ่มหรืออ้วน แม้ว่าจะมีน้ำหนักต่ำอยู่แล้ว และมีการรับรู้ผิดเกี่ยวกับน้ำหนักหรือรูปร่างของตนเอง
กลไกทางจิตพยาธิวิทยาของโรคอะนอร์เร็กเซียมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางชีวภาพ จิตวิทยา และสังคม ผู้ป่วยมักมีความผิดปกติในการรับรู้ภาพลักษณ์ร่างกาย (body image distortion) ที่ทำให้มองเห็นตนเองว่าอ้วนแม้ว่าจะผอมอย่างรุนแรง มีความยึดติดในความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) และความรู้สึกต้องการควบคุม (need for control) ซึ่งการควบคุมอาหารเป็นวิธีการแสดงออกถึงการควบคุมนี้
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญที่สนับสนุนการวินิจฉัยอะนอร์เร็กเซียได้แก่ ดัชนีมวลกายที่ต่ำอย่างรุนแรง (11.7 kg/m²) ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์รุนแรงมาก การจำกัดการรับประทานอาหารอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะอาหารแคลอรี่สูง ความกลัวการอ้วนแม้มีน้ำหนักต่ำมาก และพฤติกรรมชดเชยโดยการใช้ยาระบาย
การวินิจฉัยแยกโรคต้องพิจารณาอย่างละเอียด โรคบูลิเมียมักมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติและมีพฤติกรรมการกินครั้งละมากๆ (binge eating) เป็นหลัก โรคกินครั้งละมากๆจะมีพฤติกรรมการกินครั้งละมากๆโดยไม่มีพฤติกรรมชดเชย และโรคการกินผิดปกติที่ระบุไม่ได้ชัดเจนจะใช้เมื่ออาการไม่ตรงตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ
ภาวะแทรกซ้อนทางกายที่อาจเกิดขึ้นจากโรคอะนอร์เร็กเซียได้แก่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตต่ำ อัตราการเต้นของหัวใจช้า ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะขาดประจำเดือน ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ ระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก เรื้อรัง ระบบกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน และภาวะขาดสารอาหารต่างๆ
การรักษาโรคอะนอร์เร็กเซียต้องใช้แนวทางแบบสหสาขาวิชาชีพอย่างเข้มข้น ประกอบด้วยการฟื้นฟูทางโภชนาการเพื่อคืนสภาวะน้ำหนักตัวที่ปลอดภัย การทำจิตบำบัดโดยเฉพาะครอบครัวบำบัดสำหรับผู้ป่วยวัยรุ่น การบำบัดรายบุคคลเพื่อแก้ไขความคิดและพฤติกรรมเกี่ยวกับการกิน และในบางกรณีอาจต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลหากมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
โดยสรุป โรคอะนอร์เร็กเซียเป็นการวินิจฉัยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้งน้ำหนักตัวที่ต่ำอย่างรุนแรง พฤติกรรมการจำกัดอาหาร ความกลัวการอ้วนแม้มีน้ำหนักต่ำ และพฤติกรรมชดเชยโดยการใช้ยาระบาย ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคอะนอร์เร็กเซียตามมาตรฐานทางการแพทย์
A. โรคอะนอร์เร็กเซีย
B. โรคบูลิเมีย
C. โรคกินครั้งละมากๆ
D. โรคการกินผิดปกติที่ระบุไม่ได้ชัดเจน
ตอบ A. โรคอะนอร์เร็กเซีย (Anorexia Nervosa)
จากการประเมินผู้ป่วยหญิงอายุ 19 ปี ที่มีน้ำหนักตัวเพียง 30 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร ซึ่งคำนวณดัชนีมวลกายได้เพียง 11.7 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์อย่างรุนแรง ร่วมกับมีพฤติกรรมการปฏิเสธอาหารแคลอรี่สูงเนื่องจากกลัวอ้วน แม้ว่าจะมีน้ำหนักต่ำมากแล้ว และมีการใช้ยาระบายหลังจากรับประทานอาหารในปริมาณมาก อาการทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงโรคการกินผิดปกติที่รุนแรงและต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน
การวินิจฉัยที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้คือ **A. โรคอะนอร์เร็กเซีย (Anorexia Nervosa)**
โรคอะนอร์เร็กเซียเป็นโรคการกินผิดปกติที่ลักษณะสำคัญคือการจำกัดการรับประทานอาหารที่นำไปสู่น้ำหนักตัวที่ต่ำอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอายุ เพศ และพัฒนาการ มีความกลัวอย่างรุนแรงต่อการมีน้ำหนักเพิ่มหรืออ้วน แม้ว่าจะมีน้ำหนักต่ำอยู่แล้ว และมีการรับรู้ผิดเกี่ยวกับน้ำหนักหรือรูปร่างของตนเอง
กลไกทางจิตพยาธิวิทยาของโรคอะนอร์เร็กเซียมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางชีวภาพ จิตวิทยา และสังคม ผู้ป่วยมักมีความผิดปกติในการรับรู้ภาพลักษณ์ร่างกาย (body image distortion) ที่ทำให้มองเห็นตนเองว่าอ้วนแม้ว่าจะผอมอย่างรุนแรง มีความยึดติดในความสมบูรณ์แบบ (perfectionism) และความรู้สึกต้องการควบคุม (need for control) ซึ่งการควบคุมอาหารเป็นวิธีการแสดงออกถึงการควบคุมนี้
ลักษณะทางคลินิกที่สำคัญที่สนับสนุนการวินิจฉัยอะนอร์เร็กเซียได้แก่ ดัชนีมวลกายที่ต่ำอย่างรุนแรง (11.7 kg/m²) ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์รุนแรงมาก การจำกัดการรับประทานอาหารอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะอาหารแคลอรี่สูง ความกลัวการอ้วนแม้มีน้ำหนักต่ำมาก และพฤติกรรมชดเชยโดยการใช้ยาระบาย
การวินิจฉัยแยกโรคต้องพิจารณาอย่างละเอียด โรคบูลิเมียมักมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติและมีพฤติกรรมการกินครั้งละมากๆ (binge eating) เป็นหลัก โรคกินครั้งละมากๆจะมีพฤติกรรมการกินครั้งละมากๆโดยไม่มีพฤติกรรมชดเชย และโรคการกินผิดปกติที่ระบุไม่ได้ชัดเจนจะใช้เมื่ออาการไม่ตรงตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ
ภาวะแทรกซ้อนทางกายที่อาจเกิดขึ้นจากโรคอะนอร์เร็กเซียได้แก่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตต่ำ อัตราการเต้นของหัวใจช้า ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะขาดประจำเดือน ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ ระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก เรื้อรัง ระบบกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน และภาวะขาดสารอาหารต่างๆ
การรักษาโรคอะนอร์เร็กเซียต้องใช้แนวทางแบบสหสาขาวิชาชีพอย่างเข้มข้น ประกอบด้วยการฟื้นฟูทางโภชนาการเพื่อคืนสภาวะน้ำหนักตัวที่ปลอดภัย การทำจิตบำบัดโดยเฉพาะครอบครัวบำบัดสำหรับผู้ป่วยวัยรุ่น การบำบัดรายบุคคลเพื่อแก้ไขความคิดและพฤติกรรมเกี่ยวกับการกิน และในบางกรณีอาจต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลหากมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
โดยสรุป โรคอะนอร์เร็กเซียเป็นการวินิจฉัยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากอธิบายลักษณะทางคลินิกทั้งหมดได้ครบถ้วน ทั้งน้ำหนักตัวที่ต่ำอย่างรุนแรง พฤติกรรมการจำกัดอาหาร ความกลัวการอ้วนแม้มีน้ำหนักต่ำ และพฤติกรรมชดเชยโดยการใช้ยาระบาย ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคอะนอร์เร็กเซียตามมาตรฐานทางการแพทย์


